บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 : หลีกเลี่ยงโชคชะตาอันเลวร้าย

ตอนที่

[5]

หลีกเลี่ยงโชคชะตาอันเลวร้าย

หลังจากที่เจียงซื่ออิงตั้งสติจากความตกตะลึงระคนดีใจที่ได้ย้อนเวลากลับมาได้แล้ว นางก็ไม่รอช้าที่จะเริ่มแผนการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตนเองทันที

ระหว่างที่กำลังนั่งรถม้าเพื่อเดินทางกลับจากงานเปิดสำนักศึกษาเจ๋อเหวินพร้อมกับบิดา ราชครูเจียงซื่อหมิง นางก็ได้ทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในตอนนี้ฉีอ๋องได้มายื่นข้อเสนอขอหมั้นหมายกับนางแล้วและท่านพ่อก็ได้ให้เวลานางในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่นางในชาติที่แล้วได้ออกไปเดินตลาดและได้พบกับหานซวนเฉินเป็นครั้งแรก...นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเลวร้ายทั้งหมด

‘ไม่ได้!’ หญิงสาวกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ

‘ข้าจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีกไม่ได้เด็ดขาด!’

ความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพของสาวใช้คนสนิทที่นอนจมกองเลือดจนนองไปทั่วพื้นหิมะ มันยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของนางราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เมื่อมีสิทธิ์เลือก เหตุใดนางจะต้องพาตัวเองกลับไปเจ็บปวดยังจุดนั้นอีกเล่า

สิ้นสุดกันทีกับสามีใจร้ายผู้นั้น

เอาเถอะ ในเมื่อชาติที่แล้วนางเลือกผิด ชาตินี้ก็แค่เลือกใหม่

หรือไม่ก็ไม่ต้องเลือกใครเลย!

แต่ก่อนอื่นนางจะต้องทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเองและคนที่นางรักได้ ชาตินี้จะไม่ยอมอ่อนแอและถูกรังแกจนตายอย่างน่าอนาถเช่นนั้นอีกแล้ว!

ความคิดหนึ่งพลันแวบเข้ามาในหัวของนาง คิดแล้วจึงรีบเอ่ยขึ้น

“ท่านพ่อเจ้าคะ”

ราชครูเจียงที่กำลังนั่งหลับตาพักผ่อนอยู่ลืมตาขึ้นมามองบุตรสาวด้วยความแปลกใจ “มีอะไรหรืออิงเออร์?”

วันนี้บุตรสาวของเขาดูแปลกไป...

ตั้งแต่ที่เขาเจอนางเมื่อเช้า จู่ ๆ นางก็โผเข้ามากอดเขาไว้แน่น เนิ่นนานกว่าจะยอมปล่อย ราวกับว่าไม่ได้พบเจอกันมานานหลายปี ทั้งที่ก็อยู่จวนเดียวกันแท้ ๆ

“ระหว่างนี้ข้าขอไปเที่ยวเล่นที่บ้านท่านตาท่านยายที่เมืองติ้งซีได้หรือไม่เจ้าคะ”

ราชครูเจียงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “เหตุใดจู่ ๆ ถึงอยากไปที่นั่นเล่า หรือว่า...เจ้ากำลังจะหนีหน้าฉีอ๋อง?”

“ข้าไม่ได้หนีจากฉีอ๋องเจ้าค่ะ” แต่หนีจากหานซวนเฉินต่างหาก! เจียงซื่ออิงได้แต่ต่อประโยคนั้นในใจ

“ข้า...ข้าแค่คิดถึงท่านตาท่านยายน่ะเจ้าค่ะ ไม่ได้พบพวกท่านมานานหลายปีเลยอยากจะไปอยู่ที่นั่นสักพักใหญ่ ๆ หวังว่าท่านพ่อจะอนุญาตนะเจ้าคะ” หญิงสาวแสร้งทำเป็นออดอ้อนบิดา

ราชครูเจียงมองลึกลงไปในดวงตาของบุตรสาว แววตาที่เคยสดใสและไร้เดียงสา บัดนี้กลับดูมีบางอย่างซ่อนอยู่ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง แต่ในฐานะบิดาผู้ไม่เคยขัดใจบุตรสาวสุดที่รักได้เลยสักครั้ง ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ

“ตามใจเจ้าเถิด” เขาพยักหน้าอนุญาต นั่นทำเจียงซื่ออิงโผเข้าไปกอดแขนบิดาไว้อย่างดีใจอีกครั้ง

“ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ!”

ราชครูเจียงลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความเอ็นดู “ทำตัวเป็นเด็ก ๆ ไปได้”

จากนั้นเพียงไม่กี่วันต่อมา เจียงซื่ออิงก็ได้ออกเดินทางไปยังเมืองติ้งซีพร้อมกับเยว่ฉีและเยว่ลี่ทันที นางจากลาบิดาด้วยความอาลัยอาวรณ์ แต่อีกด้านหนึ่งในใจก็เต็มไปด้วยความหวังครั้งใหม่

สามวันต่อมาหญิงสาวก็เดินทางมาถึงเมืองติ้งซี รถม้าของนางหยุดลงที่หน้าสถานที่ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งเหนือประตูทางเข้ามีป้ายไม้ขนาดใหญ่สลักตัวอักษรไว้อย่างน่าเกรงขามว่า

สำนักยุทธ์ตระกูลอัน

ใช่แล้ว! ตระกูลของท่านแม่และท่านตา ท่านยายของนาง คือตระกูลผู้ฝึกวรยุทธ์ที่มีชื่อเสียงในเมืองติ้งซี ท่านแม่ของนางเองก็เคยเป็นหนึ่งในยอดฝีมือหญิงที่เก่งกาจ หากไม่ใช่เพราะโรคร้ายที่มาแบบกะทันหันคงไม่ได้สิ้นใจเร็วปานนั้น

ในชาติที่แล้วนางปฏิเสธที่จะเรียนรู้วิชาเหล่านี้จากท่านแม่เพราะคิดว่ามันไม่เหมาะสมกับฐานะคุณหนูใหญ่แห่งจวนราชครู แต่ในชาตินี้นางจะโยนความคิดโง่ ๆ เหล่านั้นทิ้งไปให้หมด!

เรียบร้อยแล้วได้อะไร ปกป้องตนเองและคนที่รักก็ไม่ได้

คิดแล้วก็สูดลมหายใจลึกเพื่อเข้าเรียกความเชื่อมั่นให้กับตนเอง ก่อนจะยิ้มให้กับสถานที่เบื้องหน้า

ในเวลาต่อมาเมื่อสองผู้เฒ่าตระกูลอันอย่างอันเหลียงและอันฮูหยินได้เห็นหน้าหลานสาวเพียงคนเดียวของพวกเขาที่เดินทางมาเยี่ยมเยียนถึงที่ต่างก็พากันดีใจเป็นอย่างมาก

แต่เวลาต่อมาความดีใจนั้นก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง เมื่อหลานสาวผู้สูงศักดิ์และดูบอบบางราวกับบุปผาล้ำค่าของพวกเขา เอ่ยปากขอร้องว่าจะมาขอร่ำเรียนวรยุทธ์ด้วย!

“เจ้าจะเรียนวรยุทธ์ไปทำไมกัน มีเรื่องอะไรที่เมืองหลวงหรือ?” อันฮูหยินเอ่ยถามหลานสาวด้วยความไม่เข้าใจแกมเป็นห่วง

“ไม่ได้มีอะไรเจ้าค่ะ ข้าแค่อยากจะแข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่จะได้ปกป้องตัวเองและคนที่ข้ารักได้เจ้าค่ะ” เจียงซื่ออิงตอบกลับด้วยแววตาที่มุ่งมั่น

เมื่อเห็นความตั้งใจจริงของหลานสาว สองสามีภรรยาผู้ชราก็ไม่คัดค้านอะไรอีกต่อไป

แค่ลองดูก็ไม่เสียหาย

เมื่อได้รับอนุญาตจากนั้นการฝึกฝนอันแสนหนักหน่วงของเจียงซื่ออิงก็ได้เริ่มต้นขึ้น ทว่านางไม่ได้ฝึกเพียงคนเดียว แต่ยังลากสองสาวใช้คนสนิทของนางให้มาฝึกฝนร่วมกันอีกด้วย

“คุณหนู พวกเราเป็นแค่สาวใช้นะเจ้าคะจะไปสู้รบตบมือกับใครได้เล่า!”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ! ให้พวกเราไปเย็บปักถักร้อยยังจะดีเสียกว่า!”

เยว่ฉีและเยว่ลี่โอดครวญอย่างน่าสงสาร แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังของผู้เป็นนายก็ไม่กล้าขัดขืน

‘คุณหนูเอาอีกแล้ว! ตั้งแต่ฝันร้ายคราวนั้น คุณหนูก็ดูจะแปลกไปทุกวันจริง ๆ!’

สามเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว...

เจียงซื่ออิงทำให้ทุกคนในสำนักยุทธ์ต้องทึ่งในพรสวรรค์ของนาง หญิงสาวที่ดูภายนอกบอบบางราวกับกิ่งหลิว กลับมีความอดทนและความมุ่งมั่นที่น่าเหลือเชื่อ ไม่ว่าการฝึกจะหนักหนาสาหัสเพียงใด นางก็ไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว ประกอบกับความหัวไวและสายเลือดนักสู้ที่ไหลเวียนอยู่ในกาย ทำให้นางก้าวหน้าในวิชาการต่อสู้ไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ!

สองผู้เฒ่าที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าหลานสาวผู้เรียบร้อยของพวกเขาจะทำได้ดีถึงเพียงนี้ ต่างก็พากันภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ในยามนี้พวกเขาราวกับได้เห็นภาพซ้อนของบุตรสาวผู้ล่วงลับอยู่ในร่างของหลานสาวผู้นี้

เมื่อสิ่งที่ตั้งใจผ่านไปได้ลุล่วงไม่มีปัญหา เมื่อถึงวันหยุดพักผ่อนเจียงซื่ออิงจึงชักชวนสองสาวใช้ไปเดินตลาดเพื่อผ่อนคลายและในขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่ในตลาดของเมืองติ้งซีอยู่นั้นเอง นางก็ได้ยินพ่อค้าในร้านข้าง ๆ พูดคุยกัน

“พรุ่งนี้ก็จะถึงเทศกาลปล่อยโคมที่เมืองหลวงแล้ว ข้าส่งของไปขายที่นั่นตั้งมากมาย ก็ได้แต่หวังว่าจะขายดี”

คำพูดนั้นทำให้เจียงซื่ออิงชะงักไป

เทศกาลปล่อยโคม…

ความทรงจำบางอย่างหวนกลับมาอีกครั้ง

เทศกาลปล่อยโคมที่ว่านอกจากจะเป็นหนึ่งในเทศกาลที่แสนคึกคักในเมืองหลวงแล้ว นอกจากนั้นในชาติที่แล้วมันยังเป็นวันที่นางได้พบกับหานซวนเฉินเป็นครั้งแรกอีกด้วย!

แต่วันนี้นางอยู่ที่นี่ที่เมืองติ้งซี พรุ่งนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่นี่ห่างไกลจากเมืองหลวงตั้งมาก แสดงว่านางหลีกเลี่ยงโชคชะตาอันเลวร้ายนั้นได้แล้วใช่หรือไม่?

ใช่แล้ว ต้องสำเร็จแล้วสิ ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว

ความคิดนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

เมื่อคิดได้เช่นนั้นอารมณ์ของเจียงซื่ออิงก็พลันดีขึ้นมาทันที หญิงสาวจูงมือสองสาวใช้เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ซื้อของกินของฝากมากมายด้วยความเพลิดเพลินใจโดยที่ไม่รู้เลยว่า...โชคชะตานั้นมันไม่ได้หลีกหนีกันได้ง่าย ๆ เลย

เพราะเมื่อนางกลับมาถึงสำนักยุทธ์ ก็ได้พบกับท่านตาและท่านยายที่กำลังยืนรอนางอยู่ด้วยสีหน้าที่ดูแปลกไป

“มีอะไรหรือเจ้าคะท่านตา ท่านยาย?”

ท่านตาไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ยื่นจดหมายฉบับหนึ่งที่ประทับตราของจวนราชครูส่งมาให้นาง

เจียงซื่ออิงรับมาเปิดอ่านด้วยความงุนงง ไม่นานรอยยิ้มที่เคยสดใสของนางพลันจางหายไปแทนที่ด้วยความสงสัย

มันเป็นจดหมายจากบิดาของนาง เรียกให้นางเดินทางกลับเมืองหลวงโดยด่วนที่สุด

แต่ที่น่าแปลกคือ...ท่านพ่อไม่ได้บอกเหตุผลของการเรียกตัวกลับไปในครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย

เหตุใดจึงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเช่นนี้นะ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel