บทที่ 8
เป็นไปตามที่ไป๋ซู่ซู่พูดไว้จริงๆ ตอนที่ไป๋ซิงเอ๋อร์กลับบ้านไปกับนาง ท่านแม่อาเหลียนก็เห็นเข้าพอดี นางเพียงแค่เงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วก็กลับเข้าห้องไป
“ซู่ซู่”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ไม่เป็นไร”
ไป๋ซู่ซู่ค้นเอาเสื้อผ้าปะชุนของตนเองออกมา “ท่านอาเล็กทนใส่ไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะเอาเสื้อผ้าของท่านไปซักตากไว้ พอฟ้าสว่างก็แห้งแล้ว”
ไป๋ซิงเอ๋อร์เชื่อฟังและเปลี่ยนเสื้อผ้า
ขณะที่นอนอยู่บนเตียงเก่าๆ ไป๋ซิงเอ๋อร์ก็นึกขึ้นมาได้ว่า กลางดึกกลางดื่นสามพ่อลูกนี้ไม่หลับไม่นอนกัน ออกไปทำอะไร
“ขุดรากเก๋อเกินเจ้าค่ะ”
ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร ไป๋ซิงเอ๋อร์ไม่ถูกกับเรือนใหญ่ ไป๋ซู่ซู่จึงรู้สึกสนิทสนมเป็นพิเศษ
ในเมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้วก็ไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป ไม่ช้าก็เร็วคนในหมู่บ้านก็ต้องรู้อยู่ดี
เมื่อได้ยินไป๋ซู่ซู่เล่าว่าครอบครัวนี้ไม่มีข้าวจะกรอกหม้อแล้ว ในใจของไป๋ซิงเอ๋อร์ก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมา
ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะพี่สะใภ้ใหญ่ยุยงท่านแม่ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ บีบคั้นพี่สามจนไม่เป็นผู้เป็นคน
อย่างน้อยเรือนใหญ่ก็ยังมีอะไรจะกิน แต่ฝั่งนี้กลับต้องอาศัยผักป่าประทังชีวิต
“ข้าไม่นอนแล้ว จะไปขุดกับเจ้าด้วย”
“ท่านอาเล็ก”
“ไปเถอะ คนมากกำลังก็ย่อมมาก”
ไป๋ซู่ซู่รู้สึกว่าท่านอาเล็กคนนี้ดีมาก นางยิ่งชอบนางมากขึ้นเรื่อยๆ
“เดี๋ยวข้าจะไปขโมยข้าวมาให้พวกเจ้า”
“อย่าเลยเจ้าค่ะ” ไป๋ซู่ซู่ตกใจเป็นอย่างยิ่ง “หากพวกเขารู้เข้าจะทำอย่างไร”
“เจ้าคิดว่าข้าโง่ขนาดนั้นเลยรึ” ไป๋ซิงเอ๋อร์รู้สึกว่าตนเองถูกหลานสาวดูแคลน “วางใจเถอะ”
ไป๋ซู่ซู่จึงไม่ห้ามอีกต่อไป อย่างไรเสียท่านอาเล็กก็เป็นลูกสาวคนสุดท้องของท่านย่า อีกทั้งใกล้จะแต่งงานแล้วคงไม่มีเรื่องใหญ่อะไร
เจ้าสามไป๋รู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นน้องสาวคนเล็กของตนมาที่ลำธารพร้อมกับลูกสาว
“ของพวกนี้กินได้ด้วยรึ” ไป๋ซิงเอ๋อร์ก็เคยขุดผักป่าเช่นกัน แต่เป็นเพียงแค่การตามไปเล่นสนุก “เมื่อก่อนเหตุใดถึงไม่เคยรู้เลยนะ ซู่ซู่ ใครบอกเจ้า”
“ข้าฝันเห็นเจ้าค่ะ ในฝันมีท่านปู่เคราขาวคนหนึ่งพาข้าไปยังภูเขาลูกหนึ่ง ทั่วทั้งภูเขาเต็มไปด้วยใบไม้ เขาให้ข้าขุดรากไม้มากิน แล้วยังสอนข้าทำแป้งด้วย พอตื่นขึ้นมาข้าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร จนกระทั่งวันนั้นที่มาขุดผักป่าบนเขากับน้องรองแล้วเห็นใบไม้พวกนี้เข้าถึงได้นึกถึงความฝันนั้นขึ้นมา”
ข้ออ้างนี้ใช้ได้ผลดี ไป๋ซู่ซู่คิดไว้นานแล้ว
“ต้องเป็นเซียนผู้เฒ่ามาช่วยเจ้าแน่ๆ”
“ข้าก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นเหมือนกันเจ้าค่ะ”
ไป๋ซู่ซู่คิดว่าท่านอาเล็กคนนี้ช่างรู้ความจริงๆ พอยื่นบันไดให้ก็รู้ว่าจะต้องเดินไปทางไหน
ขุดดินหาราก รากเก๋อเกินแต่ละหัวล้วนมีอายุหลายปีและเติบโตจนใหญ่มาก ไป๋ซู่ซู่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
ไป๋ซิงเอ๋อร์ทำงานจนเหงื่อท่วมตัวแต่ก็มีความสุขมาก นางถึงกับรู้สึกว่าอยู่ที่เรือนใหญ่ยังไม่สบายใจเท่ามาอยู่ที่บ้านพี่สามเลย
เวลาอยู่ที่เรือนใหญ่นางมักจะไม่ค่อยพูดจา รู้สึกอยู่เสมอว่าพี่สะใภ้ใหญ่คอยจับตามองนางอยู่ตลอด ประเดี๋ยวก็จะไปพูดอะไรบางอย่างกับท่านแม่
“ฟ้าใกล้จะสว่างแล้ว พวกเรากลับบ้านกันเถอะ”
ไป๋ซิงเอ๋อร์มองพี่สามผู้ซึ่งซื่อสัตย์มาโดยตลอดที่ตอนนี้กำลังช่วยกลบเกลื่อนร่องรอย ในใจก็รู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นผลงานมาจากการสั่งสอนของหลานสาวคนโตงั้นรึ
พอกลับถึงบ้าน ท่านแม่อาเหลียนก็ตื่นนอนแล้วและกำลังต้มน้ำร้อนอยู่ แถมยังขูดแป้งรากเก๋อเกินออกมาส่วนหนึ่ง ดูท่าทางจะเตรียมชงกิน
นางเป็นคนที่รู้จักใช้ชีวิตจริงๆ อีกทั้งยังมีความเข้าใจที่ยอดเยี่ยม เมื่อวานเห็นตนเองทำหนึ่งครั้ง วันนี้ก็สามารถทำเองได้แล้ว
ไป๋ซิงเอ๋อร์นั่งอยู่หน้าโต๊ะที่ชำรุด กินแป้งเปียกข้นที่ทำจากแป้งรากเก๋อเกินนี้
“เนียนลื่น กลืนลงไปแทบไม่รู้สึกเลย”
“ท่านอาเล็ก หากมีน้ำตาลสักหน่อยกินแล้วจะยิ่งอร่อยกว่านี้” ไป๋ซู่ซู่คิดถึงรสชาติหวานๆ นั้น
ไป๋ซิงเอ๋อร์ไม่พูดอะไร ในห้องของท่านแม่มีไหกระเบื้องเล็กๆ ใบหนึ่ง ข้างในมีน้ำตาลที่ทำมาจากข้าวสาลีอยู่ สามารถเอามาลองดูได้
สุดท้ายไป๋ซิงเอ๋อร์ก็เลียนแบบเจ้าสามไป๋โดยการใช้นิ้วจุ่มลงไปในชามแล้วกวาดเลีย
ไป๋ซู่ซู่เห็นแล้วในใจก็กระตุกวูบ ที่จริงแล้วสามารถเทน้ำลงไปล้างชามก็ได้ การใช้นิ้วเช่นนี้ไม่ถูกสุขลักษณะ
“อร่อย”
เมื่อวางชามลง ไป๋ซิงเอ๋อร์ก็ยังรู้สึกไม่จุใจและทอดถอนใจ
คนที่มีข้าวกินนั้นมักจะกินเพื่อรสชาติ กินเพื่อความแปลกใหม่
ไป๋ซู่ซู่ไม่รู้จะพูดอะไรดี
นี่แหละที่เขาว่าคนอิ่มไหนเลยจะรู้ถึงความหิวของคนอดอยาก
พอกินข้าวเช้าเสร็จฟ้าก็สว่างแล้ว เสื้อผ้าของไป๋ซิงเอ๋อร์ก็แห้งแล้วเช่นกัน
“น้องเล็ก เจ้ากลับไปอย่าได้คิดฟุ้งซ่านอีก”
เจ้าสามไป๋ก็รู้สาเหตุที่น้องสาวคนเล็กของตนคิดไม่ตกแล้วเช่นกัน
“ครอบครัวของซุ่นจื่อล้วนเป็นคนใจดี จะไม่ดูแคลนเจ้าเพราะเรื่องนี้หรอก”
ไป๋ซิงเอ๋อร์คิดในใจว่าเป็นข้าเองที่รู้สึกละอายใจ
“ท่านพ่อ พวกเราเข้าเมืองไปหาว่าที่อาเขยกันเถอะเจ้าค่ะ”
“น้องเล็ก?”
ถ้าน้องเล็กให้เขาไป เขาก็จะไปอย่างแน่นอน
“พี่สาม ท่านไปบอกเขาว่า ข้าไม่มีสินเดิมติดตัวแล้ว บ้านเขายังจะแต่งข้าเข้าไปอยู่หรือไม่”
นางกัดฟันกรอด เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องเผชิญหน้า
“ได้ ข้าจะไปถาม”
“ท่านพ่อ รอข้าด้วย ข้าจะไปกับท่านด้วย”
เมืองอยู่ห่างจากหมู่บ้านยี่สิบกว่าลี้ แขนขาเล็กๆ ของไป๋ซู่ซู่แทบจะเดินไม่ไหว
หากไม่คำนึงว่าตนเองเป็นสาวน้อยแล้ว นางแทบอยากจะให้บิดาแบกไปด้วยซ้ำ
“เดินไปข้างหน้าอีกหน่อยก็ถึงถนนใหญ่แล้ว บนถนนใหญ่จะมีเกวียนวัวและรถม้าผ่าน เดี๋ยวลองดูว่าจะขอติดรถไปด้วยได้หรือไม่”
ไป๋ซู่ซู่รู้สึกคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง
การเดินก็มีแรงจูงใจขึ้นมา
เมื่อนางมองเห็นถนนใหญ่ในใจก็ยังคงผิดหวัง มันเป็นถนนดินที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ไป๋ซู่ซู่คิดว่าต่อให้นั่งในรถม้าก็คงจะถูกกระแทกจนเจ็บก้น
“ย่าห์ ย่าห์ ย่าห์” ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น ก็เห็นรถม้าคันหนึ่งวิ่งมาจริงๆ
เจ้าสามไป๋รีบโบกมือ
“นั่งรถม้าไปในเมืองคนละสองอีแปะ”
เจ้าสามไป๋คลำที่เอว มีเงินอยู่ไม่กี่อีแปะ แต่ก็ยังคงกัดฟันให้เงินเขาไปสองอีแปะ
“ที่ข้าพูดเจ้าคงจะฟังไม่ชัดสินะ คนละสองอีแปะ”
“ฟังชัดแล้ว แค่ลูกสาวข้าคนเดียวที่นั่ง”
พูดจบก็พยุงไป๋ซู่ซู่ขึ้นรถม้า
ในรถม้ามีทั้งชายหญิงผู้เฒ่าและเด็กอยู่ รวมทั้งสิ้นห้าหกคน
“ท่านพ่อ” ไป๋ซู่ซู่รู้สึกว่าท่านพ่อของตนเองช่างประมาทเสียจริง ไม่กลัวว่านางจะถูกคนหลอกไปขายหรือไร
“เจ้ารอพ่ออยู่ที่โรงหมอซิ่งหลินตรงปากทางเข้าเมืองนะ พ่อจะรีบตามไป”
สองขาจะวิ่งสู้สี่ขาได้อย่างไรเล่า
“ท่านพ่อ ถ้าอย่างไรข้าเดินไปเป็นเพื่อนท่านด้วยดีกว่า”
ไป๋ซู่ซู่รู้สึกว่าการนั่งรถม้าคนเดียวดูจะอกตัญญูไปหน่อย
“ไปได้แล้วๆ ทำไมถึงได้พูดมากเช่นนี้”
คนขับรถม้าไม่พอใจแล้ว แส้สะบัดหนึ่งที ม้าก็วิ่งออกไป
“ซู่ซู่ อย่าลืมรอพ่อด้วยนะ”
“เจ้าค่ะ” เสียงของไป๋ซู่ซู่ยังไม่ทันขาดคำ ทั้งร่างก็เสียการทรงตัวแล้วล้มไปข้างหลัง
“ระวัง” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ ยื่นมือมาดึงนางไว้ อาจจะเพราะใช้แรงมากเกินไป ทั้งร่างของนางจึงล้มลงไปในอ้อมกอดของชายผู้นั้น
แล้วมือของไป๋ซู่ซู่ก็ไปวางอยู่บนตำแหน่งที่ไม่เหมาะสำหรับเด็ก
“อ้า”
ผลคือ นางกรีดร้องออกมาก่อน
“ขออภัย” ชายผู้นั้นผลักนางไปที่พื้นตรงที่ว่างทันที
ไป๋ซู่ซู่...ก้นเจ็บชะมัด
นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาคลอหน่วย แม้ว่าจะไปจับโดนน้องชายของท่านก็ไม่ควรจะแก้แค้นกันแบบนี้สิ
ชายฝั่งตรงข้ามก็มองมาที่นางเช่นกัน...
สี่ตาสบประสานกัน หัวใจของไป๋ซู่ซู่ก็เต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง ช่างเป็นดวงตาที่งดงามอะไรเช่นนี้!
มองดูใบหน้าอีกครั้ง แม่เจ้าโว้ย !
มีสไตล์ มีเนื้อมีหนัง มีออร่า!
นี่มันโลกอะไรกัน แค่สุ่มหยิบมาคนหนึ่งก็สุดยอดขนาดนี้เลยหรือ
ไป๋ซู่ซู่มองจนเคลิบเคลิ้มไปบ้าง
“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” เสียงของอีกฝ่ายแหบพร่าและมีเสน่ห์
เสียงนี้เข้ากับใบหน้านี้จริงๆ เขานั่งอยู่ จึงมองไม่เห็นรูปร่าง แต่แค่ดูจากแขนก็แข็งแรงมากแล้ว
“จูไคหยวน เจ้าเพิ่งจะออกจากเขาก็ทำให้สาวน้อยกลุ่มหนึ่งหลงเสน่ห์ได้แล้วนะ เจ้าว่าลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างเจ้าจะหน้าตาดีขนาดนี้ไปทำไมกัน”
หา
เขาคือพระเอกในตำนานคนนั้นรึ
ไป๋ซู่ซู่แทบจะลืมหายใจ!
