บทที่ 4 ความมุ่งมั่นของซูหรงหรง
หลังจากส่งมอบเรือนมู่ตานให้ต่งเยว่ซินและซูเถียนเถียนเรียบร้อยแล้วซูหรงหรงก็หันไปเอ่ยวาจาขอตัวกลับจวนกับบิดา ซูอี้เหวินขมวดคิ้วมุ่นเขาจ้องมองนางด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้เอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นี่คือสิ่งที่เจ้าเคยบอกกับพ่อว่าจะเตรียมการต้อนรับอี๋เหนียงและน้องสาวของเจ้าเช่นนั้นหรือ พวกนางพึ่งจะย้ายเข้าจวนมา นอกจากจะไม่มีของขวัญแรกพบเพื่อต้อนรับพวกนางแล้วเจ้ายังไม่คิดจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกนางด้วยหรือ” คำถามของบิดาทำให้ซูหรงหรงเงยหน้าขึ้นไปจ้องมองเขา
“ท่านพ่อกับอี๋เหนียงก็อยู่กินด้วยกันมานานหลายปีถึงเพียงนี้ อีกทั้งท่านแม่ก็ไม่อยู่แล้วจะให้อี๋เหนียงคารวะน้ำชากับป้ายวิญญาณของท่านแม่ก็คงจะไม่ได้” ซูหรงหรงเอ่ยพลางหันไปจ้องมองซูเถียนเถียน
“เรื่องกราบไหว้ในศาลบรรพชนยิ่งไม่ได้ หากผู้อาวุโสในสกุลยังไม่อนุญาตผู้น้อยอย่างลูกก็คงไม่อาจจะจัดการสิ่งใดได้”
ซูหรงหรงเอ่ยพลางถอดกำไลที่ข้อมือของตนเองออกมา
“ส่วนเรื่องของขวัญแรกพบนั้นเดิมทีลูกตั้งใจว่าจะสั่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับให้อี๋เหนียงและน้องหญิงเป็นกรณีพิเศษ แต่ในเมื่อท่านพ่อเอ่ยออกมาเช่นนี้ลูกก็จะมอบกำไลวงนี้ให้แก่น้องหญิง หลังจากนี้การจัดเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องประดับของอี๋เหนียงและน้องหญิงให้พ่อบ้านจัดเตรียมให้ตามความเหมาะสมก็แล้วกันนะเจ้าคะ”
เมื่อซูหรงหรงเอ่ยจบก็มอบกำไลหยกที่มองปราดเดียวก็รับรู้แล้วว่าล้ำค่าไปให้ซูเถียนเถียน ตอนที่ซูหรงหรงยื่นกำไลออกไปซูเถียนเถียนก็ไม่ได้ยื่นมือมารับ ซูหรงหรงจึงเลิกคิ้วขึ้น เมื่อเห็นว่าซูเถียนเถียนกำลังจ้องมองกำไลหยกแล้วหันไปจ้องมองสีหน้าของมารดาเพื่อชั่งใจว่านางควรจะรับกำไลเอาไว้หรือไม่ ซูหรงหรงจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ในเมื่อน้องหญิงรังเกียจกำไลที่ข้าจะมอบให้ เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร”
ซูหรงหรงพูดพลางสวมกำไลลงในข้อมือของตนเองตามเดิม แล้วหันไปทางซูหรงเจ๋อผู้เป็นน้องชาย เอ่ยวาจาชักชวนเขากลับเรือน ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“อาเจ๋อ พวกเรากลับเรือนหลันฮวาของพี่กันดีกว่า วันนี้ท่านตาส่งขนมกับใบชาใหม่มาให้พอดี พี่จะแบ่งให้เจ้า”
คำพูดของซูหรงหรงทำให้ซูหรงเจ๋อพยักหน้าด้วยความยินดี ของที่ทางจวนไหวกั๋วกงส่งมาให้ ตัวเขาเองก็ได้รับแล้วเช่นเดียวกัน แต่ในเมื่อพี่สาวอยากจะแบ่งปัน เขาก็มีความยินดีที่จะรับเอาไว้
“พวกเจ้าจะกลับกันไปทั้งอย่างนี้หรือ หรงหรง เจ้าไม่เห็นพ่ออยู่ในสายตาแล้วใช่ไหม”
ซูอี้เหวินอยากจะเอ่ยวาจาตำหนิบุตรสาวมากกว่านี้ แต่ต่งเยว่ซินกลับส่ายหน้าห้ามปรามเขาเอาไว้
“คุณหนูใหญ่กับคุณชายคงจะเหนื่อยแล้ว ให้คุณชายและคุณหนูกลับไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ แค่ท่านโหวอยู่กับพวกเราแม่ลูกที่เรือนแห่งนี้ก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
คำพูดของต่งเยว่ซินทำให้สีหน้ามืดครึ้มของซูอี้เหวินพลันอ่อนโยนลง
“พวกเจ้าอยากจะกลับไปพักผ่อนก็ไปเถิด”
ซูอี้เหวินเอ่ยพลางโบกมือไล่ทั้งซูหรงหรงและซูหรงเจ๋อให้จากไป ส่วนตัวเขาก็อยู่ที่เรือนมู่ตานต่อเพื่อพูดคุยและปรึกษากับต่งเยว่ซินว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถแย่งชิงอำนาจการดูแลจวนมาจากซูหรงหรงได้ โดยมีซูเถียนเถียนคอยช่วยบีบนวดบ่าไหล่ให้แก่ซูอี้เหวินอย่างเอาอกเอาใจ
หลังจากพาซูหรงเจ๋อกลับมาถึงเรือนหลันฮวาแล้ว ซูหรงหรงก็สั่งให้สาวใช้และบ่าวรับใช้ทุกคนถอยออกไป เหลือเพียงปี้เถาและปี้จื่อเอาไว้ พวกนางทั้งสองคือคนสนิทที่นางไว้วางใจมากที่สุด
เมื่อไม่มีคนนอกแล้วซูหรงหรงจึงหันมองน้องชายด้วยสีหน้าจริงจัง
“อาเจ๋อ เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันนี้พี่เรียกเจ้ามาคุยเรื่องใด”
ซูหรงเจ๋อส่ายหน้าเล็กน้อย
“ไม่รู้ขอรับ”
คำตอบของเขาทำให้ซูหรงหรงทอดถอนใจออกมาเบา ๆ
“ต่อจากนี้ไปเจ้าต้องระวังตัวให้มากขึ้น สองแม่ลูกจากเรือนมู่ตานคงไม่มีทางปล่อยให้พวกเราสองพี่น้องได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแน่”
คำพูดของนางทำให้ซูหรงเจ๋อขมวดคิ้ว
“ต่งอี๋เหนียงคิดร้ายต่อพวกเราหรือขอรับ”
“ใช่”
เมื่อตอบออกมาแล้วดวงตาของซูหรงหรงก็เย็นลงหลายส่วน
“นางหมายปองว่าจะแย่งชิงอำนาจการดูแลจวนจากพี่ไป ทั้งสมุดบัญชี กุญแจคลัง และกิจการภายในทั้งหมดที่อยู่ในมือพี่นางอยากจะแย่งชิงไปดูแลทั้งหมด หากนางได้อำนาจการดูแลไปได้ วันหน้าพวกเราสองพี่น้องจะต้องลำบากอย่างแน่นอน”
ซูหรงเจ๋อเม้มริมฝีปาก แม้เขาจะยังเด็ก แต่ก็ไม่ใช่คนโง่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเห็นมาตลอดว่าหลังจากมารดาเสียชีวิต พี่สาวต้องรับภาระมากเพียงใด ส่วนท่านพ่อของเขานั้นปากก็บอกว่าจะไว้ทุกข์ให้มารดาสามปี แต่แท้จริงแล้วออกจากจวนไปใช้ชีวิตตามปกติกับอนุภรรยาที่ถูกเลี้ยงดูอยู่นอกจวน
“แล้วทรัพย์สินที่ท่านแม่ทิ้งไว้เล่าขอรับ”
“นั่นก็เป็นอีกสิ่งที่นางต้องการ”
ซูหรงหรงกล่าวเสียงเรียบ
“สินเดิมของท่านแม่มีมูลค่ามหาศาล ทั้งร้านค้า ที่นา และทรัพย์สินที่มีมูลค่าอีกมากมาย ทรัพย์สินเหล่านี้ล้วนเป็นของพวกเราสองคน ทั้งท่านพ่อและต่งเยว่ซินไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องทรัพย์สินของพวกเรา”
ซูหรงเจ๋อกำหมัดแน่น
“ข้าจะไม่ยอมให้นางแย่งไปอย่างเด็ดขาด”
เมื่อเห็นท่าทางของน้องชาย ซูหรงหรงจึงยิ้มบาง ๆ
“พูดเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ เจ้าต้องฝึกฝนและพัฒนาตนเองด้วย จึงจะสามารถต่อสู้และแย่งชิงกับนางและลูกสาวของนางได้”
คำพูดของนางทำให้ซูหรงเจ๋อชะงักไปเล็กน้อย
“พี่หญิง...”
“ที่ผ่านมาเจ้าชอบเที่ยวเล่น ไม่ตั้งใจเรียน พี่ไม่เคยบังคับมากนักเพราะเห็นว่ายังมีเวลา แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว”
น้ำเสียงของซูหรงหรงนุ่มนวล แต่จริงจัง
“อาเจ๋อ เจ้าคือบุตรชายสายตรงเพียงคนเดียวของจวนหย่งอันโหว วันหน้าจะต้องเป็นเสาหลักของจวน เจ้าจะทำตัวเหลวไหลต่อไปไม่ได้แล้ว”
ซูหรงเจ๋อก้มหน้าลงหลังเงียบไปพักใหญ่ เขาจึงตัดสินใจพูดความจริงออกมา
“พี่หญิง...ข้าไม่ชอบท่องตำรา”
ซูหรงหรงนิ่งฟัง
“อ่านหนังสือเท่าใดก็ไม่เข้าหัว ข้าพยายามแล้วจริง ๆ”
เด็กน้อยเอ่ยพลางเกาศีรษะอย่างกระดากอาย
“แต่ข้าชอบฝึกวรยุทธ์ ชอบขี่ม้า ชอบยิงธนู ข้าอยากเป็นเหมือนท่านน้าและท่านตา อยากเป็นแม่ทัพคุ้มครองบ้านเมือง”
ซูหรงหรงจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนางจึงหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ใครบอกว่าคนเราจะต้องเก่งด้านบุ๋นจึงจะมีอนาคต”
ซูหรงเจ๋อเงยหน้าขึ้นมาในทันที
“พี่หญิงไม่รู้สึกผิดหวังในตัวข้าหรือขอรับ”
“เหตุใดพี่ต้องผิดหวัง”
ซูหรงหรงเอ่ยพลางยื่นมือไปลูบศีรษะของน้องชาย
“คนเรามีความถนัดต่างกัน หากเจ้าไม่ชอบสายบุ๋น ก็เลือกสายบู๊ แต่เมื่อเลือกแล้วก็ต้องพยายามทำให้ดีที่สุด”
ดวงตาของซูหรงเจ๋อเป็นประกายขึ้นมาทันที
“จริงหรือขอรับ”
“จริง”
“เช่นนั้นข้าอยากไปเรียนกับพวกลูกพี่ลูกน้องที่จวนไหวกั๋วกง”
คำพูดของเขาทำให้ซูหรงหรงยิ้มออกมาเพราะไม่ต่างไปจากที่นางคาดเดาเอาไว้
“ได้”
เมื่อนางเอ่ยเช่นนี้ซูหรงเจ๋อก็ลุกพรวดขึ้นมาด้วยความดีใจ
“พี่หญิง ท่านตกลงแล้วหรือขอรับ”
“แต่เจ้าต้องสัญญากับพี่ก่อน”
ซูหรงเจ๋อรีบพยักหน้า
“เจ้าจะต้องตั้งใจฝึกฝน ไม่เกียจคร้าน ไม่ก่อเรื่องทะเลาะวิวาท และไม่ทำให้จวนหย่งอันโหวของพวกเราต้องขายหน้า”
“ข้าสัญญา ข้าจะตั้งใจฝึกฝนและเรียนรู้ จะไม่ทำให้พี่หญิงต้องผิดหวังในตัวข้า”
ซูหรงเจ๋อตอบเสียงดัง คำพูดของเขาทำให้ซูหรงหรงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
หลังจากนั้นนางก็เดินไปนั่งที่โต๊ะหนังสือ ปี้จื่อรีบนำพู่กัน หมึก และกระดาษมาเตรียมไว้ ซูหรงหรงค่อย ๆ จุ่มพู่กันลงในแท่นหมึก
นางเขียนจดหมายอย่างตั้งใจทีละบรรทัด จดหมายฉบับนี้ส่งถึงไหวกั๋วกง จ้าวฉีเฟิง ผู้เป็นท่านตาของนาง
นอกจากจะขอให้ท่านตารับซูหรงเจ๋อไปอบรมสั่งสอนแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า ปลายพู่กันหยุดลงชั่วครู่ ก่อนจะเขียนชื่อบุคคลผู้หนึ่งลงบนกระดาษ
“จ้าวปิง”
แววตาของซูหรงหรงเย็นเยียบขึ้นทันที คนผู้นี้เป็นเพียงหลานชายห่าง ๆ ของท่านตาในสายตาของผู้อื่น แต่ซูหรงหรงรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา
ในชาติที่แล้ว จ้าวปิงอาศัยความไว้วางใจของไหวกั๋วกง ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในกองทัพ ภายนอกดูซื่อสัตย์และกตัญญู แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ยิ่งไปกว่านั้น เขายังคบหาสนิทสนมกับซูอี้เหวินผู้เป็นบิดาของนาง
คนหนึ่งโลภในอำนาจ
อีกคนโลภในทรัพย์สิน
ทั้งสองร่วมมือกันอยู่ลับ ๆ จนสร้างความเสียหายให้แก่จวนไหวกั๋วกงและกองทัพสกุลจ้าว ท่านตา ท่านน้าและลูกพี่ลูกน้องที่เป็นบุรุษของนางล้วนตายในสนามรบ จ้าวปินจึงออกหน้าบัญชาทัพ ส่วนท่านพ่อของนางก็ใช้ความเป็นบุตรเขยเข้าไปควบคุมจ้าวปินและถือครองตราแม่ทัพของสกุลจ้าวเอาไว้ ชาติที่แล้วกว่านางจะมองเห็นธาตุแท้ของพวกเขาก็สายเกินไปแล้ว
แต่ชาตินี้... ซูหรงหรงวางพู่กันลงช้า ๆ นางไม่มีทางปล่อยให้เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีก
“ปี้เถา เจ้าจงนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้ถึงมือท่านตาด้วยตนเอง”
“เจ้าค่ะ” ปี้เถารับคำอย่างนอบน้อม
ซูหรงหรงมองจดหมายที่ถูกผนึกเรียบร้อยแล้ว สายลมพัดผ่านเข้ามาหน้าต่าง ดวงตาของนางทอดมองออกไปยังท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างด้วยความมุ่งมั่น ในเมื่อสวรรค์มอบโอกาสให้นางได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง นางก็จะค่อย ๆ ตัดแขนตัดขาของศัตรูทีละคน จะไม่มีผู้ใดคิดทำร้ายนางและคนที่นางรักได้อีก ชาตินี้นางจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเลวร้ายซ้ำรอยเดิมกับชาติที่แล้วอย่างแน่นอน
