4 สามีที่เปลี่ยนไป
ฟ่านลี่ฟื้นตัวจากการคลอดยังไม่ดีนัก แต่ก็ต้องมานั่งนวดขมับกับเรื่องที่ถาโถมเข้ามาใส่ ส่วนผู้เป็นสามีนั้น เมื่อรู้ว่าตัวเองทำเรื่องอะไรไปในก่อนหน้านี้ก็นิ่งงันราวกับเทวรูปที่ถูกสาป ด้วยว่าไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองนั้นเลวทรามได้ถึงเพียงนี้
ฟ่านลี่มิได้แต่งเสริมเติมเรื่องแต่อย่างใด นางเล่าความจริงทุกประการให้กับเฉินเฟยหยางได้รับรู้ ตั้งแต่ที่เขาคบหากับแม่นางเกาก่อนที่จะแต่งนางเข้ามา ไหนจะลอบไปหาอยู่เป็นเนืองๆ ไม่เว้นแม้แต่ตอนนางท้องโตเพราะอุ้มท้องลูกของเขาอยู่ก็ตาม และที่หนักกว่าเรื่องไหนๆ คือเถ้าแก่เฉินเลือกที่จะเดินออกจากเรือนไปหาแม่นางเกาในวันที่นางคลอด
ในห้องนี้เหลือเพียงนางกับสาวใช้ เฉินเฟยหยางและคนสนิทของตัวเอง นางจึงยินยอมที่จะเล่าทุกอย่างออกมาเพราะอย่างไรเสียทั้งสองคนนี้ก็รู้เรื่องที่เกิดขึ้นดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อมู่เฉินย้ำว่าสิ่งที่นางเล่าออกมานั้นคือความจริงที่ไม่ได้แต่งเติม
“นายท่านไปจริงขอรับ...แต่ครั้งนี้มิได้ให้ข้าน้อยติดตามไปด้วย บอกให้อยู่ที่นี่คอยดูนายหญิงเอาไว้”
มู่เฉินพูดตามจริงในสิ่งที่ตัวเองถูกสั่งให้ทำมาโดยตลอด ปกติแล้วนายท่านไปไหน ย่อมมีตนไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าตนนั้นรู้ดีว่านายท่านไปไหนทุกครั้งที่ออกจากเรือน
และคนที่ได้รับรู้ความจริงทุกอย่างในตอนนี้ก็เอาแต่นั่งนิ่งงัน มือกร้านที่จับมือของภรรยาเอาไว้มั่นนั้นไม่ยอมคลายแม้จะก้มหน้ายอมรับฟังความจริงทุกอย่างที่ตัวเองทำหล่นหายไป แต่กระนั้น มือนุ่มที่เฉินเฟยหยางกอบกุมเอาไว้ก็ต้องผละออก เมื่อเจ้าของมือขืนมือของตนออก ใบหน้าอันเฉยเมยคล้ายว่าจะชินชากับทุกอย่างนั้นยิ่งทำให้คนที่ฟื้นขึ้นมาอย่างไร้สิ้นความทรงจำกำลังหวั่นใจ
เฉินเฟยหยางจำอะไรไม่ได้เลยนั่นคือเรื่องสัตย์จริง เขาจำได้ว่าตนนั้นเป็นใคร แต่งงานกับฟ่านลี่เมื่อปีใด รู้แจ้งว่านางตั้งครรภ์บุตรของตนและกำลังจะคลอดลูก นั่นคือความทรงจำทั้งหมดที่เขามี แต่เฉินเฟยหยางก็ยอมรับว่ามีหลายอย่างขาดห้วงไป เช่นเรื่องระหว่างการแต่งงานของตนกับฟ่านลี่ที่ว่างเปล่า
เฉินเฟยหยางไม่มีความทรงจำในระหว่างที่ตนได้ใช้ชีวิตอยู่กับฟ่านลี่เลย ความทรงจำช่วงนั้นไม่เหลือแม้แต่เค้าลาง
แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนและผุดขึ้นมาอยู่ในใจของเฉินเฟยหยางคือความรู้สึกผิดที่ไม่อาจลบล้างไปจากใจได้ แต่ไม่ทันจะได้พูดอะไรออกมาก็พลันได้ยินเสียงถอนหายใจจากคนที่กึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนเตียงเสียก่อน
“ท่านไม่เจ็บมากก็ดีแล้ว เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยคุยกัน...ข้าเองก็เหนื่อยเกินกว่าจะมาจัดการอะไรพวกนี้เหมือนกัน ไหนจะลูกอีก"
“...ใช่ลูก!”
ฟ่านลี่ผงะ เมื่ออยู่ๆ เฉินเฟยหยางพูดโผงผางออกมา “อะไรของท่าน”
“ข้ายังไม่ได้เห็นลูกเลย”
ก่อนที่ฟ่านลี่จะกระจ่างว่าที่เถ้าแก่เฉินโผงผางออกมานั้นเพราะยังไม่ได้เห็นหน้าลูก แต่นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความหนักใจของฟ่านลี่เช่นกัน
บุตรคนแรก ใครๆ ก็ย่อมอยากได้บุตรชาย แต่นางกลับให้กำเนิดบุตรสาวเสียได้...
แต่ไม่ว่าอย่างไร นางเองก็ยอมรับทั้งนั้น ในเมื่อนี่คือลูกของนาง ต่อให้เถ้าแก่เฉินที่เลอะเลือนจนความจำกระเด็นกระดอนหายไปจะไม่ไยดีกับบุตรคนนี้นางก็ไม่สนใจ
“ซูมี่...”
ฟ่านลี่พยักหน้าให้กับคนสนิท เป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายอุ้มลูกที่นอนอุตุอยู่ในเปลไม่ห่างกันมาให้นายท่านได้เชยชม ฟ่านลี่มองเฉินเฟยหยางที่เฝ้ามองสาวใช้คนของนางไปอุ้มลูกอย่างไม่วางตา ใบหน้าเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลานั้นเริ่มคลายลง และยกยิ้มจางๆ ขึ้นมา...
มันแปลก
แปลกไปหมด
หากจะพูดว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เฉินเฟยหยาง แต่เป็นผีสางที่วิ่งเข้ามาสิงสู่นางก็ยังจะเชื่อเสียมากกว่า ปกติบุรุษผู้นี้ยิ้มเป็นกับเขาเสียที่ไหน ใบหน้าขรึมจนน่ากลัวนั่นต่างหากคือใบหน้าที่แท้จริงของเถ้าแก่เฉิน หาใช่ใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นตอนนี้...
จนเมื่อลูกน้อยถูกส่งเข้าสู่อ้อมแขนที่เก้กัง ฟ่านลี่ก็เฝ้ารอตอบคำถามว่าลูกในอ้อมแขนของสามีนั้นเป็นบุตรสาว หาใช่บุตรชาย แต่รอแล้วรอเล่าสิ่งที่เฉินเฟยหยางกระทำนั้น คือการนั่งมองลูกในห่อผ้าโดยที่ไม่พูดอะไรออกมาเลยแม้แต่ครึ่งคำ จนเป็นนางที่ต้องเอ่ยปากพูดออกมาเอง...
“บุตรสาว...ลูกคนแรกของท่านคือบุตรสาว”
“...เช่นนั้นรึ”
“...”
ฟ่านลี่ไม่ได้คิดว่าการตอบรับของเฉินเฟยหยางจะนิ่งถึงเพียงนี้ อีกฝ่ายตอบรับเพื่อให้นางได้รู้ว่าเขารับทราบแล้วว่าลูกนั้นเป็นหญิง มิได้มีสิ่งใดถามไถ่กลับมาอีก
ไร้ความผิดหวัง ไร้ซึ่งความรังเกียจรังงอน
“ท่านจะยอมรับนางหรือไม่ บุตรคนแรกของท่านหาใช่บุตรชายเช่นตระกูลอื่นเขา”
“ก็ช่างปะไร ชายแล้วอย่างไร หญิงแล้วอย่างไร ก็ลูกข้าเช่นกันมิใช่หรือ...ดูสิ น่าเอ็นดูจะตายไป”
ฟ่านลี่มองบุรุษที่ไม่ได้สนใจอะไรอีก คล้ายว่าหลงลืมความเจ็บปวดของตัวเองที่โดนทำร้ายไปแล้วด้วยซ้ำเมื่อได้เจอหน้าลูกเป็นครั้งแรก บุรุษผู้นี้พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ฟ่านลี่มิใช่คนที่คิดในแง่ร้าย แต่เพราะการอยู่ใกล้ชิดกับเฉินเฟยหยางทุกวันทำให้นางได้รู้ว่าสามีมีอุปนิสัยเช่นไร และนางจึงได้กล้าพูด ว่าเฉินเฟยหยางผู้นี้ผิดแปลกไปจากเฉินเฟยหยางที่นางรู้จักราวกับคนละคน
“น้องหญิงมีชื่อให้ลูกหรือยัง”
“...ยัง”
“เช่นนั้น...เช่นนั้นข้าขอ...ขอตั้งได้หรือไม่”
“ท่านร้องขอข้ารึ”
“หาก...หากมิได้ก็ไม่เป็นไร น้องหญิงเชิญตั้งเถิด จะอะไรก็ดีทั้งนั้น”
แม้แต่ตอนนี้ที่กำลังร้องขอทำในเรื่องบางเรื่องอย่างการตั้งชื่อให้ลูก ท่าทีที่เต็มไปด้วยความเจียมตัวเจียมตนนั่นอีก อากัปกิริยาพวกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเฉินเฟยหยางเลย...
ไม่เคยเลย...
ภายในหัวของนางหนักอึ้ง ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดีเสียด้วยซ้ำ แต่กลับมาเจอเรื่องอะไรไม่ทราบที่แสนจะน่าปวดหัว เช่นนี้แล้วหนทางที่นางวาดหวังว่าจะเป็นอิสระแล้วหนีไปจากความวุ่นวายใจนี่จะเป็นอย่างไรกันต่อเล่า
“นายหญิง...นายหญิงเจ้าคะ”
นางกับเฉินเฟยหยางที่ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง จำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียวเกี่ยวกับการกระทำอันน่าอดสูของตน การเจ็บตัวเพียงครั้งเดียวเหมือนเฉินเฟยหยางตายแล้วเกิดมาใหม่มาอย่างไร้มลทิน เพราะความทรงจำที่หายไป
แบบนี้มันยุติธรรมหรือ..
ไม่เลย..
"นายหญิงเจ้าคะ!”
ฟ่านลี่กำลังคิดไม่ตก แต่หลังจากนั้น นางก็ปวดศีรษะราวกับถูกคนเอาท่อนไม้มาทุบก็มิปาน และสิ้นเสียงจากสาวใช้คนสนิทที่ร้องเรียกนางจนเสียงหลง ฟ่านลี่ก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย สตรีที่ผ่านเรื่องราวมามาก เป็นลมล้มพับไปอีกหน ท่ามกลางความวุ่นวายของคนในห้องและรวมไปถึงเฉินเฟยหยางที่ตื่นตกใจเมื่อเห็นภรรยาของตนเป็นลมล้มพับไปต่อหน้า..
“ตามหมอ ไปตามหมอ!”
เฉินเฟยหยางส่งเสียงโวยวาย ก่อนจะหันไปหาสาวใช้ของภรรยา “เจ้าเอาตัวคุณหนูไป”
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ”
เฉินเฟยหยางรีบส่งตัวบุตรสาวให้สาวใช้ไปดูแล ส่วนตนนั้นก็รีบขึ้นเตียงไปประคองภรรยาที่เป็นลมไปต่อหน้า พยายามเรียกชื่อฟ่านลี่ซ้ำไปซ้ำมาแต่ฟ่านลี่ก็ไม่แม้แต่จะฟื้นขึ้นมา ทำเอาหัวใจของเฉินเฟยหยางหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม พร้อมกับหัวใจที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเหลือคณา
เขามีความผิดมากมายเหลือเกิน แค่คำบอกเล่าไม่กี่อย่างเมื่อครู่นี้ก็ไม่รู้จะไถ่โทษให้กับภรรยาได้อย่างไรไหว ความทรงจำที่หายไปนั้นเลวร้ายต่อฟ่านลี่เพียงใดกันเล่า สายตาของนางยามมองมาที่เขาถึงได้ว่างเปล่าเสียจนไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาสักอย่าง ทำได้แค่ก้มหน้าจำนนอย่างคนขลาด
แต่หากมีโอกาส
หากมีโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียว เฉินเฟยหยางก็กล้าที่จะรับปากว่าตนจะไม่กลับไปทำตัวเช่นนั้นอีก
ไม่กลับไปทำตัวให้ฟ่านลี่เจ็บช้ำน้ำใจอีกแน่...
