บทที่ 3 กำเนิดใหม่ของซูหรงหรง
“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้ซูหรงหรงลืมตาขึ้นมา ม่านมุ้งที่ปรากฏเข้าสู่สายตาทำให้ซูหรงหรงถึงกับนิ่วหน้า ใบหน้าของปี้เถาไม่เหมือนเดิม ความอ่อนเยาว์และรอยยิ้มไร้เดียงสาที่ยังไม่ได้ถูกกาลเวลาและประสบการณ์ในการใช้ชีวิตเคี่ยวกรำของปี้เถา ทำให้ซูหรงหรงพลันขยับกายลุกขึ้นแล้วจ้องมองรอบๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
เครื่องเรือนอันคุ้นตา ทำให้นางรู้ว่าที่นี่คือห้องพักเดิมของนางในจวนหย่งอันโหว ซูหรงหรงขยับกายลุกขึ้น นางเดินตรงไปยังกระจกส่องเงาที่วางอยู่บนโต๊ะเก็บเครื่องประทินโฉม
ใบหน้างดงามที่สะท้อนออกมาจากกระจกทำให้ซูหรงหรงยิ้มออกมา ดวงหน้าอ่อนเยาว์ไร้ร่องรอยบาดแผล ริมฝีปากเล็กของนางแดงระเรื่อโดยไม่ต้องแต้มชาด พวงแก้มซับสีเรื่อ ดวงตาสดใส
“คุณหนูเจ้าคะ วันนี้คุณหนูกำชับให้บ่าวปลุกคุณหนูแต่เช้า เพื่อจะได้เตรียมตัวรอต้อนรับอนุและคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูอยู่นอกจวนของนายท่าน แม้ว่ายามนี้ยังเช้าอยู่แต่หากคุณหนูไม่รีบก็จะไม่ทันแล้วนะเจ้าคะ”
คำเตือนของปี้เถาทำให้ดวงตาของซูหรงหรงพลันสาดประกายเกลียดชังออกมา นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในผิวเนื้อของอุ้งมือ ความเจ็บปวดที่ได้รับทำให้นางพลันรับรู้ได้ว่า นางได้เกิดใหม่แล้ว แถมยังเป็นการย้อนกลับมาเกิดใหม่ในตอนที่ต่งเยว่ซินและซูเถียนเถียนยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในจวนอีกด้วย
ซูหรงหรงยกฝ่ามือที่มีรอยเล็บขึ้นมาจ้องมอง ยามนี้สองแม่ลูกคู่นั้นยังไม่ได้เข้าจวนมา นางยังมีโอกาสที่จะแก้ไขและทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่นางเคยสูญเสียไปในชาติที่แล้ว
“ของที่ควรจะเป็นของข้า! ข้าจะไม่ปล่อยให้เป็นของผู้อื่นอย่างเด็ดขาด”
น้ำเสียงและสีหน้าของซูหรงหรงทำให้ปี้เถาอดรู้สึกกังวลไม่ได้
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูกำลังทำให้บ่าวกลัวนะเจ้าคะ”
น้ำเสียงของปี้เถาทำให้ซูหรงหรงอดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้
“เจ้าไม่ต้องกลัวหรอก ต่อไปนี้ไม่ว่าข้าจะทำสิ่งใดข้าจะคำนึงถึงความปลอดภัยของข้ากับเจ้าก่อนเสมอ” ซูหรงหรงเอ่ยพลางปล่อยให้ปี้เถาตรวจดูอุ้งมือที่มีรอยเล็บของนางด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“มาช่วยข้าแต่งกายดีกว่า ในเมื่อวันนี้ท่านพ่อจะรับอนุเข้าจวน ข้าก็ควรจะแต่งกายให้สมกับที่เป็นคุณหนูใหญ่มิใช่หรือ” เมื่อซูหรงหรงเอ่ยออกมาเช่นนี้ปี้เถาก็รีบเดินไปจัดเตรียมเครื่องแต่งกายให้นางในทันที
“ปี้จื่อ เจ้ามาช่วยข้าปรนนิบัติคุณหนูล้างหน้าแต่งกายก่อนเถิด”
เสียงเรียกของปี้เถาทำให้ปี้จื่อรีบวางมือจากการเตรียมอาหารเช้า แล้วเดินเข้ามาช่วยเตรียมน้ำให้ซูหรงหรง ช่วยปรนนิบัติซูหรงหรงแต่งกายและจัดแต่งเรือนผมให้ซูหรงหรงอย่างตั้งอกตั้งใจ เพื่อให้คุณหนูของนางงดงามสูงส่งเหนือกว่าคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูอยู่นอกจวนผู้นั้น
ซูหรงหรงไปนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้กุหลาบภายในโถงรับรองของเรือนชั้นใน แผ่นหลังเหยียดตรง สองมือประคองถ้วยชาอวลไอร้อน สีหน้าสงบนิ่งสมกับที่เป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ถูกอบรมมาอย่างดี หากแต่ภายในดวงตาคู่งามของนางกลับเย็นเยียบจนสาวใช้รอบกายไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงดัง
นอกโถงรับรองในเขตเรือนชั้นใน เสียงคนงานขนหีบสัมภาระดังสลับกับเสียงหัวเราะประจบประแจงของบ่าวและสาวใช้จากเรือนหน้า
“ท่านโหวกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
สิ้นเสียงรายงาน ซูหรงหรงค่อย ๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแช่มช้า
ชาติก่อน…เพียงนางได้ยินว่าบิดาจะพาต่งเยว่ซินกับซูเถียนเถียนเข้าจวน นางก็รีบวิ่งวุ่นจัดเตรียมทุกสิ่งด้วยตนเอง กลัวเพียงว่าหย่งอันโหวผู้เป็นบิดาจะไม่พอใจ กลัวว่าเขาจะรู้สึกว่านางใจแคบไร้เมตตา
แต่ผลลัพธ์ก็คือ ต่งเยว่ซินค่อย ๆ แทรกมือเข้ามาควบคุมเรือนหลัง ซูเถียนเถียนแสร้งอ่อนโยนใสซื่อ หลอกให้ทุกคนเอ็นดู สุดท้ายพวกนางสองแม่ลูกก็ร่วมมือกับซูอี้เหวินผู้เป็นบิดาแท้ๆ ของนางเหยียบนางลงสู่หุบเหว
เมื่อนึกถึงจุดจบในชาติก่อน ซูหรงหรงก็ยกยิ้มออกมาอย่างบางเบา คราวนี้นางจะไม่โง่อีกแล้ว
“คุณหนูใหญ่ นายท่านให้ท่านออกไปต้อนรับแขกเจ้าค่ะ”
“แขกเช่นนั้นหรือ”
ซูหรงหรงหัวเราะในลำคอเบา ๆ
อนุกับบุตรสาวนอกสมรส…จะเรียกว่าแขกได้อย่างไร
นางลุกขึ้นยืน ชายกระโปรงยาวสีแดงชาดปักดิ้นทองพลิ้วไหวไปตามก้าวเดิน เครื่องประดับหยกขาวบนเรือนผมขับให้ใบหน้างดงามยิ่งดูสูงส่ง
ในเมื่ออีกฝ่ายคิดปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูง เช่นนั้นนางก็จะทำให้อีกฝ่ายเห็นเสียก่อนว่า…คำว่า “สูงส่ง” แท้จริงเป็นเช่นไร
เมื่อเดินมาถึงหน้าเรือนหลัก ซูหรงหรงก็เห็นชายวัยกลางคนในชุดแพรสีเข้มยืนอยู่กลางลาน เขาคือหย่งอันโหว ซูอี้เหวิน บิดาแท้ๆ ของนางเอง
ข้างกายเขามีสตรีผู้หนึ่งในชุดสีฟ้าอ่อน รูปร่างอ้อนแอ้น หน้าตางดงามอ่อนหวาน ราวดอกบัวขาวบริสุทธิ์ ส่วนด้านหลังสตรีผู้นั้นคือเด็กสาววัยไล่เลี่ยกันกับซูหรงเจ๋อน้องชายเพียงคนเดียวของนาง
ซูหรงหรง จ้องมองซูเถียนเถียนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตาของซูเถียนเถียนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว ดุจลูกกวางน้อยที่ทั้งน่ารักและน่าเอ็นดู ทว่าซูหรงหรงกลับมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกนั้นอย่างชัดเจน
ความริษยา
ความทะเยอทะยาน
และความโลภที่ยากจะปกปิด
ซูหรงหรงย่อกายคารวะอย่างงดงาม
“คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ”
ซูอี้เหวินมองบุตรสาวสายตรงของตน พลันรู้สึกพึงพอใจอยู่หลายส่วน
สามปีมานี้ ซูหรงหรงดูแลเรือนหลังได้อย่างเรียบร้อย ไม่เคยทำให้เขาต้องกังวลแม้แต่น้อย แม้ว่านางจะยังเป็นแค่เพียงเด็กสาวที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นแต่ความสามารถของนางกลับไม่อ่อนด้อยไปจากจ้าวซินหรูผู้เป็นมารดาของนางเลย
ทว่าเมื่อสายตาของเขาจ้องมองไปทางซูหรงเจ๋อบุตรชายเพียงคนเดียวของเขาแล้วก็ได้แต่ทอดถอนหายใจออกมา ทั้งอ่อนแอ ขี้แย ขี้ขลาด ชอบหลบอยู่ด้านหลังของพี่สาว ทั้งที่เป็นเด็กที่ถือกำเนิดในปีเดียวกันแท้ๆ แต่ซูหรงเจ๋อกลับสู้ซูเถียนเถียนไม่ได้เลย
“หรงหรง นี่คือต่งเยว่ซิน…ส่วนคนนี้คือเถียนเถียน ต่อไปพวกนางจะเข้ามาอยู่ในจวน”
“เจ้าค่ะ”
ซูหรงหรงรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนหันไปพยักหน้าให้สองแม่ลูกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนที่ไปไม่ถึงดวงตา
“เรือนพักถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เชิญอี๋เหนียงและน้องหญิงตามข้ามาเถิด”
ต่งเยว่ซินเห็นท่าทีสุภาพอ่อนโยนของนางก็แอบถอนหายใจโล่งอก
เดิมนางยังกังวลว่าคุณหนูใหญ่แห่งจวนหย่งอันโหวจะเป็นคนหยิ่งผยองเอาแต่ใจ แต่ตอนนี้ดูแล้วกลับจัดการได้ง่ายกว่าที่คิด
กลุ่มคนเดินผ่านสวนดอกไม้ไปจนถึงเรือนมู่ตาน แม้จะอยู่ไม่ไกลจากเรือนหลัก ทว่าทิวทัศน์กลับธรรมดากว่ามาก ต้นไม้ประดับมีไม่มาก เครื่องเรือนภายในแม้เป็นของใหม่ทั้งหมด แต่เห็นได้ชัดว่าไม่หรูหราเท่าโถงรับรองที่พวกนางเห็นเมื่อครู่นี้
รอยยิ้มของต่งเยว่ซินชะงักไปเล็กน้อย
ซูเถียนเถียนเองก็แอบกำชายแขนเสื้อแน่น
นางเคยได้ยินว่าจวนหย่งอันโหวมั่งคั่ง อีกทั้งคุณหนูใหญ่ยังเป็นหลานสาวตระกูลกั๋วกง ชีวิตความเป็นอยู่ย่อมหรูหราเหนือคนทั่วไป
แต่เหตุใดเรือนที่จัดให้นางกลับธรรมดาเช่นนี้
แม้ว่าในใจจะรู้สึกไม่พอใจ แต่ซูเถียนเถียนยังคงเผยสีหน้าใสซื่ออ่อนโยน
“พี่หญิงเองก็พักอยู่ในเรือนที่ตกแต่งเรียบง่ายเช่นนี้หรือเจ้าคะ”
ทันทีที่สิ้นคำถาม ซูหรงหรงก็ยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นงดงามอ่อนโยน…แต่กลับทำให้สองแม่ลูกรู้สึกหนาวเย็นอย่างประหลาด
“ย่อมจะไม่เหมือนกัน”
นางเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้าคือบุตรีสายตรงที่ถือกำเนิดจากภรรยาเอก ท่านตาของข้าคือไหวกั๋วกง เครื่องเรือน ของกินของใช้ของข้า ล้วนถูกส่งมาจากจวนกั๋วกง ย่อมจะดีกว่าของที่จวนหย่งอันโหวจัดให้อยู่แล้ว”
คำพูดนั้นตรงไปตรงมาจนบรรยากาศแข็งค้าง
สีหน้าของต่งเยว่ซินพลันซีดลงเล็กน้อย
ซูเถียนเถียนเองก็แทบกัดฟันแน่น
อีกฝ่ายกำลังเตือนพวกนางอย่างชัดเจนว่า ต่อให้เข้ามาอยู่ในจวนหย่งอันโหว พวกนางก็เป็นได้เพียงอนุกับบุตรสาวของอนุ ไม่มีวันเทียบคุณหนูสายตรงผู้มีจวนกั๋วกงหนุนหลังได้
ซูอี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย หากเป็นเมื่อก่อน ซูหรงหรงย่อมต้องรีบประจบเอาใจเขา ไม่มีทางพูดจาแข็งกร้าว และคล้ายจะดูหมิ่นเขาอย่างซึ่งหน้าเช่นนี้
แต่สิ่งที่นางพูด…กลับไม่มีคำใดผิด เขาไม่อาจจะเอ่ยตำหนินางได้ สุดท้ายทำได้เพียงกล่าวเสียงขรึม
“ในเมื่อเข้ามาอยู่ในจวนเดียวกันแล้ว ก็ต้องรักใคร่กลมเกลียวกัน”
ซูหรงหรงย่อกายรับคำอย่างนอบน้อม
“ท่านพ่อโปรดวางใจ หรงหรงย่อมดูแลอี๋เหนียงและน้องหญิงอย่างดีที่สุด”
นางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ภายในใจกลับเย็นชาราวน้ำแข็ง ดูแลอย่างดีที่สุดน่ะหรือ แน่นอนว่านางจะดูแลพวกเขาอย่างดี
ดี…จนอีกฝ่ายไม่มีวันได้แตะต้องอำนาจในเรือนหลังแม้แต่น้อย
ซูหรงหรงมองสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกแห่งความอ่อนโยนของสองแม่ลูก พลันยกมุมปากขึ้นช้า ๆ เรือนมู่ตานแห่งนี้เป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นเพียงเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนเหล่านี้เคยกระทำต่อนางและซูหรงเจ๋อ นางจะต้องทวงคืนเป็นร้อยเท่า
