บทที่ 4
เจ้าสามไป๋ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ารากเก๋อเกินผืนใหญ่นี้จะกลายเป็นของกินได้
“ท่านพ่อ ท่านแรงเยอะ เริ่มงานกันเถอะเจ้าค่ะ”
ตัดเถาวัลย์ ย้ายก้อนหิน ขุดดินให้เป็นหน้าที่ของเขา งานขุดรากไม้เก็บไว้ให้นางเอง ส่วนเรื่องล้างก็มอบให้ไป๋ซู่จือ
เจ้าสามไป๋เป็นคนซื่อสัตย์ ทำงานไม่เคยอู้งาน ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นภารกิจที่ลูกสาวมอบหมายให้
เพียงครู่เดียวก็ขุดรากเก๋อเกินขึ้นมาได้หลายหัว
“ซู่ซู่ หัวนี้ระวังหน่อยนะ รากเก๋อเกินหัวนี้ใหญ่มาก”
“ให้ข้าทำเองเจ้าค่ะ”
ไป๋ซู่ซู่ชอบรากเก๋อเกินหัวใหญ่ที่สุด เพราะสรรพคุณทางยาสูง แถมยังสกัดแป้งได้เยอะกว่ามาก
สามพ่อลูกทำงานกันจนฟ้าเกือบจะสว่าง ก็ขุดได้เพียงหนึ่งตะกร้าสานเท่านั้น
ไป๋ซู่ซู่นำเถาเก๋อเกินที่ตัดไว้ก่อนหน้านี้มาคลุมดินที่ขุดไว้ ทั้งยังให้ท่านพ่อตัดกิ่งไม้มาคลุมทับอีกชั้น ทำให้ดูเหมือนว่าพวกเขามาตัดฟืนแล้วตากทิ้งไว้
หลังจากอำพรางเรียบร้อยแล้วก็กลับบ้าน
ตอนที่เดินเข้าปากทางเข้าหมู่บ้าน สุนัขหลายตัวในหมู่บ้านก็เห่าอย่างหมดแรง
“ยุคสมัยนี้คนยังกินไม่อิ่ม ยังจะมีข้าวเหลือพอให้สุนัขกินอีกหรือ” ไป๋ซู่ซู่อดไม่ได้ที่จะพึมพำเสียงเบา
นางกลัวว่าจะถูกคนอื่นเห็นเข้าจริงๆ
“ก็เลี้ยงมาจนถึงตอนนี้แล้วนี่นา เป็นไปไม่ได้ที่จะทิ้งมันไปเพราะไม่มีอะไรให้กิน” เจ้าสามไป๋ถอนหายใจ “ว่ากันว่าสุนัขที่กินไม่อิ่ม สุนัขพวกนี้ก็ชะตาชีวิตน่าสงสาร...”
ไป๋ซู่ซู่ไม่พูดอะไรอีก ท่านเคยเห็นคนยากจนข้นแค้นไปเห็นใจสุนัขบ้างหรือไม่
เมื่อกลับถึงบ้าน ท่านแม่ใบ้กำลังหวีผมให้น้องสามอยู่
ผมทรงซาลาเปาสองลูกที่มัดขึ้นมาทำให้นางดูเหมือนสาวใช้ตัวน้อย
นี่ยิ่งทำให้ไป๋ซู่ซู่รู้สึกว่าฐานะของท่านแม่ต้องไม่ธรรมดา เพราะนางมีความสง่างามที่ซึมซาบออกมาจากกระดูก ทำอะไรก็เด็ดขาดหมดจด
“ท่านพ่อ พี่หญิง ข้าหิว”
ทรงผมที่สวยงามนั้นไม่อาจปกปิดความหิวในท้องได้ ไป๋ซู่เย่ร้องออกมาอย่างน่าสงสาร
“ท่านพ่อ ท่านทุบรากเก๋อเกินเหมือนเมื่อวานนะเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะไปผสมแป้งรากเก๋อเกินมากิน”
พอยกกะละมังไม้ลงมา ก็เห็นแป้งรากเก๋อเกินก้นกะละมังอันน้อยนิดด้วยตาเปล่า
จะรอให้มันแห้งคงจะไม่ไหวแล้ว เรื่องช่วยชีวิตสำคัญกว่า
“น้องรอง จุดไฟต้มน้ำ”
ไป๋ซู่ซู่ค่อยๆ ใช้ช้อนตักน้ำใสด้านบนออกอย่างระมัดระวัง
รอจนน้ำในหม้ออุ่นขึ้นเล็กน้อย ก็ตักบางส่วนใส่ลงในกะละมังไม้แล้วคนให้เข้ากัน
“พี่หญิง น้ำกลายเป็นสีขาวแล้ว”
ไป๋ซู่จือประหลาดใจมาก
“อืม รีบจุดไฟเถอะ น้ำเดือดก็กินได้แล้ว”
ไป๋ซู่จือรีบเติมฟืนเข้าไปในเตาอีกสองสามกำ ต้มน้ำในหม้อจนเดือด
ไป๋ซู่ซู่ใช้กระบวยไม้ตักน้ำเดือดแล้วเทลงในกะละมังไม้ พลางเทน้ำพลางใช้พายคนไปด้วย ไม่นานของเหลวใสเป็นประกายค่อนกะละมังก็ปรากฏขึ้น
“พี่หญิง...”
ไป๋ซู่จือรู้สึกราวกับว่าพี่หญิงของนางกำลังเล่นมายากล
“ยอดไปเลย พวกเราทำสำเร็จแล้ว” เมื่อเห็นรากเก๋อเกินกลายเป็นแป้งและสุดท้ายก็กลายเป็นแป้งเปียกข้นที่กินได้ ไป๋ซู่ซู่ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“นี่ได้พิสูจน์แล้วว่าวิธีการนี้ถูกต้อง ต่อไปพวกเราก็จะหิวน้อยลงหน่อยแล้ว”
“เอาชามมา”
เมื่อชามกระเบื้องหยาบสีดำห้าใบถูกวางอยู่ตรงหน้า ไป๋ซู่ซู่ก็ตักแป้งข้นใส่จนเต็มทุกใบ ในกะละมังไม้ยังเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง
“คนหนึ่งกินได้สองชามเลย” นางถอนหายใจอย่างโล่งอก “กินเสร็จแล้วก็ทำงานต่อ”
“พี่หญิง ไม่มีรสชาติเลย” ไป๋ซู่เย่พูดขณะที่ดื่ม “แค่รู้สึกว่ามันเนียนละเอียดมาก ดื่มเข้าไปในปากแล้วกลืนลงไปโดยไม่รู้ตัวเลยเจ้าค่ะ”
“มันไม่มีรสชาติ อยากให้มีรสชาติก็ใส่เกลือลงไปหน่อย”
ส่วนคำว่าใส่น้ำตาล ไป๋ซู่ซู่ไม่ได้พูดออกมา บ้านเช่นนี้จะมีน้ำตาลอยู่ได้อย่างไร
“กินแบบนี้ก็ดีมากแล้ว” เจ้าสามไป๋ไม่ได้เรียกร้องอะไรสูงนัก ทั้งยังพึงพอใจเป็นพิเศษ “เมื่อก่อนข้าไม่ยักรู้ว่ามันกินได้”
หากพวกท่านรู้ ป่านนี้รากเก๋อเกินก็คงไม่เหลือแล้ว
“ท่านพ่อ ต่อไปพวกเราก็อาศัยสิ่งนี้ประทังท้องแล้วกันนะเจ้าคะ”
“ได้”
อย่างน้อยก็กลืนง่ายกว่าผักป่าล่ะนะ
“ข้าจะไปทุบรากเก๋อเกิน”
เจ้าสามไป๋ยอมรับว่าสิ่งที่ตนทำได้มีเพียงเท่านี้
“น้องสาม ไปลงสลักประตูใหญ่เสีย”
ไป๋ซู่จือมองนาง
“อย่าให้คนนอกรู้ว่าพวกเรากำลังทำของกินกันอยู่”
น้องรองถึงบางอ้อ พี่หญิงช่างฉลาดหลักแหลมเสียจริง
ไป๋ซู่ซู่ไปพลิกดูของที่หามาได้ เลือกรากเก๋อเกินหัวเล็กๆ สองสามหัวมาศึกษาดูว่าตอนเที่ยงจะทำรากเก๋อเกินนึ่งกินได้หรือไม่ เหมือนกับมันเทศนึ่ง
เจ้าสามไป๋คิดว่าต่อไปสามารถอาศัยของสิ่งนี้ประทังความหิวได้แล้ว จึงทุบมันอย่างแรงเป็นพิเศษ
พอถึงช่วงสายๆ ก็ทุบได้เต็มกะละมังใหญ่
ไป๋ซู่ซู่ยกมันขึ้นมาเตรียมจะไปล้างแป้ง ก็ได้ยินเสียงบางอย่าง
“ปัง ปัง ปัง”
“ปัง ปัง ปัง”
“ท่านพ่อ หยุดก่อนเจ้าค่ะ”
ทำไมถึงรู้สึกเหมือนมีคนกำลังเคาะประตู
สองวันนี้บ้านของนางเป็นอะไรไป ถึงได้มีคนมาหาอยู่เรื่อย
“ท่านพ่อ...” ไป๋ซู่ซู่ชี้ไปที่ตะกร้าสานและเครื่องมือตรงหน้าเขา แล้วชี้ไปที่ห้องเล็กข้างๆ
เจ้าสามไป๋เข้าใจในทันที รีบย้ายของเหล่านี้เข้าไปในห้องด้านใน
ไป๋ซู่ซู่นำกะละมังที่ใส่รากเก๋อเกินที่ทุบแล้วเข้าไปในห้องครัว แล้วยกฝาหม้อมาปิดไว้
จากนั้นจึงให้ไป๋ซู่จือไปเปิดประตู
“ตายจริง ที่บ้านเจ้าทำอะไรกันอยู่หรือ เสียงดังปังๆ เลย ข้าเรียกตั้งนานก็ไม่ตอบ”
ผู้มาเยือนคือท่านป้าเสิ่น
“ท่านป้า ท่านพ่อของข้า...”
“ท่านป้านั่งก่อนสิเจ้าค่ะ ท่านพ่อของข้ากำลังผ่าฟืนอยู่” อย่างไรเสียในมือของเจ้าสามไป๋ตอนนี้ก็ยังถือมีดพร้าอยู่ เพียงแต่ตรงหน้าไม่มีฟืนเท่านั้น “เสียงดังไปหน่อย เลยไม่ได้ยินเสียงท่านป้าเคาะประตู ท่านอย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ”
“จะโกรธอะไรกัน ข้าแค่...”
ป้าเสิ่นมองหญิงใบ้ที่เดินออกมาจากส้วม ในใจก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง หน้าตางดงามเช่นนี้เหตุใดถึงได้แต่งงานกับเจ้าสามไป๋กันนะ
ต่อให้แต่งไปเป็นอนุให้เศรษฐีเฒ่าบางคนก็คงไม่ถึงกับต้องทนหนาวทนหิวเช่นนี้กระมัง
“ท่านป้าเสิ่น ท่านมีธุระอะไรหรือเจ้าคะ”
ไป๋ซู่ซู่เห็นนางเอาแต่จ้องท่านแม่ตนเอง ในใจก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย
“อ้อ ข้าจะบอกว่า ซู่อิงบ้านป้าใหญ่ของเจ้าน่ะหมั้นหมายแล้วนะ เป็นคุณชายน้อยของนายท่านผู้เฒ่าหนิงจากในเมืองนู่นแน่ะ”
เรื่องนี้พวกนางรู้อยู่แล้ว ทำไมรึ ยายเฒ่าไป๋กับสวี่ซื่อเที่ยวประกาศไปทั่วเลยหรือไง?
แย่งการแต่งงานของนางไปแล้วยังจะมีหน้าทำเช่นนี้?
“วันนี้คนมาที่บ้านแล้วนะ ส่งของขวัญมามากมาย มีทั้งผ้า ทั้งเนื้อ ทั้งข้าวสาร ทั้งแป้ง”
ท่านป้าเสิ่นกล่าวอย่างอิจฉา “เจ้าว่าถ้าข้ามีลูกสาวแบบนี้สักคนจะดีแค่ไหน”
เจ้าสามไป๋ได้ยินถึงตรงนี้ใบหน้าก็ดำคล้ำ
ของเหล่านี้ควรจะเป็นของซู่ซู่บ้านเขาต่างหาก
“ป้าเสิ่น ต่อให้มีลูกสาวก็ใช่ว่าจะได้แต่งเข้าตระกูลหนิงเสียหน่อย” ไป๋ซู่ซู่แย้มยิ้ม “กิ่งไม้สูงบางกิ่งก็ใช่ว่าจะปีนป่ายได้ง่าย”
“เจ้าพูดถูก” ท่านป้าเสิ่นนึกถึงข่าวที่ตนได้ยินมาก่อนหน้านี้แล้วรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง “เอ๊ะ ข้าจำได้ว่าซู่อิงเคยหมั้นหมายแต่เด็กแล้วนี่นา ฝ่ายชายเป็นคุณชายน้อยตระกูลหนิงไม่ใช่รึ”
“หมั้นหมายแต่เด็ก พอโตขึ้นมาก็ใช่ว่าจะยังสนิทสนมกันเหมือนเดิม” ไป๋ซู่ซู่เม้มปาก “ท่านย่ากับท่านป้าใหญ่ของข้าย่อมต้องจัดการเรื่องพวกนี้อย่างดีอยู่แล้ว มิเช่นนั้นไป๋ซู่อิงจะแต่งเข้าตระกูลหนิงได้อย่างไร”
ในใจของนางกลับหวังว่านายพรานที่ชื่อจูไคหยวนนั่นจะไปอาละวาดกับพวกนางเสียให้รู้แล้วรู้รอด ส่วนตัวเองก็จะคอยดูละครสนุกๆ
“นั่นก็จริง” ข่าวลือที่ป้าเสิ่นได้ยินมาก็คือไป๋ซู่อิงแย่งคู่หมั้นของไป๋ซู่ซู่ เดิมทีนางตั้งใจจะมาดูท่าทีร้อนใจของไป๋ซู่ซู่ แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นท่าทางสงบนิ่งเช่นนี้
หรือว่าข่าวจะผิดพลาดไป
“จริงสิ ซู่จือ วันนี้ไปขุดผักป่าหรือไม่”
ไป๋ซู่จือจึงมองไปยังพี่หญิงของตน
“ไปเถอะ ซู่จือ ตามพวกท่านป้าไปขุดกลับมากินบ้างก็ดี ตอนเที่ยงยังไม่มีอะไรกินเลย”
“ไป๋ซู่อิงหมั้นหมายแล้ว ตอนเที่ยงพวกเจ้าไม่ไปกินข้าวที่เรือนใหญ่หรือ” ท่านป้าเสิ่นถามอย่างสงสัย
“พวกเขาไม่ได้เชิญพวกเรา ย่อมไม่ไปอยู่แล้วเจ้าค่ะ” ไป๋ซู่ซู่กล่าว “ญาติจนๆ อย่างพวกเราไม่มีใครเห็นอยู่ในสายตา เชิญพวกเราไปก็รังแต่จะทำให้พวกเขาเสียหน้า”
