สาวน้อยเมียนักล่า ใช้วิชาทำอาหารให้ชีวิตดีขึ้น

625.0K · จบแล้ว
-
304
บท
81.0K
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ไป๋ซู่ซู่มีงานอดิเรกที่หลากหลาย:อาหารเลิศรส ยาสมุนไพร เงิน และแน่นอน ถ้ามีแฟนหนุ่มหล่อด้วยก็ยิ่งดีเลย......เธอยังไม่ทันฝันกลางวันเสร็จ วิญญาณก็ข้ามผ่านไปอยู่ในร่างของสาวชาวบ้านที่ไม่มีจะกิน แม้แต่โอกาสที่จะได้เป็นคุณนายน้อยก็ถูกพี่สาวร่วมแซ่แย่งเอาไป มันช่างน่าเวทนาอะไรปานนี้...

นิยายย้อนยุคนิยายจีนโบราณปลูกผักนักล่าข้ามมิติคนไร้ประโยชน์อาหาร

บทที่ 1

ไป๋ซู่ซู่ยอมรับว่าตนเองมีงานอดิเรกที่กว้างขวางนัก ไม่ว่าจะเป็นอาหารรสเลิศ ดอกไม้ใบหญ้า เงินทอง และถ้าจะให้ดี…ก็ควรมีบุรุษรูปงามด้วย

น่าเสียดายที่ฝันกลางวันยังไม่ทันจบ สวรรค์ก็ส่งวิญญาณของนางมายังสถานที่ซอมซ่อแห่งนี้

ในปากคาบหญ้าหางสุนัขไว้ต้นหนึ่ง นางได้แต่แหงนหน้ามองฟ้าอย่างสิ้นคำพูด

นางทะลุมิติมาแล้ว!

กลายมาเป็นเด็กสาววัยสิบห้าปี แต่กลับเป็นบุตรีของครอบครัวที่ยากไร้

มารดาเป็นหญิงใบ้ ส่วนบิดาซื่อสัตย์ขยันขันแข็ง ยังมีน้องสาวอีกสองคน การขุดหาผักป่าเพื่อประทังความหิว กลายมาเป็นวิถีชีวิตประจำวันของครอบครัวนี้

ว่ากันตามจริงแล้ว มิใช่เพียงแต่บ้านของนางเท่านั้น ทั้งหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขานี้ต่างก็ทำเช่นนี้ด้วยกันทั้งนั้น

เพราะปีที่แล้วเกิดอุทกภัยทำให้เก็บเกี่ยวได้น้อย ตอนนี้ยังเป็นเดือนสี่ซึ่งเป็นช่วงข้าวยากหมากแพง บนภูเขาทั้งลูกจึงเต็มไปด้วยสตรีและเด็กที่มาขุดผักป่า

“พี่หญิง พี่หญิง ข้าขุดเจอสิ่งนี้แหละ” เด็กหญิงวัยสิบสองปีที่ผมเหลืองซีดเหมือนดอกหญ้า ถือรากหญ้าคาท่อนหนึ่งไว้ในมือแล้ววิ่งมาอยู่ตรงหน้านาง “พี่หญิง ท่านกินสิ หวานนะ”

“น้องรอง เจ้ากินเถอะ พี่ไม่หิว”

“ท่านพ่อบอกว่าท่านเพิ่งหายป่วยต้องบำรุงร่างกาย พี่หญิงกินเถิด”

รากหญ้าท่อนเดียวย่อมไม่อาจแก้ปัญหาใหญ่อันใดได้ ทว่าเด็กหญิงตัวน้อยกลับเห็นมันเป็นดั่งโสม

นางเช็ดดินบนรากหญ้าคากับเสื้อผ้าเก่าๆ ของตนเอง แล้วเด็ดรากฝอยส่งไปที่ปากของไป๋ซู่ซู่

“ได้ เช่นนั้นพวกเรากินกันคนละครึ่ง”

ไป๋ซู่ซู่เคี้ยวรากหญ้า ความรู้สึกเปรี้ยวปร่าเอ่อล้นขึ้นมาในใจ

“กินเสร็จแล้วเดี๋ยวข้าไปขุดอีก” ไป๋ซู่จือมองเพื่อนบ้านที่อยู่ไกลออกไป “พี่หญิง ท่านนั่งอยู่ตรงนี้อย่าขยับนะ ข้าจะตามพวกท่านป้าเสิ่นไปดูที่ตีนเขาหลินหยา”

“ได้ ระวังตัวด้วย อย่าให้หกล้มเล่า”

ไป๋ซู่ซู่ไม่มีแรงที่จะเดินไปไกลแล้วจริงๆ หาไม่แล้วนางก็คงเข้าร่วมกองทัพขุดผักป่าไปแล้ว

“ไปไม่ไกลหรอกเจ้าค่ะ แถวเขาหลินหยามีสัตว์ร้าย นอกจากนายพรานแล้วก็ไม่มีใครกล้าไปหรอก พวกเราก็แค่เดินอยู่แถวตีนเขา ไม่กล้าขึ้นไปบนเขาหรอก”

พอไป๋ซู่ซู่ได้ยินคำว่าสัตว์ร้ายนางก็ไม่รู้สึกกลัว แต่กลับรู้สึกว่านั่นคือเนื้อ

นางเป็นวิญญาณที่ทะลุมิติมา เพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้เพียงสองวัน

อย่าว่าแต่เนื้อเลย แม้แต่ข้าวยังไม่เคยกินอิ่ม ทุกมื้อมีเพียงผักป่าประทังความหิว หิวจนตาลายพร่ามัว

ไม่ได้ จะมานั่งรอความตายอยู่เฉยๆ ไม่ได้ นางต้องหาวิธีเติมท้องให้อิ่ม

ต้นไม้และวัชพืชบนเขาลูกนี้ล้วนเขียวขจี แต่ที่กินได้กลับมีน้อยยิ่งนัก

พื้นดินถูกขุดจนเป็นหลุมเป็นบ่อไปนานแล้ว ไป๋ซู่ซู่สงสัยอย่างแท้จริงว่าของที่กินได้อย่างรากหญ้าคาคงจะถูกขุดจนสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว

นางเก็บกิ่งไม้แห้งบนพื้นขึ้นมาใช้ต่างไม้เท้า จากนั้นพยุงตัวเดินมาจนถึงริมลำธารบนภูเขา

น้ำในลำธารใสเย็นจนเห็นถึงก้นบึ้ง ไป๋ซู่ซู่ไม่มีอารมณ์มาชื่นชมทิวทัศน์ นางเพียงแค่อยากจะดูว่าที่นี่มีปูหรือกุ้งหอยอะไรทำนองนั้นหรือไม่

เมื่อมองไล่ตามลำธารขึ้นไป ก็เห็นเถาวัลย์สีเขียวชอุ่มอยู่หย่อมหนึ่ง

“รากเก๋อเกิน!”

ไป๋ซู่ซู่ดีใจมาก นางรีบคลานเข้าไปอย่างทุลักทุเล ระหว่างทางหกล้มไปหนึ่งครั้งก็หาได้ใส่ใจไม่

หากอยากจะกินก็ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนบ้างเป็นเรื่องธรรมดา

รากเก๋อเกินบริเวณนี้ขึ้นอย่างดกหนา รากของมันต้องมีขนาดใหญ่เป็นแน่ น่าเสียดายที่ในมือนางไม่มีเครื่องมือ

หลังจากออกแรงอยู่นานสองนาน ในที่สุดก็หารากแก้วของมันจนเจอ มันถูกหินก้อนเล็กๆ หลายก้อนทับอยู่

เพื่อของกิน ไป๋ซู่ซู่ไม่หวาดกลัวต่อความยากลำบากอีกต่อไป นางย้ายก้อนหินออกแล้วนั่งลงข้างๆ ใช้กิ่งไม้ค่อยๆ แซะดินด้านล่าง

การขุดรากไม้คืองานถนัดเก่าของนาง งานเช่นนี้จะใจร้อนไม่ได้เด็ดขาด

การขุดรากเก๋อเกินเช่นนี้ ไม่ใช่งานที่นางเพิ่งทำครั้งสองครั้งแรก ในชาติที่แล้วไป๋ซู่ซู่เคยติดตามปู่เข้าป่าไปเก็บสมุนไพรมาตั้งแต่เด็ก จึงมีความชำนาญในด้านนี้เป็นอย่างดี

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดไป๋ซู่ซู่ก็ดึงรากเก๋อเกินที่สมบูรณ์ออกมาได้ท่อนหนึ่ง ยกขึ้นมาดู มันมีขนาดใหญ่เท่าหัวไชเท้า คาดว่าน่าจะหนักราวสองสามจิน

(จิน หน่วยวัดน้ำหนักของจีน หนึ่งจินเท่ากับห้าร้อยกรัม)

ทว่าตอนนี้นางกลับเหนื่อยจนเหงื่อไหลท่วมตัว ทั่วร่างไร้เรี่ยวแรง ต้องรีบหาอะไรมาบำรุงกำลังอย่างเร่งด่วน

ไป๋ซู่ซู่นำรากเก๋อเกินไปล้างในลำธารจนสะอาด มองหารอยแตกแล้วฉีกชิ้นส่วนขนาดเท่านิ้วมือออกมา

เนื้อสีขาวราวหิมะทำให้นางกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว

“ของสิ่งนี้ประทังความหิวได้ดีกว่ารากหญ้าคาเยอะ”

เมื่อใส่เข้าไปในปากก็เคี้ยวได้รสหวาน ยิ่งเคี้ยวนานในปากก็มีแต่กาก คายทิ้งแล้วฉีกกินอีกคำหนึ่ง หลังจากกินชิ้นนี้หมดนางก็รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย

อาการป่วยของร่างกายที่ย่ำแย่นี้ล้วนเกิดจากความหิว!

ไป๋ซู่ซู่เงยหน้ามองภูเขา ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่ารากเก๋อเกินสามารถกินได้ นี่จะนับเป็นการค้นพบโดยบังเอิญได้หรือไม่

เห็นว่าฟ้าใกล้จะมืดแล้ว ไป๋ซู่จือที่ไปขุดผักป่าน่าจะกลับมาแล้วกระมัง

ไป๋ซู่ซู่กลับไปนั่งที่เดิมอีกครั้ง แล้ววางรากเก๋อเกินไว้ในพงหญ้า

นั่งได้เพียงครู่เดียว ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินมาจากทางฝั่งนั้นของภูเขา

ร่างเล็กๆ ของไป๋ซู่จือก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย

“พี่หญิง บนเขาเขาหลินหยามีบ้านอยู่สี่ห้าหลังคาเรือน ทั้งหมดล้วนเป็นนายพราน”

ในดวงตาของเด็กหญิงเต็มไปด้วยความอิจฉา “พวกเราเห็นคนหลายคนลากหมูป่าไปตัวหนึ่ง ได้ยินคนพูดกันว่าเป็นพี่ใหญ่จูที่ล่าได้”

สนิทกันมากหรือ

เหตุใดเขาไม่ชวนเจ้ากินเนื้อหมูด้วยเล่า

“พี่ใหญ่จูเป็นคู่หมั้นของพี่ซู่อิง” ไป๋ซู่จือเม้มริมฝีปากเบาๆ “หากเป็นคู่หมั้นของพี่หญิงก็คงจะดี”

“พูดจาเหลวไหลอะไร” ไป๋ซู่ซู่ลูบศีรษะเล็กๆ ของนาง “อาศัยหมูป่าแค่ตัวเดียวเจ้าก็คิดจะขายพี่แล้วหรือ”

“ไม่ใช่ ไม่ใช่นะ” ไป๋ซู่จือเห็นพี่หญิงมีท่าทีโกรธเล็กน้อย คำพูดที่มาถึงริมฝีปากแล้วพลันก็ถูกกลืนกลับลงไป นางอยากจะบอกว่าพี่ใหญ่จูผู้นั้นรูปงามมาก!

“เอาล่ะ เจ้าขุดอะไรมาได้บ้าง คืนนี้มีอะไรกินหรือไม่”

“ในป่าไม่มีใครขุดผักป่าเลย พวกเราหาได้แต่ผักชิงหมิงกับดอกฝู่กงอิง”

ไป๋ซู่ซู่รับตะกร้าสานของนางมาดูก็เห็นว่าเป็นพืชที่ยอดดูคล้ายกับปุยฝ้าย ที่นี่เรียกกันว่าผักชิงหมิง แต่ละท้องถิ่นก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป

ส่วนดอกพู่กงอิงอ่อนๆ นั้น นับเป็นของดี

นางรับตะกร้าสานมาแล้วโยนรากเก๋อเกินท่อนนั้นเข้าไป จากนั้นจึงแบกขึ้นบ่าของตน

“ไปกันเถอะ กลับบ้าน”

“พี่หญิง ข้าแบกเอง”

“ไม่เป็นไร ข้าไหว” ไป๋ซู่ซู่ถามขึ้น “พรุ่งนี้ยังจะไปอีกหรือไม่”

นางอยากจะตามไปดูว่ามีของดีอะไรบ้าง

อืม คืนนี้หาอะไรกินสักหน่อย พรุ่งนี้จะได้มีแรง

“ไปไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ” ไป๋ซู่จือรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง “ผู้เฒ่าที่ตีนเขาบอกว่าวันนี้ถือเป็นกรณียกเว้น ให้ทุกคนไปขุดผักป่าที่นั่นได้ แต่หลังจากนี้ไปห้ามใครไปอีก”

ทำไมเล่า?

“ในหมู่บ้านเลี้ยงสุนัขล่าเนื้อไว้มากมาย หากไม่ใช่เพราะผู้เฒ่าท่านนั้นตะโกนห้ามไว้ สือโถวกับท่านแม่ของเขาก็คงถูกกัดไปแล้ว”

ไป๋ซู่จือเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความรู้สึกที่ยังชวนให้ใจหาย ทำให้ไป๋ซู่ซู่ล้มเลิกความคิดที่จะไปหาของป่าบนเขาในทันที

ในหมู่บ้านเดียวกลับมีสุนัขล่าเนื้อกว่าสามสิบตัว จังหวะนี้สุนัขจะเยอะกว่าคนอยู่แล้ว

ไป๋ซู่ซู่มักจะไม่ค่อยชอบสุงสิงกับพวกสุนัขและแมวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้ว่าพวกมันจะดูน่ารักอยู่บ้าง แต่เจ้าไม่มีทางรู้เลยว่าบนตัวมันมีพิษหรือไม่ หากโชคร้ายถูกทำร้ายจนติดโรคพิษสุนัขบ้าขึ้นมา นั่นแหละถึงจะเรียกว่าหมดหนทางรักษา

“ท่านปู่บอกว่าสุนัขพวกนี้ล้วนเคยกัดเหยื่อและเห็นเลือดมาแล้ว หากกัดคนจนบาดเจ็บหรือล้มตายเขาก็จะไม่รับผิดชอบ”

ไป๋ซู่ซู่ฟังแล้วรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว

“พี่หญิง คืนนี้พวกเรากินผักชิงหมิงกันเถอะ ได้ยินท่านป้าสวี่บอกว่าผักชิงหมิงนำไปบดในโม่ให้ละเอียดแล้วต้มเป็นแกงจะข้นๆ มีกลิ่นหอมสดชื่น รสชาติอร่อยมาก”

พูดพลาง นางก็กลืนน้ำลายไปอึกหนึ่ง

ดูท่าจะหิวมากจริงๆ

ไป๋ซู่ซู่ฉีกรากเก๋อเกินชิ้นหนึ่งยื่นให้นาง

“พี่หญิง?”

“กินสิ”

คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงไปนักหากจะบอกว่าไป๋ซู่จือเทิดทูนพี่สาวของตนอย่างไม่ลืมหูลืมตา นางไม่พูดมาก และนำมันเข้าปากไปโดยตรง

“พี่หญิง หวานจังเลยเจ้าค่ะ”

“อืม เคี้ยวแล้วคายกากทิ้งก็พอ”

“ไม่ต้องคายหรอกเจ้าค่ะ ข้ากลืนมันลงไปได้”

ยัยเด็กโง่เอ๊ย กลืนลงไปมีหวังไม่ย่อยน่ะสิ

ไป๋ซู่จือบอกว่าจะใช้โม่หินบดผักชิงหมิง ทำให้นางนึกขึ้นมาได้ว่าคืนนี้จะนำรากเก๋อเกินนี้มาทำเป็นแป้ง พรุ่งนี้เช้าอาจจะมีความหวังใหม่เกิดขึ้นก็ได้

สองพี่น้องเดินอย่างเชื่องช้า พอมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านก็เห็นสือโถววิ่งกระหืดกระหอบมาตะโกนเรียก

“ซู่ซู่ ซู่อิง ท่านพ่อกับท่านลุงใหญ่ของเจ้าตีกันแล้ว ตีกันดุเดือดมาก!”

“เพราะเหตุใดกัน?”

สองพี่น้องถามขึ้นพร้อมกัน

บิดาผู้ซื่อสัตย์เหมือนแมวป่วยของพวกนาง ที่แท้ก็มีวันที่พิโรธแผลงฤทธิ์ด้วยหรือ