1
“เฮ้อ...”
“แกเป็นอะไรนักหนาจันทร์ เห็นนั่งถอนหายใจตั้งแต่เช้าแล้ว”
จันทร์หรือรชนิศ ภูมิสิงห์ หยุดการคนน้ำปั่นในแก้วด้วยหลอดแล้วเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของคำถามที่ตีหน้านิ่วคิ้วขมวดรอฟังคำตอบจากเธออยู่
“คือ...พ่อของจันทร์ติดหนี้การพนันน่ะสิฝัน”
“หา! น้าสิทธิ์เนี่ยนะติดการพนัน?”
ฝัน พิมพ์ฝัน จรุงเนตร อุทานอย่างตกใจกับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับจากปากของบุตรสาวน้าสิทธิ์หรือสิทธิชัย ภูมิสิงห์ จ่าสิทธิ์ที่พ่อเรียกให้เธอได้ยินบ่อยๆ น่ะหรือที่จะติดการพนัน อดีตนายตำรวจที่ซื่อตรงต่อหน้าที่กระทั่งถูกเล่นสกปรกสั่งปลดออกจากราชการน่ะหรือจะทำเช่นนั้น?
“ใช่ พ่อนั่นแหละ นี่จันทร์ยังไม่เชื่อเลยนะว่าพ่อจะเป็นไปได้ขนาดนี้ ติดหนี้เขาเกือบล้านไม่รู้จะหาที่ไหนมาใช้ ลำพังแค่เงินเดือนแม่บ้านของแม่กับเงินจากการทำงานพิเศษเล็กๆ น้อยๆ ของจันทร์ก็แค่พอใช้ไปเดือนๆ หนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าจันทร์หาเงินไปใช้เขาไม่ทันภายในหนึ่งเดือน ก็ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่จะโดนทำร้ายหนักแค่ไหน นอกจากว่าจันทร์จะยอมเป็นนางบำเรอของเขา”
“แล้วนี่แกจะทำยังไงต่อไปล่ะ? อย่าบอกนะว่าแกจะยอมเป็นนางบำเรอของไอ้เสี่ยตัณหากลับนั่นจริงๆ”
รชนิศหน้าตาสลดลงอย่างเห็นได้ชัด ‘นางบำเรอ’ คำคำนี้ไม่เคยมีอยู่ในสมองของเธอเลยแม้แต่สักครั้งเดียว แม้ว่าเธอจะไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง อาจจะลำบากบ้างสบายบ้างตามยถากรรม แต่เธอก็ไม่เคยคิดจะใช้กายแลกกับอะไรทั้งนั้น ยกเว้นแลกกับความรักเท่านั้น
“ไม่หรอก จันทร์แค่คิดว่าจันทร์จะดรอปเรียนไว้ก่อน ออกไปหางานทำเพื่อช่วยแม่”
“จะบ้าเหรอจันทร์? การเข้าเรียนจิลเวอรี่ดีไซน์เป็นความฝันของแกนะ แกจะทิ้งมันไปง่ายๆ อย่างนี้น่ะเหรอ?”
“บางที...ชีวิตคนเราก็ไม่ได้มีตัวเลือกอะไรมากมายขนาดนั้นหรอกนะฝัน ถ้าจะให้จันทร์เลือกระหว่างการเรียนกับครอบครัว จันทร์ขอเลือกครอบครัว”
พิมพ์ฝันยื่นมือออกไปกุมมือเรียวของเพื่อนรักไว้ บีบแน่นๆ ครั้งหนึ่งเป็นการให้กำลังใจ เธอรู้ว่ารชนิศรักครอบครัวตัวเองมากแค่ไหน เพื่อนรักของเธอคนนี้สามารถทำทุกอย่างได้เพื่อให้ครอบครัวของตัวเองไม่ลำบาก และพิมพ์ฝันก็เชื่อว่าหากยังรั้งรอต่อไป ครอบครัวของเพื่อนรักคงไม่แคล้วโดนตามรังควานจากเสี่ยตัณหากลับคนนั้นเป็นแน่ และสุดท้ายรชนิศก็คงไม่มีทางเลือกที่จะต้องเป็นนางบำเรอของอีตาเสี่ยนั่นจริงๆ
“เอาเถอะ...ฉันเชื่อในการตัดสินใจของแก แต่ตอนนี้เรารีบกินแล้วรีบไปช่วยรุ่นพี่ที่ชมรมดีกว่านะ ใกล้วันแสดงเต็มทีแล้ว ตอนนี้คงกำลังวุ่นกันน่าดู”
พิมพ์ฝันชักชวนและอีกฝ่ายก็เพียงพยักหน้ารับคำแล้วจับจูงมือกันไปยังโรงละครของมหาวิทยาลัยที่ทางชมรมการแสดงกำลังเตรียมงานอย่างหนักเพื่อการแสดงที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า รชนิศตัดสินใจชวนพิมพ์ฝันให้เข้าร่วมชมรมละครเพราะเคยอยู่ชมรมละครด้วยกันตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย คิดมาถึงตรงนี้แล้วรชนิศก็อดคิดถึงเพื่อนรักอีกคนหนึ่งที่ได้ลาโลกไปแล้วเมื่อสองปีก่อนไม่ได้ เธอชื่อนภสร หยาง เป็นลูกครึ่งจีน – ไทย – อเมริกัน ตอนแรกที่ได้ยินรชนิศก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าเหตุใดคนคนหนึ่งจึงได้มีหลายเชื้อชาติในคนเดียวนัก กระทั่งนภสรเฉลยให้ฟังว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะเธอมีพ่อเป็นลูกครึ่งจีน – ไทย ส่วนแม่เป็นชาวอเมริกาแท้ๆ เลยทำให้นภสรมีรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นยิ่งนัก เพราะนอกจากจะได้สัดส่วนของชาวเอเชียที่มีรูปร่างเล็ก ผิวขาวเนียนละเอียดอย่างชาวจีนมาแล้ว ยังมีหน้าตาที่บ่งบอกว่าเป็นลูกครึ่งอีกต่างหาก จึงไม่แปลกที่นภสรจะถูกทาบทามให้มาเป็นนางเอกละครของชมรมละครประจำโรงเรียนมัธยมปลายที่ทั้งเธอ รชนิศและพิมพ์ฝันเรียนอยู่ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่กระทั่งถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า
รชนิศยังจำได้อีกว่านภสรถูกส่งให้มาเรียนรู้ที่ประเทศไทยและอาศัยอยู่กับญาติสนิทฝ่ายย่าของเธอเรียนรู้วิถีชีวิตของหญิงไทย หวังจะให้เธอเป็นกุลสตรีสมบูรณ์แบบ ตลอดสองปีที่นภสรทำหน้าที่เป็นนางเอกละคร รชนิศจะเห็นผู้ชายร่างสูงคนหนึ่งหน้าตาคมคายคนหนึ่งมาดูทุกปีและทุกรอบอีกต่างหาก และคอยมอบช่อดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่ซึ่งเป็นดอกไม้ที่นภสรโปรดปรานที่สุดให้กับเธอที่หน้าเวที รชนิศอดอิจฉานภสรไม่ได้ที่มีชายหนุ่มรูปงามและบุคลิกภาพดีมีพลังแห่งการเป็นผู้นำพุ่งออกมาจากกายมาให้กำลังใจชิดติดขอบเวทีขนาดนั้น แถมยังเป็นเทพบุตรที่ติดตาต้องใจรชนิศมาตั้งแต่อายุสิบหก แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ? ในเมื่อเธอสำนึกตัวเองอยู่เสมอว่าเป็นเพียงผู้หญิงที่หน้าตาธรรมดาๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมาย ทำได้เพียงเป็นคนเบื้องหลังในการทำละครในทุกๆ ปี แต่เขากลับไม่ถือตัวเลยที่จะช่วยเหลือผู้หญิงหน้าตาธรรมดาๆ แถมยังซุ่มซ่ามอย่างเธอ
รชนิศนึกถึงคืนสุดท้ายในการเปิดการแสดงเมื่อสองปีก่อนขณะที่เธอรับอาสาไปซื้ออาหารให้เพื่อนๆ ในชมรมละครที่กำลังรอทำการแสดงอยู่ ด้วยความที่หอบของพะรุงพะรังและเป็นเวลากลางคืนรวมทั้งบริเวณตรงนั้นไฟฟ้าส่องไม่ใคร่จะถึงทำให้หญิงสาวสะดุดอะไรสักอย่างที่วางนิ่งอยู่บนพื้น ร่างบางเซถลาจะล้มคว่ำไปด้านหน้า หญิงสาวหลับตาแน่นรับรู้ถึงชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าว่าอย่างไรเสียก็มีอันต้องล้มกระแทกพื้นให้ได้เจ็บตัวและข้าวของที่ซื้อมาต้องเสียหายเป็นแน่ แต่ในความรู้สึกของเธอกลับรู้สึกว่ามันนานอย่างไรชอบกลในระยะเวลาที่ร่างของเธอจะล้มกระแทกพื้น แถมเหมือนกับมีอะไรสักอย่างมารัดอยู่รอบเอว จะว่าเชือกก็เห็นจะไม่ใช่เพราะมันนุ่มนิ่มกว่านั้น ทว่าในความนุ่มนิ่มนั้นก็มีความแข็งแกร่งคล้ายจะเป็นกล้ามเนื้อของคนแต่แน่นอนว่าต้องไม่ใช่ผู้หญิงแน่ๆ เปลือกตาบางค่อยๆ ลืมขึ้นและพบว่าสิ่งที่อยู่รอบเอวเธอและช่วยพยุงไว้ไม่ให้ร่างเธอล้มกระแทกพื้นคือวงแขนของใครสักคนซึ่งแข็งแรงมากเพราะเขาใช้มือเดียวในการประคองเธอไว้ได้ หญิงสาวพยายามจะทรงตัวให้อยู่ก่อนหันกลับไปมองผู้มีพระคุณ แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อพบว่าคนคนนั้นคือผู้ชายที่เธอแอบชื่นชมอยู่ในใจ เป็นเทพบุตรที่คอยเอาดอกไม้ช่องามไปมอบแด่นภสรที่หน้าเวทีทุกๆ รอบที่มีการแสดงตลอดสองปี หญิงสาวรับรู้ได้เลยว่าหัวใจดวงน้อยสั่นไหวจนแทบจะดังทะลุออกมานอกซี่โครง รชนิศทำเพียงอ้อมแอ้มขอบคุณเขาแล้วรีบเดินจากไป เพราะเกรงว่าหากยืนอยู่นานกว่านั้นจะพานทำอะไรน่าอับอายไปให้เขาได้เห็น แล้วเพลง ‘เรื่องจริง’ ที่ขับร้องโดยป๊อด โมเดิร์นด็อกซึ่งเป็นเพลงประกอบโฆษณาของกล้องยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่งก็แวบเข้ามาในสมอง
