บท
ตั้งค่า

บทที่ 7

ฝั่งไป๋ซู่ซู่คิดหาทางออกได้แล้ว ฝั่งไป๋ซิงเอ๋อร์ก็ร้องไห้จนเหนื่อยแล้วเช่นกัน

“ซู่ซู่ เจ้ารู้หรือไม่ว่านางทำเกินไปมาก”

ในใจของไป๋ซู่ซู่หายวาบ นางคือใครกัน

ชายใจโลเลรึ

ตายเพื่อผู้ชายคนเดียวมันคุ้มค่าหรือไม่

“นางแย่งคู่หมั้นของเจ้าไปก็ช่างเถอะ อย่างไรเสียคุณชายสามตระกูลหนิงนั่นก็ไม่ใช่คนดีอะไร แต่ไม่คิดว่านางจะมาชิงตัดหน้าวันแต่งงานของข้า ทั้งยังจะมาชิงสินเดิมของข้าอีก”

ไป๋ซิงเอ๋อร์สะอื้นจนพูดไม่ออก

ที่แท้ก็เป็นเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องอย่างที่จินตนาการไว้ก็ดีแล้ว

“ท่านอาเล็ก ท่านอย่าเสียใจไปเลย”

สินเดิมมีอะไรบ้าง

“เครื่องนอนสองชุดที่ข้าปักด้วยตัวเอง ท่านแม่กลับบอกว่าจะให้นางใช้ก่อน แล้วค่อยหามาทดแทนให้ข้าทีหลัง ท่านแม่บอกว่าจะให้ที่ดินสองหมู่(1 หมู่ มีค่าประมาณ 66.67 ตารางเมตร)แก่ข้าเป็นสินเดิมติดตัว แต่ก็ต้องให้นางก่อนอีก บอกว่านางแต่งเข้าตระกูลหนิง หากไม่มีสินเดิมดีๆ ก็จะทำให้คนตระกูลไป๋เสียหน้า”

เหอะๆ ยายเฒ่าไป๋ถึงกับยอมย้ายสินเดิมของลูกสาวแท้ๆ ไปให้ไป๋ซู่อิง นี่มันช่างเป็นเรื่องใหม่จริงๆ!

“ยังบอกอีกว่าแต่งเข้าตระกูลหนิงไปเป็นฮูหยินน้อย ในอนาคตเมื่อมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้วค่อยมาช่วยเหลือข้า”

คาดว่าคนตระกูลไป๋...นอกจากบิดามารดาของนางแล้วก็คงจะคิดเช่นนี้กันทั้งนั้น

“ข้าต้องการให้ใครมาช่วยเหลือ ลูกสาวที่แต่งงานออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้ง ข้าไม่มีสินเดิมติดตัวแล้วจะกล้าเข้าประตูบ้านตระกูลจางได้อย่างไร...”

ไป๋ซิงเอ๋อร์ร้องไห้จนไม่สามารถควบคุมตนเองได้

“ท่านย่าไม่ได้บอกหรือว่าตอนนี้ย้ายไปให้นางก่อน แล้วค่อยหามาเพิ่มให้ท่านตอนที่ท่านแต่งงาน?”

“ซู่ซู่ ก็มีแต่เจ้าเท่านั้นที่โง่เขลาเช่นนี้” ไป๋ซิงเอ๋อร์กล่าวด้วยใบหน้าเย้ยหยัน “สองปีมานี้ที่บ้านแทบจะไม่มีอะไรจะกินแล้ว ทรัพย์สินเล็กน้อยที่เหลืออยู่ก็จะถูกไป๋ซู่อิงเอาไปจนหมดในคราวนี้ คาดว่าแม้แต่เงินเก็บไว้ทำโลงศพของท่านพ่อท่านแม่ข้าก็คงจะต้องควักออกไปด้วย จะไปหาเงินจากที่ไหนมาเพิ่มให้ข้า”

นั่นก็จริง

แต่ก็ไม่ควรจะกระโดดน้ำเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่รึ

“ท่านอาเล็ก ท่านโง่กว่าข้าเสียอีก”

ไป๋ซู่ซู่ไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย “ท่านไม่ได้พูดเองหรอกหรือว่า คุณชายสามหนิงนั่นอาจจะไม่ใช่คนดี เช่นนั้นพวกเราก็จงมีชีวิตอยู่เพื่อรอดูละครฉากใหญ่ หากท่านตายไปจริงๆ นั่นแหละถึงจะไม่คุ้มค่าที่สุด”

จริงสิ ไป๋ซิงเอ๋อร์รู้ได้อย่างไรว่าคุณชายสามหนิงไม่ใช่คนดี

“ข้าได้ยินพี่ซุ่นจื่อพูดมา”

พอเอ่ยถึงชื่อนี้ ไป๋ซิงเอ๋อร์ก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

พี่ซุ่นจื่อ คงจะเป็นว่าที่อาเขยสินะ

“ท่านอาเล็ก รีบเล่าให้ข้าฟังเร็วเข้าว่าไม่ดีอย่างไร”

ไป๋ซู่ซู่แสดงความสนใจต่อข่าวซุบซิบเป็นอย่างยิ่ง

“พี่ซุ่นจื่อทำงานเป็นเด็กรับใช้ที่ร้านยาในเมือง เขามักจะไปที่บ้านตระกูลหนิงเพื่อรักษาคุณชายสามอยู่บ่อยๆ พร้อมกับท่านหมอหง คุณชายสามเป็นบุตรชายที่เกิดจากอนุภรรยาคนที่ห้าซึ่งเป็นที่โปรดปรานของนายท่านผู้เฒ่าหนิง ดูภายนอกฉลาดแต่แท้จริงแล้วเป็นคนขี้โรค”

“เช่นนั้นไป๋ซู่อิงก็แต่งเข้าไปเพื่อแก้เคล็ดน่ะสิ” ข่าวของท่านป้าเสิ่นช่างแม่นยำจริงๆ “แต่ว่า เหตุใดถึงได้เลือกหญิงสาวจากตระกูลไป๋เล่า”

ไป๋ซิงเอ๋อร์มองไป๋ซู่ซู่แต่ก็ไม่พูดอะไร

“ท่านอาเล็ก บนหน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือเจ้าคะ”

สายตาแบบนี้มองแล้วช่างน่าขนลุก

“ซู่ซู่ เจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าหน้าตาสวยงามเพียงใด”

หา

ชื่อเสียงเรื่องความงามของเจ้าเลื่องลือไปไกลแล้ว ที่แม่สื่อมาที่ตระกูลไป๋ก็เพราะเหตุนี้

“เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าแม่สื่อจะใจร้ายพอ ถูกพี่สะใภ้ใหญ่ซื้อตัวไปแล้วเปลี่ยนคนเป็นไป๋ซู่อิงโดยตรง”

“ท่านอาเล็ก ท่านรู้หรือไม่ว่าตอนนี้ข้าอยากจะพูดอะไร”

ไป๋ซิงเอ๋อร์มองนาง

“ข้าอยากจะบอกว่าขอบคุณท่านป้าใหญ่ที่มาตัดหน้าชิงไป ขอบคุณแม่สื่อที่เปลี่ยนตัวคน”

“เจ้าไม่อยากแต่งเข้าตระกูลหนิงไปเป็นฮูหยินน้อยจริงๆ รึ”

ช่างน่าเสียดายใบหน้านี้จริงๆ เห็นได้ชัดว่าสามารถใช้หน้าตาหาเลี้ยงชีพได้ แต่กลับถูกหลอกให้ไปแต่งงานกับนายพราน

“ท่านก็พูดเองว่าตระกูลหนิงไม่ดี ท่านอาเล็กเป็นคนฉลาด ซู่ซู่ย่อมต้องเชื่อฟังท่านอาเล็กอยู่แล้ว”

ตำแหน่งฮูหยินน้อยไหนเลยจะเป็นได้ง่ายขนาดนั้น ไป๋ซู่อิงเอ๋ยไป๋ซู่อิง ในอนาคตเจ้ายังมีเรื่องให้ต้องร้องไห้อีกเยอะ

บุตรชายของอนุภรรยาที่เป็นที่โปรดปราน ทั้งยังขี้โรคอีก เจ้าอยากจะเป็นฮูหยินน้อยที่สง่างามมากด้วยอำนาจ...อย่าได้ฝันไปเลย!

“ที่แท้เจ้าก็มีหัวคิดอยู่บ้าง”

ไป๋ซิงเอ๋อร์มองใบหน้าที่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของไป๋ซู่ซู่ พลันก็รู้สึกสะใจขึ้นมา “ได้ ข้าไม่ตายแล้ว ข้าจะคอยดูว่าไป๋ซู่อิงที่แย่งงานแต่งงานของเจ้าไป แย่งสินเดิมของข้าไป จะรุ่งเรืองได้สักแค่ไหน”

ต้องอย่างนี้สิ ต้องมีใจสู้

“เพียงแต่ว่า ทางบ้านของพี่ซุ่นจื่อ...”

“ท่านอาเล็ก ถ้าจะให้ข้าพูด จริงๆ แล้วตระกูลจางอยากแต่งก็เป็นเพราะตัวท่าน ไม่ใช่เพราะสนใจสินเดิมของท่าน หากเป็นเพราะสินเดิมของท่านไม่ดีแล้วดูแคลนท่าน เช่นนั้นไม่แต่งก็ไม่เป็นไร”

“ซู่ซู่...” ไป๋ซิงเอ๋อร์พลันรู้สึกว่า ในตระกูลไป๋อันกว้างใหญ่นี้ มีเพียงหลานสาวคนนี้ที่ฉลาดที่สุด

“ใช่แล้ว พอฟ้าสว่างแล้วข้าจะให้พี่สามเข้าเมืองไปสักเที่ยวเพื่อไปหาพี่ซุ่นจื่อ ถ้าหากเขา...ข้าก็จะไม่แต่งงานแล้ว”

อย่างไรเสียท่านแม่ก็ถูกพี่สะใภ้ใหญ่หลอกจนหัวหมุนไปหมด คงไม่ได้ใส่ใจลูกสาวคนนี้อีกแล้ว

“ได้เจ้าค่ะ ท่านอาเล็ก ข้าจะไปกับท่านพ่อด้วย”

ไป๋ซู่ซู่คิดอยากจะไปดูว่าในเมืองเป็นอย่างไร

ว่าที่อาเขยทำงานอยู่ที่ร้านยา เช่นนั้นจะสามารถ...ฮิฮิ โอกาสมาแล้ว

“เจ้าอย่าไปปรากฏตัวในเมืองบ่อยนักเลย”

ไป๋ซิงเอ๋อร์มองใบหน้าของนาง “เดี๋ยวไม่รู้ว่าจะไปถูกตาต้องใจใครให้มาหมายปองเจ้าอีก”

“ไม่เป็นไรนี่เจ้าคะ หากมีคู่หมั้นดีๆ ก็เปลี่ยนบ้านนายพรานเสียเลย”

ไป๋ซู่ซู่พูดติดตลก

“เจ้าอย่าฝันไปเลย ยังมีไป๋ซู่เหมยรออยู่อีกคนนะ”

ไม่จริงน่า ยังจะแย่งอีกรึ

“ข้าก็ไม่รู้ว่าท่านแม่ของข้าเป็นอะไรไป มักจะไม่ชอบแม่ของเจ้าและเจ้าอยู่เสมอ...” พูดถึงตรงนี้ก็รู้สึกว่าตนเองพูดผิดไป

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านอาเล็ก ข้ารู้ทั้งหมดนั่นแหละ” ไป๋ซู่ซู่แค่นเสียงเย็นชาในใจ ท่านไม่ชอบข้า ข้าก็ไม่ชอบท่าน หายกัน!

“ท่านอาเล็ก ท่านชอบข้าหรือไม่”

“ซู่ซู่คนโง่ ตั้งแต่เล็กจนโตหากไม่ใช่เพราะข้าคอยปกป้องเจ้า เจ้าคงถูกพวกนางสองคนตีตายไปแล้ว” ไป๋ซิงเอ๋อร์มองหลานสาวที่อายุห่างจากตนเองเพียงสองปีกว่าด้วยความสงสาร “ท่านแม่ของเจ้าอุปนิสัยเย็นชา ท่านพ่อของเจ้าก็ซื่อตรง เจ้าก็ไม่รู้จักต่อสู้...แยกบ้านกันก็ดีแล้ว บ้านเจ้าจะได้ย้ายไปไกลๆ ปิดประตูใช้ชีวิตสบายๆ สักหลายวัน”

“ท่านอาเล็ก ท่านดีจริงๆ”

ไป๋ซู่ซู่คิดว่า คนในเรือนใหญ่คงจะไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด อย่างน้อยท่านอาเล็กคนนี้ก็อาจจะเป็นข้อยกเว้น

“เจ้าเด็กคนนี้นะ...”

เห็นได้ชัดว่าไป๋ซิงเอ๋อร์เองก็ยังเป็นเด็ก แต่กลับพูดจาด้วยน้ำเสียงแก่เกินวัย

“ท่านอาเล็ก ไปกันเถอะเจ้าค่ะ กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า หากไม่เปลี่ยนอีกเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้ ถึงตอนนั้นอาเขยของข้าจะพลอยเป็นห่วงไปด้วย” ไป๋ซู่ซู่พูดหยอกล้อ “เว้นเสียแต่ว่าท่านอยากจะป่วยแล้วไปหาหมอ ถือโอกาสไปดูอาเขยของข้า”

“ที่ไหนกัน” ไป๋ซิงเอ๋อร์หน้าแดง “ข้าแค่ไม่อยากให้ใครเห็นข้าในสภาพนี้...”

“วางใจเถิดเจ้าค่ะ ไม่มีใครเห็นหรอก”

“แล้วพวกท่านแม่ของเจ้าเล่า”

“ท่านแม่ของข้าเป็นใบ้ เห็นแล้วก็ไม่พูดออกไปหรอก”

“ซู่ซู่”

“เจ้าคะ”

“เจ้าไม่รู้สึกบ้างหรือว่า บางครั้งแม่ของเจ้าดูไม่เหมือนคนใบ้เลย”

ดีล่ะ ทีนี้ไม่ใช่แค่นางคนเดียวแล้วที่สงสัย

“แต่สิบกว่าปีมานี้นางไม่เคยพูดเลยสักคำ”

ไป๋ซู่ซู่กล่าว “หรือจะรอให้บ้านข้าร่ำรวยก่อน ข้าจะพานางไปหาหมอ ไม่แน่ว่าอาจจะรักษาให้หายได้”

“ก็อาจจะเป็นไปได้”

ไป๋ซิงเอ๋อร์พยักหน้า

อันที่จริงในใจยังมีอีกประโยคหนึ่งที่ไม่ได้พูดออกมา หากว่านางไม่อยากพูดเองเล่า

ไป๋ซิงเอ๋อร์รู้สึกว่าพี่สะใภ้ใหญ่นั้นมีแต่เล่ห์เหลี่ยม พี่สะใภ้รองในใจล้วนเข้าใจทุกอย่าง ยิ่งเป็นคนที่คิดคำนวณเก่ง

มีเพียงพี่สะใภ้สามเท่านั้นที่หน้าตาสวยงามเป็นพิเศษแต่นิสัยกลับเย็นชาจนน่ากลัว

นางแอบสังเกตมาหลายปี บางครั้งจะเห็นพี่สะใภ้สามแอบเช็ดน้ำตา

ดังนั้น นางจึงรู้สึกว่าพี่สะใภ้สามที่พี่สามเก็บกลับมาต้องเป็นคนที่มีเรื่องราว เพียงแต่ไม่ยอมบอกพวกเขาเท่านั้น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel