บท
ตั้งค่า

บทที่ 3

นางไม่อยากแต่งงานเสียหน่อย

สิ่งสำคัญตอนนี้คือการทำอาหาร

“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่หญิง อาหารเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”

เดิมทีตกลงกันว่าจะใช้ผักชิงหมิงบดแล้วนำมาต้มกิน แต่ผลสุดท้ายกลับถูกกลุ่มคนจากเรือนใหญ่มารบกวนจนไม่ได้ทำอะไรเลย

ในชามกระเบื้องหยาบห้าใบมีผักชิงหมิงอยู่

ไป๋ซู่ซู่ปฏิเสธรสชาตินี้โดยสัญชาตญาณ

แต่จะไม่กินก็ไม่ได้

นางซดน้ำแกงไปสองสามคำ มีกลิ่นหอมของหญ้าจางๆ

ใช้ตะเกียบคีบผักชิงหมิงเข้าปาก เนื้อสัมผัสขณะเคี้ยวนับว่าดีนัก

ตลอดมื้ออาหาร นอกจากเสียงซดน้ำแกงแล้วก็ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ

นี่แหละที่เรียกว่า ‘เวลากินไม่พูดจา เวลาหลับไม่สนทนา’ อย่างแท้จริง

ระหว่างที่กิน “อาหารเย็น” ไป๋ซู่ซู่ก็ลอบสังเกตมารดาแท้ๆ ของนางอยู่หลายครั้ง

พบว่าทุกอิริยาบถของนางล้วนแฝงไปด้วยความสง่างาม

ท่านแม่ นางคงไม่ใช่ลูกสาวชาวบ้านธรรมดาใช่หรือไม่

ในหัวของไป๋ซู่ซู่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามแม้แต่น้อย

หลังจากกิน “อาหารเย็น” เสร็จ น้องรองและน้องสามก็ไปล้างชาม

ที่หน้าโต๊ะเก่าๆ จึงเหลือคนนั่งอยู่สามคน

“อาเหลียน เป็นเพราะข้าไม่เอาไหนเอง ข้าปกป้องซู่ซู่ไม่ได้”

เจ้าสามไป๋มองภรรยาใบ้ของตนพลางสำนึกผิดไม่หยุดหย่อน

ท่านแม่ชื่ออาเหลียนหรือ

ไม่ใช่ว่าเป็นใบ้หรอกหรือ

แล้วท่านพ่อรู้ชื่อของนางได้อย่างไร

ไป๋ซู่ซู่อยากรู้มากกว่าว่าท่านแม่คนนี้มีความคิดอย่างไร

ผลคือ นางลุกขึ้นยืน หันหลังเดินกลับเข้าห้องไป

การกระทำนี้...ไป๋ซู่ซู่ยอมใจเลย

ท่านแม่คงจะพึ่งพาไม่ได้แล้ว ท่านพ่อก็ไม่ต้องเสียใจเกินไป

วิธีการที่รวดเร็วที่สุดที่จะทำให้คนคนหนึ่งหลุดพ้นจากความเจ็บปวดก็คือทำให้เขายุ่งเข้าไว้

ไป๋ซู่ซู่นึกถึงรากเก๋อเกินในตะกร้าสาน

“ท่านพ่อ มาช่วยข้าหน่อยสิเจ้าค่ะ”

ไป๋ซู่ซู่วางรากเก๋อเกินไว้ตรงหน้าเขา

“หั่นเป็นแผ่นบางๆ ก่อน แล้วค่อยใช้ท่อนไม้ทุบให้แตก”

“นี่คือ?”

“จะสกัดแป้งจากรากเก๋อเกินมากินเจ้าค่ะ”

ไป๋ซู่ซู่กล่าว “ท่านแค่ทำตามที่ข้าบอกก็พอ ที่เหลือข้าจัดการเอง”

“ซู่ซู่”

“ท่านพ่อ เชื่อใจข้านะเจ้าคะ พวกเราต้องหาทางแก้ปัญหาเรื่องปากท้องก่อน มิฉะนั้นคงได้อดตายกันหมด”

“เป็นเพราะข้ามันไร้ความสามารถ”

ไป๋ซู่ซู่…

นี่คือวลีเด็ดประจำตัวของเจ้าสามไป๋

โชคดีที่เขาก็มีข้อดีอยู่บ้าง นั่นคือเชื่อฟังคำสั่งของลูกสาวอย่างว่าง่าย ให้ทำอะไรก็ทำสิ่งนั้น

ไป๋ซู่ซู่ตักน้ำสะอาดมา นำรากเก๋อเกินที่บิดาทุบจนแตกแล้วใส่ลงไปแล้วขยำ

“ท่านพ่อ ทุบให้แหลกอีกหน่อยเจ้าค่ะ ยิ่งแหลกยิ่งดี”

เจ้าสามไป๋ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี

“ท่านพ่อ ท่านแม่ของข้าชื่ออาเหลียน แล้วบ้านท่านยายของข้าเล่า อยู่ที่ไหนหรือเจ้าคะ”

“แม่ของเจ้า...ตอนที่พ่อเข้าเมืองไปก็เจอนางอยู่ในพงหญ้า ตอนที่เจอนางก็สลบไสลไม่ได้สติแล้ว พ่อก็ไม่รู้ว่านางชื่ออะไรบ้านอยู่ที่ไหน รู้สึกว่าชะตาชีวิตของนางช่างน่าสงสาร พ่อเลยตั้งชื่อให้ว่าอาเหลียน”

ไป๋ซู่ซู่...รู้สึกว่าเรื่องราวเช่นนี้ช่างน้ำเน่าเสียจริง แม้จะพูดว่าเป็นวีรบุรุษช่วยหญิงงามได้ไม่เต็มปากนัก แต่การมอบกายถวายชีวิตเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตนั้นก็มีอยู่จริง

“แม่ของเจ้าอาจจะลืมเรื่องราวในอดีตไปแล้ว นิสัยเลยเย็นชาไปบ้าง แต่นางดีกับพวกเจ้านะ”

เจ้าสามไป๋กำลังพูดเกลี้ยกล่อมตนเอง เพื่อไม่ให้ไป๋ซู่ซู่พาลไปโกรธเคืองมารดาแท้ๆ

“ซู่ซู่”

“เจ้าคะ ท่านพ่อ”

“ตระกูลจู...”

“ท่านพ่อ พี่ซู่อิงหมั้นหมายกับตระกูลจูตั้งแต่เมื่อใดหรือเจ้าคะ คนตระกูลจูไม่เคยเห็นหน้านางเลยหรือ”

อยู่ห่างกันแค่ภูเขาลูกเดียว ยายเฒ่าไป๋กลับกล้าคิดจะสลับตัวเจ้าสาว ไม่กลัวว่าตระกูลจูจะไม่พอใจหรือไง

“ก็ปีที่พ่อเจอแม่ของเจ้านั่นแหละ ปีนั้นเกิดความวุ่นวายเนื่องจากสงคราม ขาดแคลนเสื้อผ้าอาหาร ปู่ของเจ้าเข้าป่าไปขุดผักป่า ผลคือไปเจอเข้ากับหมาป่า เป็นท่านผู้เฒ่าตระกูลจูที่ช่วยเขาไว้”

ดังนั้นจึงให้หลานสาวไปชดใช้หนี้บุญคุณนี้ ว่าไปแล้วก็ยังหนีไม่พ้นบทละครมอบกายถวายชีวิต เพียงแต่ครั้งนี้ผู้ที่เดือดร้อนคือหลานสาว

“ตอนนั้นก็มีแค่ซู่อิง การหมั้นหมายนี้ย่อมต้องหมั้นกับซู่อิง”

เจ้าสามไป๋คิดไม่ตกว่าเหตุใดบิดามารดาของเขาถึงได้ลำเอียงเข้าข้างเรือนใหญ่อยู่เสมอ

“ตระกูลจูและตระกูลไป๋ไม่ได้ไปมาหาสู่กันเลยหรือเจ้าคะ”

“ไม่เลย พวกเรารู้แค่ว่ามีการหมั้นหมายนี้ ไม่เคยไปที่เขาหลินหยามาก่อน คนในหมู่บ้านที่เคยไปถ้าไม่ตายก็บาดเจ็บกลับมา”

“ตายอย่างไร บาดเจ็บอย่างไรหรือเจ้าคะ”

“ถูกสัตว์ร้ายกัด”

“หา แต่วันนี้พวกน้องรองก็เพิ่งไปมานะเจ้าคะ”

“อะไรนะ!”

“ท่านพ่อ ข้าไปกับพวกท่านป้าเจ้าค่ะ แต่เพิ่งจะไปถึงตีนเขายังไม่ทันได้เข้าหมู่บ้านก็ถูกสุนัขทำให้ตกใจเสียก่อน”

ไป๋ซู่จือเล่าเรื่องที่ได้เห็นได้ยินมาอีกครั้งหนึ่ง

“ตอนที่พวกเรากำลังจะกลับ ก็เห็นคนหลายคนหามหมูป่าตัวหนึ่งมา ยังบอกว่าเป็นพี่ใหญ่จูที่ล่ามาได้ด้วย”

“พี่ใหญ่จู?” เจ้าสามไป๋กล่าว “เจ้าหมายถึงจูไคหยวนรึ”

“ใช่เจ้าค่ะ ท่านปู่คนนั้นบอกว่าเป็นจูไคหยวน ข้ารู้ว่าเป็นคู่หมั้นของพี่ซู่อิง”

ใครจะรู้ว่าพอกลับมาก็กลายเป็นของพี่หญิงเสียแล้ว ในใจของไป๋ซู่จือเห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง

“เขาหน้าตาเป็นอย่างไร ดุร้ายมากหรือไม่”

เจ้าสามไป๋ถามอย่างเป็นกังวล

ไป๋ซู่ซู่รู้สึกขบขันในใจ นี่พ่อตากำลังดูตัวลูกเขยอยู่หรือ

“ไม่ดุเลยเจ้าค่ะ พี่ใหญ่จูสูงกว่าท่านพ่อหนึ่งช่วงศีรษะ แล้วก็หน้าตาดีมาก” ไป๋ซู่จือรีบกล่าว

“ยังล่าหมูป่าตัวใหญ่ได้ด้วย ท่านพ่อ พี่หญิง ข้ารู้สึกว่าการสลับตัวเจ้าสาวครั้งนี้คุ้มค่านะเจ้าคะ”

“ยัยเด็กคนนี้...” ความคิดของเจ้าสามไป๋และไป๋ซู่ซู่เหมือนกัน นั่นคือเด็กน้อยที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างเอ๋ย ใครให้เนื้อหมูป่ากินก็ให้เป็นพี่เขยได้หมดสินะ

“เอาล่ะ น้องรอง ต่อไปนี้ห้ามพูดเรื่องนี้อีก”

ไป๋ซู่ซู่ไม่อยากแต่งงานกับนายพราน “ท่านพ่อ ท่านก็ไม่ต้องไปสนใจ ท่านย่ายุ่งขนาดนั้น คงจำเรื่องนี้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”

แผนการที่นางคิดไว้ก็คือบ้านตนเองไม่เอ่ยถึง ตระกูลจูลืมเลือนไป ทุกอย่างก็จะสงบสุข

อีกอย่าง บนสัญญาหมั้นหมายก็ไม่ได้เขียนชื่อไป๋ซู่ซู่ของนางเสียหน่อย ถึงเวลาก็ค่อยปฏิเสธไปก็สิ้นเรื่อง

“บนสัญญาหมั้นหมายไม่ได้เขียนชื่อใครไว้เลย เพียงแค่บอกว่าจูไคหยวนจะแต่งหลานสาวของตระกูลไป๋เป็นภรรยา” เจ้าสามไป๋กล่าว “สัญญาหมั้นหมายฉบับนั้นพ่อก็เคยเห็น ท่านปู่ของเจ้าอ่านมันให้พวกเราฟัง”

และก็เพราะสัญญาหมั้นหมายที่ไม่ระบุชื่อนี่เองที่ทำให้ยายเฒ่าไป๋และสวี่ซื่อกล้าที่จะสลับตัวเจ้าสาว พวกเขายังติดสินบนแม่สื่อไว้เรียบร้อยแล้วด้วย ดังนั้น เรื่องนี้ท่านพ่อคงต้องยอมแพ้แล้ว

เจ้าสามไป๋ยังคงถอนหายใจเฮือกๆ แต่ไป๋ซู่ซู่กลับกรองรากเก๋อเกินรอบแรกเสร็จแล้ว

“ท่านพ่อ ทุบพวกนี้อีกครั้งเจ้าค่ะ ตอนนี้ล้างเอาแป้งออกมาหน่อย”

เจ้าสามไป๋จึงต้องออกกำลังแขนอย่างน่าสงสารอีกครั้ง

“พี่หญิง ข้าเทน้ำในกะละมังนี้ทิ้งนะ”

ไป๋ซู่จือเดินเข้ามาช่วย

“อย่าเท อย่าเทนะ ในน้ำนั่นแหละคือหัวใจสำคัญ” ไป๋ซู่ซู่รีบปกป้องกะละมังไม้ “ห้ามเทเด็ดขาด พรุ่งนี้เช้าก็จะเห็นแป้งแล้ว จริงสิ น้องรอง ท่านพ่อ พรุ่งนี้เช้าตรู่พวกเราไปขุดมาเพิ่มอีก”

ที่ต้องไปตั้งแต่เช้าตรู่ก็เพื่อต้องการเก็บเป็นความลับ

ท้ายที่สุดแล้วนี่คือยุคที่คนมากของน้อย ต้องฉวยโอกาสที่พวกเขายังไม่ทันรู้ตัวชิงลงมือก่อน

อย่าได้พูดถึงเรื่องร่วมทุกข์ร่วมสุขสร้างความร่ำรวยไปด้วยกันเลย อย่างน้อยบ้านอื่นก็ยังมีข้าวสารกรอกหม้อ แต่บ้านนางไม่มีอะไรเลย

อุตส่าห์จะได้พึ่งใบบุญตระกูลหนิงแล้ว แต่ผลคือก็ยังถูกพี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องชิงตัดหน้าไป

ดังนั้น สิ่งที่ไป๋ซู่ซู่ต้องทำก็คือ ก้มหน้าก้มตาทำงาน ร่ำรวยอย่างเงียบๆ และสร้างฐานะโดยไม่ปริปากบอกใคร

ทำไปกว่าหนึ่งชั่วยามจึงเลิกงาน

“ท่านพ่อ พรุ่งนี้เช้าอย่าลืมปลุกพวกเรานะเจ้าคะ”

“ได้” เจ้าสามไป๋ไม่สนใจว่าลูกสาวไปเอาความคิดเหล่านี้มาจากไหน อย่างไรเสียแค่ลงมือทำก็พอแล้ว

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อยหรือเพราะอดนอน ไป๋ซู่ซู่หลับลึกมาก พอตื่นขึ้นมาก็รีบไปดูของล้ำค่าของนาง

น้ำในกะละมังไม้ใสจนเห็นก้นแล้ว ที่ด้านล่างมีของสีขาวๆ อยู่

ไป๋ซู่ซู่ค่อยๆ ตักน้ำด้านบนออกอย่างระมัดระวังที่สุด จากนั้นจึงยกกะละมังไม้ไปตากไว้บนหลังคาที่ผุพัง

คาดว่าพอแห้งแล้วน่าจะได้ราวสองสามเหลี่ยง นี่คือปริมาณแป้งที่ผลิตด้วยมือล้วนๆ จะคาดหวังสูงไม่ได้ (หนึ่งเหลี่ยง ประมาณ50 กรัม)

“พี่หญิง พวกเราจะกินอะไรกันดี”

“ยังไม่กินอะไรทั้งนั้น ทำงานก่อน”

ทิ้งน้องสามไว้ให้ดูแลมารดาแท้ๆ ทั้งสามคนพ่อลูกก็หยิบเคียว จอบ และตะกร้าสานมุ่งหน้าไปยังหุบเขา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel