บทที่ 5
“ท่านอาสาม ท่านอาสาม”
ไป๋ซู่ผิงตะโกนเรียกอยู่หน้าประตูใหญ่
“มีธุระอันใดรึ”
เจ้าสามไป๋ก็ไม่ชอบให้คนอื่นเข้าบ้านเช่นกัน เขาจึงวางมีดพร้าลงแล้วเดินออกไป
ท่านป้าเสิ่นกระตือรือร้นเสียยิ่งกว่าไป๋ซู่ซู่อีก รีบตามไปยืนแอบฟังอยู่หลังบานประตู
คนคนนี้...ไป๋ซู่ซู่ไม่ค่อยรู้สึกดีด้วยเท่าไรนัก
“ท่านย่าบอกว่า ให้ท่านไปทำความรู้จักคนเสียหน่อย”
“ข้ายุ่งอยู่ ไม่ไป”
ชั่วครู่เดียวเจ้าสามไป๋ก็กลับเข้ามา
“ซู่จือ เดี๋ยวป้าจะให้เอ้อร์นิวมาเรียกเจ้าไปขุดผักป่าด้วยกันนะ”
ท่านป้าเสิ่นว่าแล้วก็วิ่งแจ้นจากไป
ไป๋ซู่ซู่รู้สึกว่าท่าทางของนางเหมือนนักข่าวซุบซิบที่ได้ข่าวเด็ดมาเป็นคนแรก
มีข่าวซุบซิบนินทาอะไรอีกแล้ว
“ให้พ่อไปกินข้าวเที่ยงที่เรือนใหญ่คนเดียว”
เมื่อคนนอกไปแล้ว เจ้าสามไป๋ก็ปิดประตูใหญ่แล้วทำงานต่อ
“ท่านพ่อ เหตุใดท่านจึงไม่ไปเล่าเจ้าคะ”
ไป๋ซู่ซู่รู้สึกสงสัย
“บ้านข้ามีกันห้าคน แต่กลับให้ข้าไปกินคนเดียวรึ”
เจ้าสามไป๋ระบายความโกรธทั้งหมดลงบนรากเก๋อเกิน
“ข้าไม่เคยกินข้าวหรืออย่างไร หรือว่าข้ากินอิ่มคนเดียวแล้วทั้งบ้านจะไม่หิวแล้วรึ”
ดี ไม่เลวเลย ในใจก็ยังคงมีภรรยาและลูกสาวอยู่
ไม่ได้ห่วงแต่ตัวเอง
“ท่านพ่อ ท่านไปกินเถอะเจ้าค่ะ ถือโอกาสไปดูด้วยว่าคุณชายน้อยตระกูลหนิงหน้าตาเป็นอย่างไร”
ประโยคนี้ของไป๋ซู่ซู่เป็นเพียงการพูดหยอกเล่นเท่านั้น
“ไม่ไป”
หากได้เห็นคงยิ่งกินอะไรไม่ลง
“ท่านพ่อ หลังจากแยกบ้านแล้ว ทางเรือนใหญ่เคยเชิญท่านไปกินข้าวกี่ครั้งแล้วเจ้าคะ”
“ไม่เคย”
กินลมน่ะสิ พวกนั้นไม่มาหา เขาก็ไม่ค่อยได้ไป หากไม่มีเรื่องสำคัญอะไรก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย
“นี่ก็ใช่แล้วนี่เจ้าคะ อุตส่าห์ใจกว้างเชิญท่านสักครั้ง ท่านไม่ไปก็ขาดทุนแย่”
ความหมายของไป๋ซู่ซู่ก็คือในเมื่อมีโอกาสได้กินข้าวสักมื้อ เหตุใดจะต้องผูกติดกันแล้วอดท้องหิวไปด้วยกันเล่า
อิ่มท้องได้หนึ่งคนก็คือหนึ่งคน ช่วงเวลาพิเศษไม่จำเป็นต้องมาถือทิฐิ
“ไม่ไป”
เจ้าสามไป๋เป็นคนหัวแข็ง
“จะไปก็ไปกันทั้งบ้าน ถ้าไม่ไปก็ไม่ต้องไปกันทั้งหมด”
นับว่ามีศักดิ์ศรีอยู่ไม่น้อย ถือว่าเป็นบุรุษที่ดีคนหนึ่ง
ความเป็นไปได้ที่ท่านพ่อจะเรียกร้องให้ทั้งบ้านได้ไปกินข้าวด้วยนั้นมีน้อยเต็มที
อย่างไรเสียไป๋ซู่อิงก็แย่งคู่หมั้นของบ้านนางไป คนที่สมองยังดีอยู่สักหน่อยย่อมไม่ยอมให้พวกนางไปปรากฏตัวในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้แน่
เห็นเขาทุบรากเก๋อเกินแรงยิ่งกว่าเมื่อครู่ ก็รู้ได้เลยว่าเป็นคนประเภทที่เก็บความรู้สึก
เรือนใหญ่ไม่ชอบภรรยาและลูกสาวของเขา ทั้งยังไม่กล้าไปโวยวายกับคนเรือนใหญ่ จึงทำได้เพียงระบายอารมณ์กับรากเก๋อเกิน
โชคดีที่รากเก๋อเกินก็ต้องการแรงขนาดนี้ในการทุบจริงๆ
ไม่คิดแล้ว ทำงานต่อดีกว่า
“ซู่จือ ไปกันเถอะ”
เอ้อร์นิวตะโกนเรียกจากนอกประตู
“มาแล้ว”
ไป๋ซู่จือรีบแบกตะกร้าสานใบเล็กพร้อมกับหยิบเคียวเดินออกจากบ้าน
“บ้านเจ้าทำอะไรอยู่ เสียงดังตุ้บตั้บตลอดเลย” เอ้อร์นิวถาม
“ท่านพ่อของข้าผ่าฟืนอยู่”
ไป๋ซู่จือและไป๋ซู่เย่ล้วนได้รับการกำชับจากพี่หญิงมาแล้วว่าเรื่องรากเก๋อเกินต้องเก็บเป็นความลับ
“อ้อ” เอ้อร์นิวมองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบเสียงเบา “ข้าได้ยินมาว่าพี่สาวลูกพี่ลูกน้องคนโตของเจ้าหมั้นกับคุณชายน้อยตระกูลหนิงคนนั้นแล้ว วันนี้ตอนเที่ยงเชิญแค่ท่านพ่อของเจ้าไปกินข้าวคนเดียวรึ”
“เจ้าได้ยินใครพูดมา”
ไป๋ซู่จือชะงักไป เอ้อร์นิวคนนี้ข่าวสารว่องไวจริงๆ
“คนอื่น”
คนอื่น?
ไป๋ซู่จือครุ่นคิด อ้อ คนอื่นก็คือคนที่สนิทที่สุดของนางนั่นเอง
นางเม้มปากไม่พูดอะไร
“จะว่าไปนะ ท่านปู่ท่านย่ากับท่านลุงใหญ่ของเจ้านี่รังแกคนมากเกินไปแล้วจริงๆ รังแกที่ท่านพ่อของเจ้าซื่อสัตย์ แย่งคู่หมั้นของพี่สาวเจ้าไปแล้วยังไม่ให้ครอบครัวเจ้าไปปรากฏตัวที่เรือนใหญ่อีก...”
เมื่อได้ยินเสียงเจื้อยแจ้ว ไป๋ซู่จือก็รู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก
“เอ้อร์นิว บ้านเจ้ามีข้าวเยอะมากหรือ”
“ข้าวรึ จะมีเยอะได้อย่างไรกัน ก็มีแค่นิดหน่อยเท่านั้น ทุกมื้อท่านแม่ของข้าจะหยิบแค่กำมือเดียวโยนลงไปต้ม ไม่อย่างนั้นพวกเราจะยังต้องไปขุดหาผักป่าทำไมกัน”
“อ้อ ดีกว่าบ้านข้าหน่อยหนึ่ง มิน่าเล่า”
“อะไร”
“ไม่มีอะไร”
ในใจของไป๋ซู่จือคิดว่า นึกว่าบ้านเจ้ามีข้าวเยอะจนกินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ ถึงได้มายุ่งเรื่องของชาวบ้านอย่างกระตือรือร้นเช่นนี้
คนเรือนใหญ่ไม่ชอบครอบครัวของพวกนางก็ไม่ใช่เพิ่งเป็นมาแค่วันสองวัน เหตุใดต้องพูดถึงอยู่เรื่อยไป
เรื่องแต่งงานกับตระกูลหนิงอะไรนั่นอีก ไป๋ซู่จือไม่คิดว่าเป็นเรื่องดี อย่างไรเสียนางก็รู้สึกว่าพี่ใหญ่จูต่างหากถึงจะคู่ควรกับพี่หญิง
เมื่อคิดว่าพี่เขยในอนาคตคือพี่ใหญ่จู มุมปากของไป๋ซู่จือก็ยกสูงขึ้นเล็กน้อย
ที่เรือนใหญ่ ยายเฒ่าไป๋กำลังด่าทอเสียงเบา
“ข้าให้เกียรติแล้วนะ เชิญเขามากินข้าวกลับไม่มา”
“ท่านแม่ ท่านอย่าโมโหไปเลย เจ้าสามคงไม่พอใจเรื่องคู่หมั้นนี้น่ะเจ้าค่ะ” สวี่ซื่อกล่าวพลางสับไก่อย่างคล่องแคล่ว “ไม่มาก็ดีเหมือนกัน เกิดเขาดื่มเหล้าแล้วอาละวาดขึ้นมาอีกก็จะเป็นเรื่องยุ่งยาก”
“ได้ ไม่มาก็ไม่ต้องมา” ยายเฒ่าไป๋กล่าว “บ้านรองมากันทุกคนใช่หรือไม่”
“มาเจ้าค่ะ ท่านอารองกับป้าสะใภ้รองล้วนเป็นคนมีเหตุผล”
ไม่มาสิถึงจะโง่เต็มทน
ซู่อิงแต่งเข้าตระกูลหนิงไปเป็นฮูหยินน้อย มีญาติแบบนี้ก็พลอยให้ได้หน้าได้ตาตามไปด้วย
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ สวีซื่อก็มาถึง
“ท่านแม่ พี่สะใภ้ใหญ่ ขอแสดงความยินดีกับพวกท่านด้วยนะเจ้าคะที่ซู่อิงได้หมั้นหมายกับคู่ครองที่ดีเช่นนี้”
“ดีๆ ทุกคนร่วมยินดีด้วยกัน”
ยายเฒ่าไป๋และสวี่ซื่อย่อมต้องยินดีปรีดาเป็นธรรมดา
“มีงานอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่เจ้าคะ”
“เจ้ามาช่วยข้าจุดไฟเถอะ”
“พวกเจ้าสองสะใภ้ทำอาหารไป ข้าจะไปดูที่โถงกลาง” ยายเฒ่าไป๋ปลดผ้ากันเปื้อนที่เอวออกส่งให้สวีซื่อ “เจ้าช่วยพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าต้อนรับแขกให้ดีๆ อีกสองปีให้ซู่อิงช่วยดูคู่ครองดีๆ ให้ซู่เหมยด้วย”
“เจ้าค่ะ ดีเลย” สิ่งที่สวีซื่อต้องการได้ยินก็คือประโยคนี้แหละ “พี่สะใภ้ใหญ่ ซู่เหมยอยู่ที่บ้านกำลังคิดอยู่เลยว่าจะเตรียมของขวัญแต่งงานอะไรให้กับพี่สาวคนโต”
“ฮ่าๆ ไม่ต้องรีบๆ ท่านแม่บอกว่าให้จัดงานแต่งของอาหญิงเล็กของนางก่อนแล้วค่อยถึงตาซู่อิง”
“แต่นั่นก็ต้องเตรียมล่วงหน้า” สวีซื่อใส่ฟืนกำหนึ่งเข้าไปในปากเตา ท่าทางเหมือนจะห่วงใยแต่ความจริงแล้วกลับแฝงไปด้วยเจตนาหยั่งเชิง “ซู่อิงแต่งเข้าตระกูลหนิง สินเดิมติดตัวย่อมต้องสมฐานะสักหน่อย อย่างไรสินเดิมก็คือศักดิ์ศรีของสะใภ้ใหม่นี่เจ้าคะ”
“เฮ้อ ด้วยฐานะของบ้านเรา อยากจะให้มากก็ทำไม่ได้”
สวีซื่อก้มหน้าก่อไฟ ในใจคิดว่าพี่สะใภ้ใหญ่ฉลาดเป็นกรดเหมือนลิง
ใครบ้างจะไม่รู้ว่าทรัพย์สมบัติของเรือนใหญ่ล้วนอยู่ในกำมือของแม่เฒ่าทั้งหมด สามารถเกลี้ยกล่อมให้แม่เฒ่าสลับคู่หมั้นที่ดีขนาดนี้มาให้กับซู่อิงได้ จะเกลี้ยกล่อมเอาทรัพย์สมบัติบางส่วนออกมาไม่ได้เชียวหรือ
เรื่องนี้ นางก็ได้แต่อิจฉา
คนฉลาดอย่างนาง เพียงแค่เกาะแข้งเกาะขาเรือนใหญ่ไว้ก็พอ ยังไม่พูดถึงเรื่องการกินเนื้อ แต่แค่ซดน้ำแกงล่ะก็ไม่มีปัญหา
อย่างเช่นในวันนี้ บ้านสามก็เชิญมาแค่ตัวอาสามคนเดียว
จะว่าไปแล้ว แม่เฒ่าก็ช่างทำไปได้ เพียงเพราะรังเกียจลูกสะใภ้ใบ้ ก็เลยพาลรังเกียจหลานสาวสองสามคนที่นางคลอดออกมาด้วย
แม่เฒ่าเองก็คลอดลูกสาวออกมาคนหนึ่ง เฝ้าทะนุถนอมราวกับแก้วตาดวงใจ
ต่อมาสวี่ซื่อคลอดบุตรชายสองคนแล้วถึงคลอดไป๋ซู่อิงออกมา ส่วนนางเองก็คลอดบุตรชายหนึ่งคนแล้วค่อยคลอดไป๋ซู่เหมยจากนั้นก็คลอดบุตรชายอีกคน แม่เฒ่าก็ยังคงดีใจ
พอมาถึงบ้านอาสาม คลอดลูกสาวติดต่อกันสามคน ใบหน้าของท่านแม่เฒ่าก็ดำคล้ำราวกับก้นหม้อ
ยังจำได้ว่าหลังจากที่ไป๋ซู่เย่คลอดออกมา แม่เฒ่าก็ด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย ‘ตัวซวยโดยแท้ คลอดแต่นังตัวผลาญเงินออกมาทั้งนั้น ตอนนั้นข้าก็บอกแล้วว่าไม่เห็นด้วย เจ้าสามหัวทื่อคนนี้กลับถูกใบหน้าจิ้งจอกนั่นทำให้ลุ่มหลงจนหัวปักหัวปำ ดูอย่างชุนฮวาสิ แต่งเข้าตระกูลหลันไปสามปีมีลูกสองคน สองคนนั้นล้วนเป็นเด็กผู้ชาย’
ตอนนั้นในใจของสวีซื่อถึงกับกระตุกวาบ สินสอดที่ชุนฮวาเรียกก็ไม่น้อยเลยนะ ได้ยินมาว่ามีถึงแปดตำลึงเงิน
หากให้ท่านจ่ายเงินแปดตำลึงเพื่อแต่งสะใภ้จริงๆ ท่านก็คงจะเสียดายเงินอีกกระมัง
“สะใภ้ใหญ่”
“ท่านแม่” สวี่ซื่อหยุดมีดในมือแล้วมองไปยังยายเฒ่าไป๋ที่รีบร้อนเดินเข้ามา
“ตระกูลหนิงบอกว่าวันที่สิบแปดเดือนหน้าเป็นฤกษ์ดี อยากจะเลื่อนงานแต่งมาเป็นเดือนหน้าน่ะ”
“หา เร็วขนาดนี้เลยหรือเจ้าคะ ข้ายังเตรียมสินเดิมไม่พร้อมเลย” สวี่ซื่อกล่าว “ท่านแม่ ซู่อิงแต่งเข้าตระกูลหนิง หากสินเดิมน้อยไปพวกเราจะขายหน้านะเจ้าคะ”
“เรื่องสินเดิมน่ะจัดการง่าย จะมีอะไรก็แค่เครื่องนอนเครื่องคลุมไม่ใช่รึ มีเงินก็หาซื้อได้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็เอาของอาหญิงเล็กของนางมาใช้ก่อนก็ได้”
