บทที่ 2 แก้แค้น
หลังจากเซียวเทียนเช่อและซูเถียนเถียนออกจากตำหนักเย็นไปได้ไม่นาน ทั้งถ่านร้อน อาหาร รวมไปถึงคนจากสำนักแพทย์หลวงล้วนถูกส่งมาที่ตำหนักเย็น
หลังจากตรวจอาการของซูหรงหรงแล้ว แพทย์หลวงก็จัดเทียบยาให้แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“พระสนมต้องลมเย็นเป็นเวลานาน อีกทั้งยังขาดอาหารจนสุขภาพทรุดโทรม หลังจากนี้หากบำรุงร่างกายให้ดี สุขภาพของพระสนมก็จะดีขึ้น”
หลังคนจากสำนักแพทย์หลวงจากไปแล้ว ปี้เถาก็เอ่ยเรียกซูหรงหรงด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา
“พระสนม หลังจากนี้พวกเราควรจะทำอย่างไรกันดีเพคะ”
“ด้วยนิสัยของเถียนเถียน นางย่อมไม่มีทางปล่อยข้าไปแน่ และด้วยนิสัยของฝ่าบาท เขาจะต้องลงมือขั้นเด็ดขาดกับเถียนเถียนหากนางทำให้ข้าตาย” คำพูดของซูหรงหรงเต็มไปด้วยความเย็นชา
นางผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วครึ่งชีวิต สิ่งที่พลาดมากที่สุดก็คืออ่านความคิดของคนอย่างซูอี้เหวินผู้เป็นบิดา และซูเถียนเถียนผู้เป็นน้องสาวต่างมารดาไม่ออก ต่อมาเมื่อตาสว่างแล้วก็ยังหลงคิดไปว่าไม่ว่าอย่างไรคนทั้งสองก็คงจะไม่เล่นงานนางจนถึงแก่ชีวิต
แต่หลังจากนางถูกใส่ความว่ามีชู้ตอนที่ได้รับพระราชทานอนุญาตให้ออกจากวังไปเยี่ยมเยียนบิดาที่จวนสกุลเดิม นางจึงได้รู้ว่าสำหรับบิดาและน้องสาวต่างมารดาของนางแล้ว พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่เพียงพรากเกียรติยศและชื่อเสียงไปจากนาง แต่ตั้งใจจะพรากชีวิตของนางไปด้วย
ตอนที่นางถูกคนของบิดาจับตัวเอาไว้ กำลังจะลงมือปลิดชีพของนาง ด้วยข้ออ้างว่าต้องการรักษาเชื่อเสียงของวงศ์สกุลและป้องกันข้อหาที่ข้าทำให้เชื้อพระวงศ์แปดเปื้อน เซียวเทียนเช่อก็รีบรุดมาช่วยนาง
เพียงแต่สายตาของเซียวเทียนเช่อตอนที่จ้องมองใบหน้าที่ถูกซูเถียนเถียนกรีดจนเสียโฉม และชายชู้ที่ถูกจับได้ของนางนั้น มีประกายบางอย่างที่ทำให้ซูหรงหรงคิดว่า นางกับเขาคงจะหมดวาสนาการเป็นสามีภรรยากันอย่างถาวรแล้ว
แม้เซียวเทียนเช่อจะใช้ข้ออ้างว่านางเป็นคนของราชวงศ์พาตัวกลับเข้าวังมาได้ แต่ด้วยฐานะฮ่องเต้ของเขาไม่อาจจะปล่อยให้พระสนมคนหนึ่งทำให้ชื่อเสียงของราชวงศ์ต้องเสื่อมเสีย ครั้งนี้เขาปกป้องนางไม่ได้อีกต่อไป ทำได้แค่เพียงออกราชโองการปลดนางออกจากตำแหน่งกุ้ยเฟย ส่งนางเข้าสู่ตำหนักเย็น
ซูเถียนเถียนที่ไม่อาจจะปลิดชีพซูหรงหรงได้ดังใจ จึงใช้โอกาสนี้กลั่นแกล้งซูหรงหรงสารพัด ซูหรงหรงเองก็ไม่น้อยหน้า ใช้วิธีทรมานร่างกายเพื่อเรียกร้องความสงสารจากเซียวเทียนเช่อ
วันนี้แผนการทรมานร่างกายของซูหรงหรงได้ผล นางทำให้เซียวเทียนเช่อรู้สึกผิดต่อนางได้สำเร็จ แต่นางกลับไร้ซึ่งกำลังใจที่จะต่อสู้อีกต่อไปแล้ว พอรู้ว่าซูหรงเจ๋อน้องชายเพียงคนเดียวสิ้นชีพไปแล้ว นางก็ไม่เหลือแรงกายแรงใจที่จะต่อสู้กับซูเถียนเถียนอีกต่อไป
“ปี้เถา ถ้าหากตอนนั้นข้าไม่พยายามเอาอกเอาใจท่านพ่อ ด้วยการทำดีต่อเถียนเถียน ชีวิตของข้าก็คงจะไม่เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่” ซูหรงหรงเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา
ในปีที่จ้าวซินหรูผู้เป็นมารดาแท้ๆ ของนางตายจากไป จ้าวซินหรูเคยกำชับเอาไว้ว่าให้ซูหรงหรงคอยปกป้องและดูแลซูหรงเจ๋อให้ดี แต่ในปีที่ซูอี้เหวินพาซูเถียนเถียนและมารดาของนางเข้าจวนมา เพื่อเอาอกเอาใจบิดา นางจึงรับซูเถียนเถียนมาอยู่ภายใต้การดูแลของนาง
ยามนั้นนางมีอายุสิบสามย่างสิบสี่ ส่วนซูเถียนเถียนมีอายุสิบขวบเท่าซูหรงเจ๋อ บิดาของนางอยากให้นางที่เคยเป็นสหายร่วมเรียนของเหล่าองค์ชายและองค์หญิง คอยสอนสั่งเรื่องกิริยามารยาท ถ่ายทอดทุกสิ่งที่นางเรียนรู้มาจากในวังให้แก่ซูเถียนเถียน
ซูหรงหรงจึงทุ่มเทเวลาทั้งหมดของนางไปกับซูเถียนเถียน ทุกครั้งที่นางว่างจากการดูแลจวน นางก็มักจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการสอน หมาก พิณ อักษรและภาพวาด
ซูเถียนเถียนเองก็มีความสามารถไม่ใช่น้อย ใช้เวลาแค่เพียงสองปีก็ไม่ต้องเรียนรู้จากนางแล้ว หลังจากนั้นซูเถียนเถียนก็ละทิ้งภาพลักษณ์เด็กน้อยใสซื่อ หันมาทำตัวเป็นหัวขโมยอย่างเต็มรูปแบบ
ส่วนซูหรงหรงก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องและทวงคืนทุกสิ่งที่ถูกขโมยไปของตนเอง จนละเลยการดูแลจวนตามคำสั่งเสียของมารดา และลืมเลือนน้องชายที่นางควรจะปกป้องดูแลไป
ยามนี้เมื่อนางคิดย้อนกลับไป นางไม่เคยสอบถามซูหรงเจ๋อเลยสักครั้งว่าเขาได้เรียนรู้สิ่งใดจากอาจารย์ที่นางว่าจ้างให้ไปสอนเขา สิ่งที่นางจดจำได้ก็คือเขามักจะก่อเรื่องข้างนอกทำให้นางต้องไปลากตัวเขากลับมาอบรมด้วยตนเอง
เขามักจะทำตัวเป็นอันธพาลตัวน้อยๆ ที่คอยก่อเรื่องอย่างไม่หยุดหย่อน ยามนั้นตอนที่นางและเขาใช้เวลาร่วมกันมากที่สุดก็คือช่วงเวลาเรียกตัวเขามาตำหนิ
“พระสนม มีคนมาเพคะ” เมื่อปี้เถาเอ่ยออกมาเช่นนี้ซูหรงหรงก็พลันหรี่ตาลง
“ครั้งนี้เถียนเถียนคงตั้งใจจะปลิดชีพของข้าขั้นเด็ดขาด ปี้เถาเจ้าจงหลบหนีไปเสีย ไม่ต้องเป็นห่วงข้า”
“แต่ว่า...” ปี้เถาตั้งใจจะโต้แย้ง
“ไม่ต้องสนใจข้า ขอแค่เพียงเจ้ารอดชีวิต ข้าที่ล้มเหลวมาแล้วทั้งชีวิต ก็จะได้มีเรื่องที่ตนเองไม่รู้สึกเสียใจบ้าง หลักฐานการทำผิดของท่านพ่อตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาซุกซ่อนอยู่ใต้กล่องเครื่องประดับที่ข้ามอบให้เจ้า หากถึงยามคับขันเจ้าจงนำหลักฐานเหล่านั้นไปมอบให้ฝ่าบาท ไม่ต้องกังวลว่าข้าจะตำหนิที่เจ้าเล่นงานท่านพ่อของข้า ขอแค่เจ้าสามารถมีชีวิตรอดไปใช้ชีวิตดีๆ นอกวังได้ข้าก็พอใจแล้ว”
“ทั้งชีวิตนี้ของข้ามีเรื่องที่ทำให้ข้าผิดหวังมากจนเกินไป สิ่งที่รู้สึกผิดหวังมากที่สุดก็คือความโง่เขลาของตนเอง ปี้เถาเจ้ารีบไปเถิด ข้าเหน็ดเหนื่อยที่จะมีชีวิตต่อไปแล้ว”
เมื่อซูหรงหรงเอ่ยจบปี้เถาก็คุกเข่าลงแสดงความเคารพนางอย่างเต็มพิธีการแล้วหลังจากนั้นก็ออกจากตำหนักเย็นไปทางด้านหลัง
“พี่หญิง! ท่านช่างมีความสามารถยิ่งนัก ทำให้ฝ่าบาทตำหนิข้าและสั่งกักบริเวณข้าได้” ซูเถียนเถียนเอ่ยพลางก้าวเท้าเข้ามาในห้องด้านในของตำหนักเย็น แล้วสายตาของนางก็ต้องเบิกกว้างเมื่อพบว่าภายในห้องนี้แตกต่างจากห้องที่นางไปพบซูหรงหรงนอนขดตัวด้วยความหนาวสั่น
“ใช้แผนเจ็บตัวเรียกร้องความสงสารสินะ นังแพศยา ข้าน่าจะทำให้เจ้าตายไปตั้งนานแล้ว” เมื่อเอ่ยจบซูเถียนเถียนก็ยกฝ่ามือขึ้นมาตบลงบนใบหน้าของซูหรงหรงอย่างรุนแรง
“เพี๊ย!” เสียงฝ่ามือที่กระทบใบหน้าอันซูบตอบดังก้องไปทั่วทั้งห้อง ซูหรงหรงยกมือขึ้นมาเช็ดคราบเลือดบนริมฝีปากแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ก็ไม่เห็นว่าฝ่าบาทจะกักบริเวณของเจ้าได้เลยนี่”
คำพูดของซูหรงหรงทำให้ซูเถียนเถียนยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน
“ท้องพระคลังว่างเปล่า ฮองเฮาที่มีทรัพย์สินไม่ขาดมือเช่นข้า ฝ่าบาทย่อมไม่กล้าลงโทษหนัก ยังมีกองทัพในมือของท่านพ่อของข้าอีก ต่อให้ฝ่าบาทอยากกำจัดข้าทิ้งมากเพียงใดก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะลงมือ”
ซูเถียนเถียนเอ่ยพลางทอดถอนใจออกมา
“พี่หญิง สิ่งที่ช่วยค้ำจุนสถานะฮองเฮาของข้าล้วนเคยเป็นสิ่งที่ท่านพ่อแย่งชิงจากท่านมาให้ข้า ทั้งสินเดิมและกองทัพ ท่านรู้สึกแค้นใจหรือไม่ แต่ต่อให้ท่านรู้สึกแค้นใจ ท่านก็คงต้องรอไปแก้แค้นข้าและท่านพ่อในชาติหน้าแล้ว”
เมื่อซูเถียนเถียนเอ่ยจบก็หันไปส่งสายตาให้คนของนางนำยาพิษมาให้ นางตั้งใจจะกรอกยาพิษซูหรงหรงด้วยตนเอง แต่สิ่งที่นางคิดไม่ถึงก็คืออยู่ๆ ร่างผอมบางที่ดูไร้เรี่ยวแรงของซูหรงหรง ก็ดึงปิ่นเงินที่หมองคล้ำแต่ตรงปลายกลับลับคมเอาไว้เสียคมกริบออกมา
ซูหรงหรงใช้ปิ่นแทงมือที่จะเข้ามาจับตัวนาง ผลักนางข้าหลวงจนพวกนางเสียหลักล้มลง แล้วหลังจากนั้นก็พุ่งร่างเข้าไปหาซูเถียนเถียน ใช้ปิ่นในมือแทงเข้าไปตรงลำคอและหน้าอกของซูเถียนเถียนอยู่หลายครั้ง จนมั่นใจว่าซูเถียนเถียนสิ้นใจตายไปแล้วนางจึงได้ทรุดร่างลงกับพื้นอย่างหมดแรง
“ไม่ต้องรอชาติหน้าหรอก ข้าขอลงมือกับเจ้าชาตินี้นี่แหละ” ซูหรงหรงเอ่ยออกมาพลางจ้องมองร่างที่กำลังจะหมดลมหายใจตรงหน้า
“ฟะ ไฟไหม้” เสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนกของนางข้าหลวง ทำให้ซูหรงหรงจ้องมองเปลวไฟที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว ท่าทางลนลานของพวกนางแสดงให้เห็นว่าพวกนางวางแผนว่าจะกรอกยาพิษซูหรงหรงแล้วจึงวางเพลิงเพื่อปกปิดความผิด แต่สิ่งที่พวกนางคิดไม่ถึงก็คือซูหรงหรงจะลุกขึ้นมาสู้ ตอนที่นางข้าหลวงล้มลงน่าจะไปชนกับกระถางไฟเข้า
ซูหรงหรงที่สิ้นไร้เรี่ยวแรงจ้องมองนางข้าหลวงสองคนที่หลบหนีเปลวไฟออกไป ซูเถียนเถียนสิ้นใจไปแล้ว ส่วนตัวนางก็สิ้นไร้เรี่ยวแรงจะหลบหนีแล้วเช่นกัน ไม่รู้ว่าซูเถียนเถียนใช้สิ่งใดเป็นเชื้อไฟ กว่าเซียวเทียนเช่อจะเข้ามาช่วยนาง ร่างของนางก็สิ้นไร้ลมหายใจไปท่ามกลางกองเพลิงที่กำลังลุกไหม้ไปเสียแล้ว
