บทที่ 6 หมาป่าตาขาว
หิมะโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าสีเทาหม่น ปกคลุมทั่วทั้งจวนหย่งอันโหวด้วยผืนสีขาวสะอาด ภายในเรือนมู่ตาน ซูเถียนเถียนนั่งกำผ้าเช็ดหน้าแน่นอยู่ในมือ ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเลและไม่เต็มใจ นางไม่ชอบซูหรงหรง ตั้งแต่เล็กจนโต นางได้ยินมารดาพูดถึงคุณหนูใหญ่ผู้นี้อยู่เสมอ
ซูหรงหรงเป็นไข่มุกบนฝ่ามือของอดีตฮองเฮาที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว เป็นคู่หมั้นขององค์ไท่จื่อ เป็นสตรีที่ได้รับคำชื่นชมจากผู้คนทั้งเมืองหลวง และยังเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักศึกษาหลวงอีกด้วย ทุกอย่างที่ซูหรงหรงมี ล้วนเป็นสิ่งที่ซูเถียนเถียนใฝ่ฝันอยากได้
“เถียนเถียน”
เสียงของต่งเยว่ซินดังขึ้นเบา ๆ
“เจ้าจงอย่าลืมถ้อยคำที่แม่เคยสอนเจ้า”
ซูเถียนเถียนเงยหน้ามองมารดา
“หากเจ้าไม่อยากเป็นสตรีต่ำต้อยเช่นแม่ เจ้าก็ต้องพยายามปีนป่ายขึ้นไปให้สูงที่สุด เท่าที่เจ้าจะทำได้”
ต่งเยว่ซินเอ่ยพลางลูบศีรษะบุตรสาว และจ้องมองบุตรสาวตัวน้อยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“ต่อให้ต้องก้มหัว ต่อให้ต้องอ้อนวอน ต่อให้ต้องถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี เจ้าก็ต้องยอมสู้อดทน ผู้ชนะเท่านั้นที่จะได้รับทุกสิ่ง คุณหนูใหญ่ผู้นั้นเจ้าก็ปล่อยให้นางหยิ่งผยองไปเถิด ขอแค่เพียงเจ้าสามารถหาประโยชน์จากนางได้ต่อให้ต้องคุกเข่าอ้อนวอน เจ้าก็ต้องทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกับนาง ทำให้นางไว้วางใจ สอนทุกสิ่งที่นางรู้ให้เจ้า ทำให้นางยินยอมมอบของล้ำค่าให้เจ้าได้ยิ่งเป็นเรื่องดี ยามนี้คุณชายน้อยไม่อยู่แล้ว นางอาจจะกำลังเหงาอยู่ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่เจ้าจะไปทำตัวตีสนิทกับนาง”
ถ้อยคำสั่งสอนของต่งเยว่ซินทำให้ซูเถียนเถียนกัดริมฝีปากแน่น แล้วสุดท้ายนางก็พยักหน้า แม้ว่าในใจจะไม่เต็มใจ แต่ก็ยังเดินออกจากเรือนมู่ตาน มุ่งหน้าไปยังเรือนหลันฮวา ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในเรือนหลันฮวา ความริษยาก็พลันเอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจของซูเถียนเถียน ภายนอกอากาศหนาวเหน็บจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง แต่ภายในเรือนกลับอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ กระถางไฟหลายกระถางถูกวางเอาไว้ตามมุมห้องกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมยที่ปักอยู่ในแจกันหยกขาวลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ทุกสิ่งล้วนหรูหราและงดงาม
ซูเถียนเถียนเงยหน้ามองไปยังเจ้าของเรือนที่ในยามนี้กำลัง เอนกายอยู่บนเก้าอี้นอนที่ปูด้วยขนสัตว์สีขาวสะอาด เพียงมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าขนสัตว์สีขาวผืนใหญ่นั้นจะต้องทั้งหนาและนุ่มอย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องยื่นมือไปสัมผัสก็รู้ได้ว่าคงอบอุ่นสบายอย่างยิ่ง เมื่อเห็นเช่นนั้นดวงตาของซูเถียนเถียนพลันฉายแววริษยาออกมาโดยไม่รู้ตัว
แน่นอนว่าซูหรงหรงย่อมจะมองเห็นปฏิกิริยาทั้งหมดของซูเถียนเถียน นางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเฉื่อยชา ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“เจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องใด”
คำถามของซูหรงหรงทำให้ซูเถียนเถียนรีบกดความอิจฉาในใจลง แล้วแสดงสีหน้าใสซื่ออ่อนโยนออกมา
“พี่หญิงใหญ่ ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว ทุกคนต่างกล่าวว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ผลการเรียนเป็นอันดับหนึ่งของสำนักศึกษาหลวง วันนี้ข้าจึงอยากมาขอร้องท่าน”
ซูเถียนเถียนเอ่ยพลางก้มหน้าลงอย่างนอบน้อม
“ขอพี่หญิงได้โปรดสละเวลาสั่งสอนน้องสาวผู้โง่เขลาอย่างข้าด้วยเจ้าค่ะ ต่อให้ข้ามีความสามารถได้เพียงครึ่งหนึ่งของพี่หญิงใหญ่ก็ยังดีเจ้าค่ะ อย่างน้อยยามออกไปข้างนอก ข้าจะได้ไม่ทำให้ท่านขายหน้า”
ทันทีที่ซูเถียนเถียนเอ่ยจบ ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
ซูหรงหรงจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เสียงหัวเราะนั้นกลับเย็นชาเสียจนทำให้ซูเถียนเถียนรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“ซูเถียนเถียน เจ้าคิดมากจนเกินไปแล้ว”
ซูหรงหรงเอ่ยพลางวางถ้วยชาลงอย่างช้า ๆ
“ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นเพียงบุตรสาวที่ถือกำเนิดจากอนุ ไม่มีผู้ใดเอาความสามารถของบุตรสาวอนุมาเปรียบเทียบกับข้าที่เป็นบุตรสาวสายตรงซึ่งถือกำเนิดจากภรรยาเอกหรอก”
“ดังนั้นเจ้าจะโง่หรือฉลาด ก็ไม่เกี่ยวอันใดกับชื่อเสียงของข้า”
ถ้อยคำประโยคนี้ของซูหรงหรงทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของซูเถียนเถียนแข็งค้าง สีหน้าที่พยายามเสแสร้งมานานพลันแตกร้าว ความอัปยศ ความโกรธ และความริษยาที่ถูกกดทับอยู่พลันปะทุขึ้นในทันที
“พี่หญิงใหญ่! ท่านไม่สอนข้าก็ไม่เป็นไร”
ซูเถียนเถียนกำมือแน่นแล้วเงยหน้าขึ้นตะโกนออกมาด้วยความโกรธเคือง
“ข้าจะเรียนรู้ด้วยตนเอง! คอยดูเถิดสักวันหนึ่งข้าจะสร้างชื่อเสียงให้เหนือกว่าท่าน”
“รอจนถึงวันนั้น ท่านจะต้องเสียใจที่เคยปฏิบัติกับข้าเช่นนี้”
คำพูดของนางทำให้ปี้จื่อและปี้เถาที่ยืนอยู่ด้านข้างของซูหรงหรงพลันโกรธจนหน้าแดง บุตรสาวอนุคนหนึ่ง กล้าพูดจาโอหังต่อหน้าคุณหนูใหญ่ถึงเพียงนี้ สร้างความไม่พอใจให้แก่พวกนางเป็นอย่างมาก แต่ติดตรงที่พวกนางเป็นแค่เพียงสาวใช้ จึงไม่อาจเอ่ยแทรกได้
ตรงกันข้าม ซูหรงหรงกลับแค่นหัวเราะ ราวกับกำลังมองเด็กไร้เดียงสาผู้หนึ่ง
“เสียใจหรือ”
นางเอ่ยออกมาอย่างช้า ๆ
“หมาป่าตาขาวอย่างเจ้า ต่อให้วันนี้ข้าทำดีกับเจ้า วันหน้าหากเจ้าได้ดีขึ้นมา ข้าก็เชื่อว่าเจ้าคงยังเกลียดข้าอยู่ดี และสิ่งเดียวที่ข้าจะเสียใจก็คือเสียเวลาทำดีกับคนที่ไม่คู่ควรได้รับความเมตตาอย่างเจ้า”
คำพูดของซูหรงหรงนั้นราวกับคมมีดที่แทงทะลุหัวใจ ซูเถียนเถียนเป็นเพียงเด็กหญิงที่มีอายุเพิ่งจะสิบปีเต็ม แม้ว่านางจะมีจิตใจทะเยอทะยาน แต่สุดท้ายก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่ง
เมื่อนางถูกเปิดโปงความคิดทั้งหมดต่อหน้าเช่นนี้ ความอับอายและความคับแค้นจึงพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
"ฮือออ" เสียงร้องไห้ดังลั่นออกมา น้ำตาไหลอาบเต็มใบหน้า ซูเถียนเถียนหันหลังแล้ววิ่งออกจากห้องอุ่นทันที
"คุณหนูรอง!" สาวใช้ของนางรีบวิ่งตามไปอย่างร้อนรน ไม่นานนัก ร่างเล็ก ๆ ก็หายลับออกไปจากเรือนหลันฮวา ภายในห้องอุ่นจึงกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
ปี้เถาเม้มริมฝีปากแน่นแล้วจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูรองผู้นี้แม้ว่าอายุจะยังน้อย แต่จิตใจกลับไม่น่าคบหาเลยเจ้าค่ะ"
ปี้จื่อพยักหน้าเห็นด้วย
"นางมาขอความช่วยเหลือแท้ ๆ แต่กลับกล้าพูดจาข่มขู่คุณหนู"
ซูหรงหรงเพียงยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ สายตาของนางทอดมองเกล็ดหิมะที่กำลังร่วงหล่นนอกหน้าต่าง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่สุดแสนจะเย็นชา
ในชาติก่อน นางเคยหลงเชื่อความไร้เดียงสาของซูเถียนเถียน เคยช่วยเหลือ เคยปกป้อง และเคยมอบโอกาสมากมายให้เด็กคนนี้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับคืนมา คือมีดที่แทงเข้ากลางหลัง
“คนบางคนเกิดมาเพื่อเป็นหมาป่า ไม่ว่าเจ้าจะเลี้ยงดูมันดีเพียงใด สุดท้ายมันก็ยังจะหันมากัดเจ้าด้วยคมเขี้ยวของมันอยู่ดี” นางเอ่ยพึมพำออกมาพลางทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง จ้องมองดอกเหมยที่กำลังเบ่งบานท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็น
ไม่นานหลังจากนั้นซูอี้เหวินก็พาซูเถียนเถียนและต่งเยว่ซินมาที่เรือนหลันฮวาของนาง สีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเคืองของซูอี้เหวินทำให้ซูหรงหรงมีรอยยิ้มบางเบาอยู่บนใบหน้า
“ซูหรงหรง เจ้าจงคุกเข่าลงต่อหน้าข้าเดี๋ยวนี้”
เสียงตะคอกของซูอี้เหวินทำให้สาวใช้ภายในเรือนคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ไม่ทราบว่าลูกทำความผิดใด เหตุใดท่านพ่อจึงไม่สอบถามลูกก่อนที่จะสั่งให้ลูกคุกเข่ากันเล่าเจ้าคะ”
คำถามของนางทำให้สีหน้าของซูอี้เหวินยิ่งทวีความโกรธเคืองมากยิ่งขึ้น
“เจ้าดุด่าน้องสาวของเจ้าบอกว่านางเป็นหมาป่าตาขาว หรงหรง น้องสาวของเจ้าอายุน้อยถึงเพียงนี้เจ้าจะเมตตานางสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ”
คำถามของเขาทำให้ซูหรงหรงพยักหน้า
“เหตุใดลูกจึงจะไม่เมตตากันเล่าเจ้าคะ นางมาหาลูกท่ามกลางอากาศหนาวเย็นลูกก็รีบให้คนพานางเข้าไปในเรือน พอไปถึงก็มาขอให้ลูกสอนนาง นางบอกว่าอยากเก่งให้ได้สักครึ่งของลูกวันหน้าพอออกนอกจวนลูกจะได้ไม่ขายหน้าที่มีนางเป็นน้องสาว ลูกก็แค่บอกกับนางตามตรงว่านางเป็นบุตรสาวของอนุไม่มีผู้ใดคิดจะเอานางมาเปรียบเทียบกับลูกผู้เป็นบุตรสาวของภรรยาเอกหรอก”
คำพูดของนางไม่เพียงทำให้ซูอี้เหวินโกรธเคือง แม้แต่ต่งเยว่ซินก็แสร้งทำสีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ต่อไปไม่ไหวแล้ว
“ลูกเอ่ยเตือนนางตามความเป็นจริง คิดไม่ถึงว่านางจะบอกกับลูกว่าวันหน้าถ้านางได้ดีขึ้นมาลูกจะต้องเสียใจ ลูกจึงได้บอกกับนางตามตรงว่า นิสัยที่เหมือนหมาป่าตาขาวเช่นนางลูกไม่เสียใจหรอก เพราะถ้าการกระทำเช่นนี้ของนางต่อให้ลูกทำดีด้วยสุดท้ายนางก็จะเนรคุณอยู่ดี”
คำพูดของซูหรงหรงทำให้ซูอี้เหวินมีสีหน้ามืดครึ้มมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนซูเถียนเถียนร้องไห้เสียงดังออกมาอีกครั้งและครั้งนี้มีต่งเยว่ซินมายืนบีบน้ำตาอยู่ข้างๆ นางอีกด้วย
