บทที่ 5 ตัดไฟแต่ต้นลม
หลังจากส่งจดหมายไปยังจวนไหวกั๋วกงได้เพียงหนึ่งวัน ซูหรงหรงก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากผู้เป็นท่านตา
ทันทีที่นางอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้น รอยยิ้มบนริมฝีปากของนางก็พลันปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ไหวกั๋วกงเขียนตอบมาด้วยลายมือหนักแน่นตามแบบฉบับของแม่ทัพเก่า ใจความในจดหมายเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
เขาบอกนางว่าไม่ต้องกังวลเรื่องซูหรงเจ๋ออีกต่อไป วันรุ่งขึ้นจะส่งจ้าวซินหยวนผู้เป็นน้าชายของนางมารับเด็กชายไปอยู่ที่จวนไหวกั๋วกงด้วยตนเอง ส่วนเรื่องที่ซูอี้เหวินอาจไม่ยินยอมนั้น ไหวกั๋วกงบอกอย่างชัดเจนว่าเขาจะเป็นคนพูดคุยกับบุตรเขยของเขาเอง
สำหรับจ้าวปิงนั้น... ในเมื่อนางรู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นคนไม่ดี ก็จงอยู่ให้ห่างจากเขาเสีย ทางจวนไหวกั๋วกงได้ส่งคนจับตามองทุกความเคลื่อนไหวของจ้าวปิงเอาไว้แล้ว หากมีสิ่งใดผิดปกติจะรีบแจ้งให้นางทราบทันที
เมื่ออ่านจบ ซูหรงหรงจึงค่อยถอนหายใจออกมา ความกังวลที่กดทับอยู่ในใจคล้ายถูกยกออกไปก้อนหนึ่ง อย่างน้อย... น้อยคนในจวนไหวกั๋วกงก็จะปลอดภัย
ชาติก่อนเพราะนางโง่เขลาจนเกินไป จนถูกคนปั่นหัว ถูกหลอกใช้ และถูกใส่ความ แต่ชาตินี้นางจะไม่มีวันยอมให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยเดิมอีกอย่างแน่นอน
หลังจากจัดการเรื่องซูหรงเจ๋อเรียบร้อยแล้ว ซูหรงหรงก็เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลจวนมากขึ้น บัญชีทรัพย์สินทั้งหมดที่จ้าวซินหรูผู้เป็นมารดาทิ้งไว้ให้นาง ถูกแยกออกจากบัญชีทรัพย์สินของจวนหย่งอันโหวอย่างสมบูรณ์แล้ว ส่วนตั๋วเงิน ทองคำและเครื่องประดับ นางก็โยกย้ายออกจากคลังของจวนโหวมาซุกซ่อนเอาไว้ในคลังส่วนตัวของตนเองแล้ว
กุญแจคลัง รายการทรัพย์สิน ร้านค้า ที่ดิน และเงินฝากทั้งหมดถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานหลายชุด ต่อให้วันหนึ่งต่งเยว่ซินแย่งอำนาจการดูแลเรือนหลังไปได้และต่อให้ซูอี้เหวินเข้าข้างสตรีผู้นั้นมากเพียงใด คนทั้งสองก็ไม่มีทางแตะต้องทรัพย์สินของมารดานางได้อีก
เช้าวันรุ่งขึ้น รถม้าของจวนไหวกั๋วกงก็มาจอดอยู่หน้าจวนหย่งอันโหว ผู้ที่ลงมาจากรถม้าคือบุรุษหนุ่มในชุดแพรสีน้ำเงินเข้ม รูปร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมด้วยความองอาจ
เขาคือ จ้าวซินหยวน ซื่อจื่อแห่งจวนไหวกั๋วกง และเป็นน้าชายของซูหรงหรง
“หรงหรง”
จ้าวซินหยวนลูบศีรษะหลานสาวเบา ๆ ตอนที่นางเข้ามาคารวะเขาด้วยความเอ็นดู
“ท่านตาเป็นห่วงเจ้ามาก”
“หลานอกตัญญูทำให้ท่านตาต้องกังวลไปเสียแล้ว”
จ้าวซินหยวนหัวเราะ
“คนในครอบครัวเดียวกันจะพูดเช่นนี้ไปไย”
ไม่นานนัก ซูหรงเจ๋อก็ถูกพาไปขึ้นรถม้า เด็กชายไม่ยอมขึ้นรถม้าแต่โดยดี เขาหันมากอดพี่สาวของตนเองอย่างแนบแน่น ดวงตาแดงก่ำเล็กน้อย
“พี่หญิง ข้าจะตั้งใจเรียน”
“จำถ้อยคำประโยคนี้ของตนเองให้ดีนะ”
ซูหรงหรงยิ้มพลางลูบศีรษะน้องชาย
“รอให้เจ้าเก่งกว่านี้แล้วค่อยมาปกป้องพี่สาวเช่นข้า”
คำพูดของนางทำให้เด็กชายพยักหน้าอย่างจริงจัง
เมื่อรถม้าของจวนไหวกั๋วกงเคลื่อนออกไป ซูหรงหรงจึงหันหลังกลับเข้าจวน แต่เรื่องที่ทำให้นางปวดศีรษะกลับตามมาอย่างรวดเร็ว
ในห้องโถงของเรือนหลัก ซูอี้เหวินนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน ข้างกายเขาคือซูเถียนเถียนที่กำลังก้มหน้านิ่ง
เพียงเห็นภาพนั้น ซูหรงหรงก็เดาได้ทันทีว่าบิดาต้องการสิ่งใด
“หรงหรง”
ซูอี้เหวินกล่าวขึ้น
“ตอนนี้หรงเจ๋อไปเรียนที่จวนไหวกั๋วกงแล้ว เจ้าก็มีเวลาว่างมากขึ้น”
“เถียนเถียนเองก็ถึงวัยต้องเรียนรู้เรื่องการอ่านเขียน บทกวี การวาดภาพ และการปักผ้าแล้ว”
"ในฐานะพี่สาว เจ้าควรช่วยสั่งสอนน้องสาวด้วยตนเอง"
ซูหรงหรงหัวเราะเย็นอยู่ในใจ ชาติก่อน... เขาก็พูดเช่นนี้ นางทุ่มเทเวลาและความพยายามไปกับซูเถียนเถียนมากมาย
สอนอ่านหนังสือ
สอนแต่งกลอน
สอนวาดภาพ
สอนปักผ้า
แล้วผลลัพธ์ก็คือ เรื่องที่สอนไม่ค่อยจะจำ แต่เรื่องขโมยผลงานของนางซูเถียนเถียนกลับจำได้ขึ้นใจและทำได้อย่างไร้ที่ติอีกด้วย
บทกวีของนางถูกซูเถียนเถียนนำไปโอ้อวดต่อหน้าผู้คน
ภาพวาดของนางถูกซูเถียนเถียนอ้างว่าเป็นผลงานตนเอง
แม้แต่ผ้าปักที่นางใช้เวลาหลายเดือนทำขึ้นมา ยังถูกอีกฝ่ายนำไปสร้างชื่อเสียงจนกลายเป็นสตรีผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง
ชาตินี้... นางจะไม่มีวันโง่ซ้ำอีก และไม่คิดจะเปิดโอกาสให้ซูเถียนเถียนลงมือซ้ำอีก
“หากท่านพ่ออยากให้น้องเถียนเถียนเรียนรู้ ข้าสามารถว่าจ้างอาจารย์จากข้างนอกมาสอนนางได้เจ้าค่ะ”
คำพูดของนางทำให้ซูอี้เหวินส่ายหน้า
“อาจารย์เหล่านั้นจะเทียบกับเจ้าได้อย่างไร เจ้าเป็นสหายร่วมเรียนขององค์ชายและองค์หญิง อาจารย์จากข้างนอกไม่มีทางสอนได้ดีเท่าเจ้า”
คำพูดประโยคเดิม... แทบไม่ต่างจากชาติที่แล้วเลยแม้แต่น้อย ซูหรงหรงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าขอถามท่านพ่อสักคำถามนะเจ้าคะ”
“ถามมา”
“น้องเถียนเถียนเป็นแค่เพียงบุตรสาวของอนุ จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากข้าไปเพื่ออะไรเจ้าคะ” บรรยากาศในห้องพลันเงียบกริบ
ซูเถียนเถียนหน้าเปลี่ยนสีทันที แต่ซูหรงหรงยังกล่าวต่อ
“อย่างไรเสีย นางก็ไม่มีสิทธิ์แต่งเข้าราชวงศ์ไปเป็นสะใภ้หลวง”
“หรือว่าท่านพ่อคิดจะส่งน้องเถียนเถียนเข้าไปเป็นนางสนมหรือนางบำเรอของเชื้อพระวงศ์กันเล่าเจ้าคะ”
“ซูหรงหรง!”
ซูอี้เหวินตวาดลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ซูเถียนเถียนเองก็สั่นเทิ้มไปทั้งตัว ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความอับอายและความแค้น แต่ซูหรงหรงกลับจ้องมองทั้งสองคนด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
นางแค่เพียงพูดความจริงออกมาเท่านั้น บุตรสาวที่ถือกำเนิดจากอนุภรรยา ต่อให้มีความสามารถมากเพียงใด ก็แทบไม่มีทางได้เป็นชายาเอกขององค์ชาย คำพูดของนางจึงเหมือนมีดที่แทงเข้ากลางใจของสองพ่อลูกโดยตรง สุดท้ายซูอี้เหวินจึงกัดฟันกล่าว
“หากเจ้าไม่ยอมสอนก็ช่างเถิด ข้าจะเชิญอาจารย์ชื่อดังมาสอนเถียนเถียนเอง”
ซูหรงหรงพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ แต่ลูกขอเรียนให้ท่านพ่อทราบเอาไว้ก่อนนะเจ้าคะ” นางเอ่ยด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันเย็นชา
“จวนหย่งอันโหวทุกวันนี้ต้องอาศัยสินเดิมของมารดาข้าช่วยค้ำจุนอยู่ไม่น้อย และน้องเถียนเถียนก็ไม่ใช่บุตรสาวของมารดาข้า”
“ดังนั้นข้าจะไม่มีวันยินยอมให้ท่านพ่อนำเงินสินเดิมของมารดาข้า ไปว่าจ้างอาจารย์ชื่อดังเพื่อมาสั่งสอนบุตรสาวของสตรีอื่นอย่างเด็ดขาด”
เพล้ง! ซูอี้เหวินฟาดถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง
“ใครอยากใช้เงินของมารดาเจ้ากัน”
“ข้าจะใช้เบี้ยหวัดของข้าเอง”
ซูหรงหรงยิ้มออกมาในทันทีราวกับรอคำพูดประโยคนี้อยู่แล้ว
“ถ้าทำได้เช่นนั้น ก็ดีที่สุดเจ้าค่ะ”
นางย่อกายคารวะอย่างงดงาม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนผู้ฟังแทบกระอักเลือด
“เชิญท่านพ่อนำเบี้ยหวัดของท่านไปว่าจ้างอาจารย์ชื่อดังให้น้องสาวได้เลยเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่มีความเห็นและไม่คิดจะคัดค้านแม้แต่น้อย”
ทันใดนั้น สีหน้าของซูอี้เหวินก็แข็งค้าง เพราะเขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า... เบี้ยหวัดของเขาในแต่ละปีนั้น ไม่ได้มากพอจนสามารถเชื้อเชิญอาจารย์เลื่องชื่อเข้าจวน และนางเองก็ไม่คิดจะทำตัวเป็นบุตรสาวที่ดีด้วยการช่วยบิดาจ่ายเงินเพื่อซื้อความก้าวหน้าให้แก่บุตรสาวนอกสมรสของเขาอย่างเด็ดขาด
