บทที่ 6
เรื่องการดูตัวของเรือนใหญ่ทำให้คนทั้งหมู่บ้านต่างอิจฉาริษยา
ไป๋ซู่ซู่แอบสังเกตอยู่หลายครั้ง เจ้าสามไป๋ยังคงสงบนิ่ง ทุบรากเก๋อเกินอย่างตั้งใจและไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย
มื้อเที่ยงไป๋ซู่ซู่ใช้รากเก๋อเกินหั่นเป็นแผ่นบางๆ ต้มเป็นแกง ในแกงยังใส่ผักป่าที่ไป๋ซู่จือหามาได้
พอถูไถไปได้หนึ่งมื้อ ตอนบ่ายก็ทำงานกันต่อ
“ซู่ซู่ ทุบเสร็จแล้ว”
“ท่านพ่อ ท่านลำบากแล้วเจ้าค่ะ พักผ่อนก่อนเถอะ”
คาดว่าพรุ่งนี้แขนของเขาคงจะปวดน่าดู
“พรุ่งนี้เช้าพวกเราไปขุดกันอีก”
“เจ้าค่ะ”
ขอเพียงแค่เติมเต็มกระเพาะได้ ลูกสาวว่าอย่างไรก็ทำอย่างนั้น
ตอนพลบค่ำ ท่านป้าเสิ่นก็มาอีกแล้ว
“อาเหลียนซักผ้าอยู่หรือ”
ท่านป้าเสิ่นเอ่ยทักเมื่อเห็นหญิงใบ้นั่งซักผ้าอยู่หน้าประตูบ้าน
ผลคือ ท่านแม่ใบ้ทำราวกับไม่ได้ยิน
จริงๆ แล้ว ไป๋ซู่ซู่สงสัยอย่างยิ่งว่านางเป็นแค่ใบ้ไม่ได้หูหนวก การได้ยินยังคงมีอยู่
เพราะบางครั้งเมื่อพูดอะไรบางอย่าง นางจะทำหน้าไร้อารมณ์ แต่จะใช้การหลีกเลี่ยงเพื่อแสดงการคัดค้านของนาง
“ซู่ซู่”
“ท่านป้าเสิ่น”
คนผู้นี้มีเรื่องซุบซิบอะไรมาอีกแล้ว
“รู้หรือไม่ว่าการแต่งงานของพี่ซู่อิงของเจ้ากำหนดไว้เป็นวันที่สิบแปดเดือนสี่แล้วนะ”
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า
“งานแต่งของอาหญิงเล็กของเจ้าอยู่ในวันที่หกเดือนห้า นางมีศักดิ์ต่ำกว่าอาหญิงเล็กของเจ้าหนึ่งขั้นและยังอายุน้อยกว่าหลายปี เหตุใดจึงรีบร้อนแต่งงานออกไปเช่นนี้”
ไป๋ซู่ซู่มองนาง ไม่เข้าใจว่านางต้องการจะสื่ออะไร
“ได้ยินว่าคุณชายสามตระกูลหนิงร่างกายไม่ค่อยดีเท่าไร เจ้าว่าจะเป็นการแต่งงานแก้เคล็ดหรือไม่”
ไป๋ซู่ซู่ยังคงไม่พูดอะไร
บางเรื่องคนอื่นจะพูดยังไงก็ช่าง แต่ทันทีที่เจ้าเข้าไปผสมโรง สุดท้ายเมื่อเรื่องไปถึงหูเจ้าตัว ความหมายเดิมก็จะเปลี่ยนไป
ท่านป้าเสิ่นรู้สึกเสียอรรถรส จึงได้แต่จากไปอย่างเก้อๆ
“พี่หญิง” ทันทีที่ป้าเสิ่นจากไป ไป๋ซู่จือก็วิ่งเข้ามา “พี่หญิง เอ้อร์นิวบอกว่าคุณชายสามหนิงต้องมีปัญหาแน่ๆ หาไม่แล้วเหตุใดถึงได้มาต้องตาต้องใจสตรีจากตระกูลไป๋”
ไป๋ซู่ซู่คิดในใจว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง อย่างไรเสียครอบครัวเช่นนั้นก็ยังต้องคำนึงถึงความคู่ควรกันของฐานะ
รีบร้อนมาสู่ขอหญิงสาวจากตระกูลไป๋ เพียงเพราะหน้าตาสวยงามอย่างนั้นหรือ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ไม่เกี่ยวกับตนเอง
“นี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่” ไป๋ซู่ซู่เตือนนาง “ไม่ว่าเอ้อร์นิวจะพูดอย่างไรเจ้าก็ห้ามเอ่ยปาก”
“พี่หญิง ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ”
“ซู่ซู่ วันนี้แป้งที่ล้างออกมาได้เยอะกว่าเดิมใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ พรุ่งนี้เช้าตื่นมาก็จะได้เห็นแล้ว”
คาดว่าน่าจะได้สักหนึ่งถึงสองจิน เมื่อคิดว่าที่บ้านกำลังจะมีเสบียงเหลือเก็บ อารมณ์ของไป๋ซู่ซู่ก็ดีขึ้นไม่น้อย
“เช่นนั้นคืนนี้กินข้าวให้เร็วหน่อย กินแล้วก็นอน พรุ่งนี้จะได้ไปขุดแต่เช้า”
“พรุ่งนี้ไปให้เช้าหน่อย ทางที่ดีที่สุดคือไปตอนยามหนึ่ง” ไป๋ซู่ซู่รู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องทำแต่เนิ่นๆ เพราะไม่ช้าก็เร็วต้องมีคนพบเข้า
“ได้ ไปยามหนึ่ง” เจ้าสามไป๋แสดงท่าทีว่าต่อให้ไม่ต้องนอนก็จะไปขุดมาเพิ่มให้ได้
ในฐานะที่เป็นบุรุษแต่กลับไม่มีปัญญาเลี้ยงดูครอบครัว ไม่มีสามารถปกป้องภรรยาและลูกสาวได้ ในใจของเจ้าสามไป๋รู้สึกละอายและรู้สึกผิดอย่างยิ่ง
ไป๋ซู่ซู่รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง ชาติที่แล้วนางมักจะนอนไม่หลับอยู่เสมอ
พอมาถึงที่นี่กลับฝันดีทุกคืน จนกระทั่งถูกพ่อเขย่าตัวปลุกให้ตื่น
“ซู่ซู่ ถ้าอย่างไรเจ้ากับซู่จือนอนอยู่ที่บ้านต่อ ข้าไปคนเดียวก็ได้”
“ท่านพ่อ คนมากย่อมมีกำลังมากเจ้าค่ะ ข้ากับน้องรองจะค่อยๆ ขุด งานละเอียดต้องใช้เวลา ขุดได้หนึ่งอันก็ถือเป็นหนึ่งอัน”
ไป๋ซู่ซู่พลิกตัวลุกขึ้น ไป๋ซู่จือไปที่โถงกลางแล้ว
สามพ่อลูกกลัวว่าจะปลุกท่านแม่ใบ้และไป๋ซู่เย่ให้ตื่น จึงค่อยๆ ปิดประตูใหญ่อย่างเบามือ
เพิ่งจะเดินพ้นปากทางเข้าหมู่บ้าน ไป๋ซู่จือก็รีบดึงมือขึ้นมานางทันที
“พี่หญิง ท่านดูสิ ที่ริมแม่น้ำข้างหน้ามีคนยืนอยู่ใช่หรือไม่”
ไป๋ซู่ซู่ขนลุกซู่ในทันใด กลางดึกกลางดื่นน้องรองจะทำให้นางตกใจตายหรืออย่างไร
“พี่หญิง ท่านดูสิ เหมือนมีคนอยู่จริงๆ นะ”
ไป๋ซู่ซู่ที่สายตาไม่ค่อยดี มองแล้วกลับดูเหมือนเป็นต้นไม้เล็กๆ มากกว่า
“ท่านพ่อ...?”
“พ่อเห็นแล้ว มีคนอยู่จริงๆ”
ริมแม่น้ำเป็นเส้นทางที่พวกเขาต้องผ่าน หากไปเจอคนรู้จักเข้าก็จะเป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่พ้นต้องอธิบายกันยืดยาว
“ท่านพ่อ หรือว่าพวกเรารอให้คนผู้นี้ไปก่อนแล้วค่อยไปกันดีเจ้าคะ”
ไป๋ซู่ซู่พูดเสียงเบา
“แล้วถ้านางไม่ไปเลยเล่า” ไป๋ซู่จือพูดอย่างกังวล “วันนี้พวกเราก็ต้องรอเก้อน่ะสิ”
“เช่นนั้น พวกเราค่อยๆ เดินเข้าไปดู ถ้าไม่รู้จักก็แค่ทำเป็นเดินผ่าน ถ้าเผอิญรู้จักก็บอกว่าไปขุดผักป่าบนเขา”
มืดค่ำป่านนี้ไปขุดผักป่า มีแต่ผีเท่านั้นแหละที่จะเชื่อ
เอ๊ะ หรือว่าคนผู้นั้นจะเป็นผี
“อ้า ท่านพ่อ นางกระโดดน้ำแล้ว” ไป๋ซู่จือร้องอุทาน
ไป๋ซู่ซู่เงยหน้ามองไป ไหนเลยจะยังมีเงาคน...ไม่ใช่ผีจริงๆ หรือ
“แย่แล้ว นางคิดสั้น” เจ้าสามไป๋ไม่สนใจเรื่องอื่นอีก รีบวิ่งไปทันที
เขาจะไปช่วยคน
“ท่านพ่อ ท่านระวังด้วยนะเจ้าคะ” ไป๋ซู่จือตะโกน
“ไป พวกเราไปดูกัน”
อยู่อย่างอดสูดีกว่าตายอย่างสง่างาม ขนาดความตายยังไม่กลัว แล้วจะกลัวการมีชีวิตอยู่ไปทำไม
เหตุใดต้องกระโดดน้ำด้วย
พอไป๋ซู่ซู่วิ่งไปถึง เจ้าสามไป๋ก็อุ้มคนขึ้นมาจากแม่น้ำแล้ว
“เป็นท่านอาเล็กของเจ้า”
อะไรนะ
“เป็นท่านอาเล็กจริงๆ ด้วย” ไป๋ซู่จือตกใจจนร้องไห้ “ท่านพ่อ ท่านอาเล็กตายแล้วหรือไม่”
“ยัง สำลักน้ำไปหลายอึก สลบไปแล้ว”
เช่นนั้นก็รีบปฐมพยาบาลสิ
ช่างเถิด เอาเวลาไปสอนท่านพ่อ มิสู้ลงมือทำเองเสียยังจะดีกว่า
ผายปอด กดหน้าอก
“พรวด” เสียงหนึ่งดังขึ้น ไป๋ซิงเอ๋อร์ก็พ่นน้ำออกมาหลายหยด แล้วไออย่างรุนแรง
ไป๋ซู่ซู่ที่เกือบจะเหนื่อยจนหมดแรงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“น้องเล็ก”
“ท่านอาเล็ก”
เจ้าสามไป๋และไป๋ซู่จือตะโกนขึ้นพร้อมกัน “เจ้าเป็นอะไรไป เหตุใดถึงเลือกเดินเส้นทางนี้”
“พี่สาม” พูดคำว่าพี่สามคำเดียว น้ำตาก็ไหลรินราวกับสายฝน
“ใครรังแกเจ้า บอกข้ามา ข้าจะไปซ้อมมัน ต่อยมันให้ตายเลย!” เจ้าสามไป๋นึกถึงเรื่องแบบนั้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขากัดฟันกรอดด้วยความเกลียดชัง
“ใช่เจ้าค่ะ ท่านอาเล็ก มีเรื่องอะไรบอกข้ามา ข้าจะช่วยท่านระบายความแค้นเอง” ไป๋ซู่ซู่รู้ว่ายุคนี้สตรีให้ความสำคัญกับเยื่อพรหมจรรย์ยิ่งกว่าชีวิต จึงไม่รู้ว่าในหมู่บ้านมีใครกล้าดีถึงขนาดรังแกไป๋ซิงเอ๋อร์
“...”
ไม่ถามยังจะดีกว่า พอถามไป๋ซิงเอ๋อร์ก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น
“เจ้าพูดอะไรบ้างสิ!” เจ้าสามไป๋คนซื่อร้อนใจจนเดินวนไปมา
“ท่านอาเล็ก ถ้าอย่างไรท่านกลับบ้านไปกับข้าก่อน เปลี่ยนเสื้อผ้าสักชุด” ไป๋ซู่ซู่ครุ่นคิดแล้วกล่าว “ท่านพ่อ ท่านกับน้องรองไปทำงานก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนอาหญิงเล็กเอง”
หากถูกกระทำเช่นนั้นจริงๆ นางคงจะไม่กล้าพูดต่อหน้าพี่ชายของตนเองเป็นแน่
ไป๋ซู่ซู่เตรียมที่จะปลอบให้นางอารมณ์สงบลงก่อน แล้วค่อยๆ สอบถาม
“ได้” เจ้าสามไป๋มองน้องสาวของตนเป็นครั้งสุดท้าย แล้วพาลูกสาวคนรองขึ้นเขาไป
“ไปเถิดเจ้าค่ะ ท่านอาเล็ก” ไป๋ซู่ซู่จะเข้าไปพยุงไป๋ซิงเอ๋อร์ “กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าของข้า”
ไป๋ซิงเอ๋อร์ไม่ยอมเดิน ได้แต่ก้มหน้าร้องไห้
ไป๋ซู่ซู่จึงไม่เกลี้ยกล่อมอีก ปล่อยให้นางร้องไห้ให้พอ
ในค่ำคืนที่เงียบสงัด เสียงร้องไห้คร่ำครวญฟังดูน่าขนลุก
ไป๋ซู่ซู่มองคนที่อยู่ตรงหน้า พลางคิดว่าจะทำอย่างไรดี
เรื่องแต่งงานคงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะยุคนี้ต้องดูผ้าพรหมจรรย์ จะไปหาเลือดไก่มาป้ายก็ไม่ได้
เช่นนั้นก็บวชชี?
อันนี้ก็ดูน่าสงสารเกินไปหน่อย เพราะจะต้องอยู่กับตะเกียงเขียวและพระพุทธไปชั่วชีวิต
หรือว่า หนีออกจากบ้านไปไกลๆ เลย ในอนาคตค่อยสร้างเรื่องว่าเป็นแม่ม่ายแล้วแต่งงานครั้งที่สองไปเป็นภรรยาเอกให้ใครสักคน?
อืม อันนี้ดูจะเข้าท่าที่สุด
