2
‘...ว่าฉันรักเธอโดยที่ไม่รู้จัก และฉันรักเธอตั้งแต่แรกพบหน้า มากมายจนข้างใน ต้องระบายออกมา ให้เธอ ได้ยิน ...’
รชนิศอดยิ้มขำกับความคิดของตัวเองไม่ได้ ตอนนั้นเธอคิดว่าเธอรักพ่อเทพบุตรสุดหล่อตั้งแต่แรกพบหน้าจริงๆ และตอนนี้เขาก็ยังประทับตราตรึงอยู่ในใจของเธอเสมอมา
แต่เมื่อเธอ พิมพ์ฝัน และนภสรสอบปลายภาคเรียนที่สองของระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าเสร็จ เรื่องน่าเศร้าและที่สุดก็เกิดขึ้น เมื่อทั้งรชนิศและพิมพ์ฝันได้รับข่าวร้ายในเช้าวันหนึ่งว่านภสรประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตำรวจระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตาย เพราะพยานที่เห็นเหตุการณ์ให้ความตรงกันว่านภสรจงใจขับรถพุ่งตรงลงไปในทะเล ทุกคนในโรงเรียนต่างตกใจกับสำนวนสรุปคดีของตำรวจ เพราะปกตินภสรเป็นคนร่าเริงและเรียนเก่งแทบจะไม่มีปัญหาอะไรในชีวิตเลย จึงเป็นเรื่องที่เรียกเป็นภาษาปัจจุบันว่า “ช็อกวงการ” เมื่อรู้ข่าวการตัดสินใจขับรถดิ่งลงทะเลเพื่อฆ่าตัวตายและโชคร้ายไปกว่านั้นคือตำรวจไม่สามารถหาศพของเธอพบได้แม้ว่าตระกูลหยางจะทุ่มทุนจ้างนักประดาน้ำทั้งจากเมืองไทยและจากฮ่องกงมาช่วยงมหาศพแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะพบร่างของนภสร แต่สำหรับรชนิศและพิมพ์ฝันซึ่งเป็นเพื่อนสนิทรับรู้สาเหตุที่แท้จริงทุกอย่าง ตอนที่อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าขณะที่กำลังเตรียมละครเวทีประเพณีอยู่นั้นนภสรได้ตกลงคบหาดูใจกับคเชนทร์ซึ่งเป็นรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งรชนิศเองสนิทกับเขาเหมือนพี่น้องและขณะนั้นเขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ทั้งคเชนทร์และนภสรต่างได้ร่วมงานกันในฐานะพระเอกนางเอกของละครในปีนั้น
ในตอนแรกคเชนทร์เป็นผู้ชายในแบบที่นภสรชอบ คือหล่อ เก่งทั้งในเรื่องกีฬาและเรื่องการเรียน ดูราวกับสุภาพบุรุษผู้แสนดีและซื่อสัตย์ต่อความรัก ทั้งคู่คบกันมาและเหมือนจะประคองความรักได้มาอย่างราบรื่นตลอด แต่จิ้งจอกอย่างไรเสียมันก็เป็นจิ้งจอกวันยันค่ำ ต่อให้มันจะพยายามพรางตัวเป็นหมาน้อยผู้ซื่อสัตย์สักแค่ไหนแต่สุดท้ายมันก็จะแสดงสัญชาตญาณของจิ้งจอกออกมาอยู่ดี เมื่อสุภาพบุรุษผู้แสนดีกลับกลายเป็นซาตานร้ายแสนเจ้าชู้จนมีเรื่องทะเลาะกันกับนภสรบ่อยๆ รชนิศรู้ว่านภสรเสียใจแค่ไหนกับการอกหักครั้งแรก แต่ก็ไม่อยากเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่านภสรจะคิดสั้นจบชีวิตที่มีอนาคตอันสดใสรออยู่เพราะผู้ชายหน้าซื่อใจคดเพียงคนเดียว
‘...ว่าฉันรักเธอโดยที่ไม่รู้จัก และฉันรักเธอตั้งแต่แรกพบหน้า มากมายจนข้างในต้องระบายออกมา...’
เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ขนาดพกพาของรชนิศดังขึ้น หญิงสาวเลือกใช้เพลงนี้เป็นเสียงเรียกเข้านับตั้งแต่ได้รับความช่วยเหลือจากพ่อเทพบุตรที่เธอบอกตัวเองตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนว่าเป็นรักแรก แม้ตอนนั้นจะไม่แน่ใจว่าเขาใช่ความรักของเธอหรือไม่ แต่ตอนนี้เธอมั่นใจแล้วล่ะ...เพราะในใจเธอมีแต่ภาพใบหน้าของเขาทุกขณะจิต ไม่อาจลบเลือนได้ แม้จะไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว เพียงแค่ได้อ่านจากบทความทางนิตยสารชื่อดังในตอนที่เขาลงสัมภาษณ์นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงนามว่า นภนต์ หยางหรือชื่อทางธุรกิจที่คล้องกับชื่อเล่นในภาษาไทยว่า ‘พอล’ นักธุรกิจชาวฮ่องกงที่มีเชื้อสายจีน – ไทย – อเมริกันที่ย้ายมาดูแลกิจการของตระกูลที่ไต้หวัน เป็นธุรกิจคาสิโนและบริษัทจิลเวอรี่ และรู้จากนภสรผู้เป็นน้องสาวของเขาว่างานอดิเรกของเขาคือการออกแบบเครื่องประดับ และนั่นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่รชนิศเลือกที่จะศึกษาด้านจิลเวอรี่ดีไซน์
“จ้ะแม่ จันทร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยจ้ะ แม่มีอะไรหรือจ๊ะ?”
“จันทร์...จันทร์ใจเย็นๆ นะลูก ตั้งใจฟังแม่ให้ดีๆ” เสียงของนางรัตนา ภูมิสิงห์ดังมาตามสาย ปลายเสียงมีอาการสั่นเครือให้จับสังเกตได้อยู่เล็กน้อย “พ่อ...พ่อเสียแล้วนะลูก”
“ว่าไงนะคะ!” ในความรู้สึกของรชนิศหลังจากที่ได้ยินคำบอกเล่าของมารดาคืออาการตกใจและไม่เชื่อหู คิดว่ามารดาคงจะล้ออะไรเธอเล่นอีกเป็นแน่ แต่ก็ไม่น่าเล่นแรงขนาดนี้ “แม่บอกว่าพ่อเป็นอะไรนะคะ?”
“พ่อเสียแล้วลูก...”
เพียงเท่านั้นเองนางรัตนาก็ปล่อยโฮออกมาให้บุตรสาวได้ยินตามสาย ความรู้สึกหลังจากได้ยินคำยืนยันจากปากแม่ก็คือวูบโหวงราวกับหัวใจถูกดึงออกมาจากขั้ว มือไม้เริ่มสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดและความตกใจที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันได้เตรียมใจ แรงที่จะยืนหดหายจนรชนิศต้องทรุดลงไปนั่งกับพื้น ดวงตากลมโตเลื่อนลอยอยู่โดยมีน้ำใสๆ ขังรื้นเต็มหน่วยตานั้นก่อนจะหยดแหมะลงมาเป็นทาง อาการตกใจระคนปวดร้าวจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างกะทันหันทำให้เธอไม่อาจจะกล่าวอะไรออกมาได้ ทำได้เพียงแต่นั่งเลื่อนลอยอยู่ตรงนั้นราวกับคนที่ไร้ซึ่งสติไปแล้ว ริมฝีปากบางเผยอค้างราวกับต้องการปล่อยโฮออกมาดังๆ ทว่าก็มีเพียงเสียงลมหายใจหอบสะท้านเท่านั้นที่ดังรวยรินประหนึ่งจะหยุดหายใจตามบิดาไปเสียให้ได้ กระทั่งพิมพ์ฝันวางมือจากการทาสีฉากที่ทำอยู่ถลาเข้ามานั่งข้างเพื่อน มือบางเขย่าร่างของเพื่อนรักพร้อมร้องเรียกเนื่องจากอาการของรชนิศที่เป็นอยู่ขณะนี้บ่งบอกอย่างชัดเจนแก่สายตาทุกคู่ที่มองมาว่าเธอหาได้อยู่ในภาวะอารมณ์ปกติไม่ คงจะเกิดเรื่องอะไรสักอย่างที่กระทบกระเทือนจิตใจขึ้นเป็นแน่
“จันทร์...จันทร์...เป็นอะไรไป...เกิดอะไรขึ้น?”
ใช่ว่ารชนิศจะไม่อยากตอบคำถามของเพื่อนรัก ทว่า...ตอนนี้เหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างวิ่งมาจุกที่ลำคอทำให้ไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกไปได้เลยต่างหาก ใบหน้าเรียวสวยค่อยๆ หันกลับมามองคนถามในขณะที่วงหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตา ก่อนจะตอบเสียงแผ่วกระท่อนกระแท่น
“ฝัน...พ่อ...พ่อตายแล้ว”
เพียงเท่านั้นรชนิศก็โผเข้าสู่อ้อมแขนของเพื่อนรัก พิมพ์ฝันนิ่งอึ้งกับข่าวที่ได้ยินและรู้สึกใจหายรวมทั้งเจ็บปวดไม่ต่างกันกับคนในอ้อมแขนที่กำลังสั่นสะท้านเพราะการร้องไห้เนื่องจากว่าเธอเองก็สนิทกับสิทธิชัยมาตั้งแต่เด็กเพราะเติบโตมาในบ้านที่อยู่ติดกัน แต่ในขณะที่เพื่อนรักกำลังไม่มีสติเพราะความเสียใจอยู่นี้ เธอจำเป็นต้องเข้มแข็งเพื่อช่วยเหลือเพื่อน ไม่ใช่ล้มลงไปด้วยกัน แม้จะเสียใจและมีน้ำตากับการสูญเสียในครั้งนี้เหมือนกันก็ตาม พิมพ์ฝันใช้มือปาดน้ำตาบนหน้าของตัวเองออก แล้วค่อยๆ ดันร่างเพื่อนออกห่างเพื่อจัดการพารชนิศกลับบ้านไปช่วยนางรัตนา
“จันทร์...แกรออยู่นี่นะ เดี๋ยวฉันมา” พิมพ์ฝันพาร่างของตัวเองไปหาหัวหน้าชมรมละครที่ยืนสั่งการอยู่ “พี่ชัยคะ คือฝันกับจันทร์จะขออนุญาตพี่กลับก่อนน่ะค่ะ พ่อของจันทร์เสีย และเราสองคนคงจะยังไม่ได้มาช่วยพี่สักอาทิตย์หนึ่งจนกว่าจันทร์จะดีขึ้น”
“ไม่เป็นไรหรอก รีบไปเถอะ ไม่ต้องมาช่วยทางนี้ก็ได้ที่นี่มีคนเยอะพอแล้ว ให้จันทร์เขาได้ทำใจอย่างเต็มที่เถอะ ไม่ต้องห่วงเรื่องหน่วยกิจกรรมนะ พี่จะให้เราทั้งสองคนเท่าๆ กันกับคนอื่น” ชัยบอก
“ขอบคุณค่ะพี่ งั้นฝันขอตัวก่อนนะคะ” พิมพ์ฝันหมุนตัวเดินกลับมาหาเพื่อนที่นั่งร้องไห้เป็นเผาเต่าอยู่ที่เดิม ก่อนพยุงร่างเพื่อนรักให้ยืนขึ้น จัดการใช้มือบางปาดไล้น้ำตาให้ “ไปเถอะจันทร์...กลับบ้านกันนะ”
