ตอนที่ 9 ซ่อมแซมบ้าน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ
ก๊อก ก๊อก !
“เฉินซี ! พวกข้ามาแล้ว”
ผิงอันเป็นคนวิ่งไปเปิดประตูก่อนใคร “ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน ท่านป้า”
หน้าประตูผู้ใหญ่บ้านยืนอยู่พร้อมภรรยา ในมือของนางมีหม้อดินเล็ก ๆ มาด้วยใบหนึ่ง
“ตื่นกันแล้วหรือ” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เฉินซีเดินออกมาจากในบ้าน เมื่อเห็นทั้งสองก็รีบก้มศีรษะเล็กน้อย “ท่านลุง ท่านป้า เชิญด้านในเจ้าค่ะ”
ภรรยาผู้ใหญ่บ้านยื่นหม้อดินให้ “เนื้อหมูที่เจ้าให้มาเมื่อวานข้านำไปตุ๋น ลองชิมดูสิว่าอร่อยหรือไม่ ”
ผิงอันตาโตทันที “ขอบคุณขอรับ!”
เฉินซีรับมาอย่างสุภาพ “รบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ”
ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านก็หันไปเรียกเด็กคนหนึ่งที่ยืนหลบอยู่ข้างหลัง
“ออกมาสิ ไม่ต้องกลัว”
เด็กชายตัวเล็กก้าวออกมาอย่างเขิน ๆ อายุพอ ๆ กับผิงอัน ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
“นี่หลานข้าเอง” ภรรยาผู้ใหญ่บ้านเอ่ยยิ้ม ๆ “ชื่ออาเหยียน”
ผิงอันมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้างทันที “ข้าชื่อผิงอัน!”
เด็กทั้งสองยืนจ้องหน้ากันครู่หนึ่ง เหมือนจะยังไม่กล้าพูดอะไรมาก
ผิงจางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เหลือบมองแล้วก็เอ่ยขึ้นเบา ๆ “ผิงอันพาอาเหยียนมาเล่นด้วยกันสิ”
ผิงอันพยักหน้าทันที ก่อนจะลากอาเหยียนไปที่มุมหนึ่งที่พวกเขาใช้เล่นกันเป็นประจำ ไม่นานเสียงคุยเบา ๆ ก็เริ่มดังขึ้น จากที่เก้ ๆ กัง ๆ กลายเป็นหัวเราะเบา ๆ
หลังจากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็เริ่มเดินดูรอบบ้านเขาเดินตรวจตั้งแต่หลังคา ผนัง ไปจนถึงเสาไม้
“ตรงนี้ก็ต้องเปลียน…” เขาพึมพำเบา ๆ บางจุดเขาใช้มือเคาะ บางจุดก็ขมวดคิ้ว
เฉินซียืนตามอยู่เงียบ ๆ ผิงจางเองก็เดินตามอย่างตั้งใจผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านก็หยุดยืนกลางลาน
“บ้านนี้…ถ้าจะซ่อมให้พออยู่ได้ ไม่ต้องถึงกับรื้อใหม่” เขาหันมามองเฉินซี “เปลี่ยนหลังคาบางส่วน เสริมเสา แล้วก็อุดผนัง”
เขาคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“ถ้าจ้างคนในหมู่บ้าน…ข้าว่าประมาณสองตำลึงก็น่าจะพอ ส่วนบ่อน้ำด้านหลังหากจะทำใหม่หมดต้องใช้เงินอีกสามสี่ตำลึงเลยนา ... ข้าว่าเอาไว้ก่อนเถอะ”
ผิงจางเบิกตากว้าง “สองตำลึง…” สำหรับเด็กอย่างเขา นั่นคือเงินจำนวนมาก
แต่เฉินซีพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้ายังคงนิ่งอยู่เช่นเดิม “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านมองนาง “เจ้ามีเงินหรือ หากไม่ไหวเราก็ซ่อมหลังคาก่อน จะได้ผ่านฤดูนี้ไปได้”
“ข้า ... ไหวเจ้าค่ะ วันก่อนเก็บของป่าไปขายที่ตำบลได้มาพอสมควร หากแบ่งมาซ่อมเรือนก็ยังได้เจ้าค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าอย่างพอใจ “ดี เช่นนั้นข้าจะช่วยเรียกคนให้”
เมื่อถึงเวลาที่ผู้ใหญ่บ้านและภรรยาจะกลับ เด็กทั้งสองก็เดินกลับมาที่หน้าบ้าน อาเหยียนยืนอยู่ข้างหลังยาย สีหน้าบ่งบอกว่าเขาไม่อยากกลับไปเลยสักนิด
ผิงอันเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เขารีบควานมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมา เป็นลูกอมชิ้นเล็ก ๆ ที่เฉินซีเพิ่งซื้อให้เมื่อวาน เขาชะงักเล็กน้อยเหมือนลังเล
แต่สุดท้ายก็ยื่นมันออกไป “ให้เจ้า…”
อาเหยียนเบิกตากว้าง “ให้ข้าหรือ”
ผิงอันพยักหน้าแรง ๆ “อืม!”
เด็กชายรับมาอย่างระวัง เหมือนกลัวจะทำตก “ขอบคุณ…” เสียงเบาแทบไม่ได้ยิน
ผู้ใหญ่บ้านมองภาพนั้นแล้วหัวเราะเบา ๆ
“ ดี ๆ เจ้าหนูนี่ใจกว้างดี”
เมื่อคนทั้งสามเดินจากไป ลานบ้านกลับมาเงียบอีกครั้ง ผิงอันหันกลับมามองเฉินซี
“พี่สะใภ้ ข้าให้ลูกอมไปแล้ว ท่านจะไม่ดุข้า ... ใช่หรือไม่” น้ำเสียงแฝงความไม่แน่ใจเล็กน้อย
“ดีแล้ว ผิงอันเด็กดีรู้จักแบ่งปัน”
“ขอรับ” ผิงอันยิ้มกว้างทันทีที่ได้รับคำชม
แดดบ่ายอ่อน ๆ เด็กทั้งสองเพิ่งก้าวออกนอกประตูได้ไม่กี่ก้าว เสียงหนึ่งก็ทักขึ้น
“อ้าว พวกเจ้าสองคน”
หญิงสามคนที่กำลังเดินผ่านหยุดลงทันที สายตากวาดมองพวกเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่ปิดบัง
“วันนี้ดูมีแรงขึ้นนี่ เมื่อเช้าไม่ได้โดนตีหรืออย่างไร”
เด็กทั้งสองชะงักมือกำชายเสื้อแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เซี่ยผิงอันอึกอักคิดคำตอบไม่ออกในชั่วขณะ
ในขณะที่ผู้หญิงอีกคนเอื้อมมือมาดึงแขนของพวกเขาทั้งคู่ให้เข้ามาอยู่ในวงล้อมของพวกนาง
“เข้ามาใกล้ ๆ มาคุยกับป้าหน่อย”
พวกเขาถูกลากเข้าไปโดยไม่ทันตั้งตัว สายตาของหญิงทั้งสามเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น และความดูแคลนที่ซ่อนอยู่
“เมื่อกี้ข้าเห็นควันลอยออกมาจากบ้านพวกเจ้า หรือว่าวันนี้ได้กินของดี”
เด็กทั้งสองนิ่งเงียบไม่กล้าตอบ
หญิงคนหนึ่งหัวเราะเบา ๆ “หรือว่า…นังเฉินซีนั่นเกิดใจดีขึ้นมาแล้ว”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
เซี่ยผิงจางเม้มปากแน่นก่อนจะตอบเสียงเบา “พี่สะใภ้…ให้พวกข้ากินข้าว”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสามชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“ให้กินข้าว? เจ้านี่โกหกเก่งขึ้นนะ”
“หรือว่ามันมีแผนอะไรอีก”
เสียงกระซิบดังขึ้นใกล้หู “บางทีอาจหลอกให้พวกเจ้าตายใจก็ได้ ระวังเถอะนางจะขุนพวกเจ้าให้อ้วนแล้วเอาไปขายเป็นทาส”
เซี่ยผิงอันหน้าซีดมือเล็กกำชายเสื้อแน่นขึ้นอีก
หญิงคนเดิมก้มลงเล็กน้อย จ้องพวกเขาใกล้ ๆ “แล้วพวกเจ้า…ไม่กลัวนางแล้วหรือ”
คำถามนั้นกดดันพวกเขาอย่างหนัก เด็กทั้งสองนิ่งไปไม่มีใครตอบ สายตาเหลือบมองกลับไปทางบ้าน ประตูไม้เก่าปิดสนิทเงียบราวกับไม่มีใครอยู่
เซี่ยผิงจางกำมือแน่น ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ยะ...ยังกลัวอยู่”
คำตอบนั้นของเด็กน้อยทำให้หญิงทั้งสามมองหน้ากันราวกับพอใจ
“ระวังตัวไว้ อย่าเพิ่งไปเชื่อใจนางด้วยข้าวไม่กี่คำล่ะ”
เซี่ยผิงอันพยักหน้าเบา ๆ แม้ในดวงตาจะมีความลังเลบางอย่าง “ขะ…ขอรับ…”
“ดี ๆ เด็กดีต้องรู้จักเอาตัวรอด”
พวกนางปล่อยมือแล้วเดินจากไป ทิ้งเด็กทั้งสองยืนอยู่ตรงเดิมไม่ขยับ
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครแล้ว เซี่ยผิงอันเงยหน้ามองพี่ชาย กระตุกชายเสื้อเขาเบา ๆ
“พี่…พี่สะใภ้จะเป็นแบบนั้นจริงหรือ”
เซี่ยผิงจางมองกลับไปทางบ้านอีกครั้ง “...ไม่รู้”
“แล้ว…พี่สะใภ้จะเป็นเหมือนที่พวกนางพูดหรือไม่ เอา...เอาพวกเราไปขาย”
คราวนี้เซี่ยผิงจางไม่ได้ตอบทันที เขานิ่งไปสายตามองประตูบ้าน ภาพบางอย่างค่อย ๆ ผุดขึ้นมาในหัว
ในคืนนั้นภาพฝนตกหนัก เสียงฝีเท้า เสียงกรีดร้อง เลือดที่กระเซ็น และร่างของคนผู้หนึ่งที่ยืนปกป้องพวกเขา มือเล็กค่อย ๆ กำแน่น
“ข้า…ก็ไม่รู้” คำตอบเหมือนเดิม
เซี่ยผิงอันก้มหน้าเหมือนจะผิดหวัง แต่แล้วเสียงของพี่ชายก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“แต่…” เขาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด “ถ้าหากวันนั้น…ตอนที่โจรมา ถ้าไม่มีพี่สะใภ้ ... พวกเราคงตายไปแล้ว”
ลมพัดผ่านลานเบา ๆ ความเงียบแผ่ขยายออกไป เซี่ยผิงอันเบิกตากว้าง ภาพในคืนนั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง ความกลัว ความมืด และพี่สะใภ้ยืนปกป้องพวกเขา
เซี่ยผิงอันเบิกตากว้าง “...จริงด้วย” เขาพึมพำเบา ๆ “พี่สะใภ้ถึงจะเคยใจร้าย แต่ก็ช่วยชีวิตพวกเรา”
“ท่านแม่เคยสอนว่า ... ใครที่เคยช่วยเหลือเราก็คือผู้มีพระคุณ”
“พี่รอง ... ข้าไม่เชื่อพวกป้า ๆ แต่ข้าเชื่อพี่สะใภ้”
“น้องเล็ก เจ้ารอดูนางก่อนดีหรือไม่ แล้วพวกเราค่อยตัดสินใจ”
เด็กน้อยพยักหน้าช้า ๆ “ไปดูกับดักกันเถอะพี่รอง ข้าอยากกินเนื้ออีก” ผิงอันลูบที่ท้องตัวเองไปด้วย
เสียงของเด็กทั้งสองวิ่งออกไปไกล แต่ด้านในบ้านเฉินซียืนนิ่งอยู่หลังประตู ไม่รู้ว่านางฟังมานานเท่าไรแล้ว แสงสลัวลอดผ่านช่องไม้เก่า ตกกระทบใบหน้าที่ไร้อารมณ์
“ผู้มีพระคุณงั้นหรือ ... ดูดีเหมือนกันนะ ดีกว่าพี่สะใภ้ใจดำตั้งเยอะ”
น่าเสียดายที่เด็กทั้งสองไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลย ผิงอันหน้างอเดินกลับเข้ามาในบ้าน ด้วยฝีเท้าที่เบากกว่าเดิมเล็กน้อย
“กลับมาแล้วหรือ” เสียงของเฉินซีทำให้ทั้งสองสะดุ้ง
ผิงจางยกเชือกเปล่าให้นางดู “ วันนี้ไม่มีอะไรติดกับดับของพวกเราเลย”
“ไม่เป็นไรของที่ซื้อมายังเหลืออีกเยอะมิใช่หรือ ... เอาล่ะไปพักเถอะ”
“พวกเราไม่ได้สัตว์ก็ไม่มีเนื้อกิน” ผิงอันหน้างอลงกว่าเดิม
เฉินซีเลิกคิ้วเล็กน้อย มองเด็กน้อยที่ก้มหน้าลูบท้องตัวเอง
“พวกเจ้ากลัวข้าไม่ให้กินเนื้อ ? ”
เด็กสองคนก้มหน้างุด
เฉินซีแค่นหัวเราะเบา ๆ “ทีหลังอย่าไปฟังพวกป้า ๆ ให้มากนัก เนื้อที่ข้าซื้อมาก็ต้องมีส่วนของพวกเจ้าด้วย ชิ ! พวกนางไม่ได้ให้ข้าวพวกเจ้ากินเสียหน่อย ข้าต่างหากที่หาให้พวกเจ้ากิน”
แม้ปากจะว่าไปอย่างนั้น แต่นางก็ไม่ได้ลงไม่ลงมือ เพราะกลัวว่าความสนิทสนมที่พวกนางเพิ่งจะสร้างมาด้วยกันไม่กี่วันจะพังทลายอีก
สุดท้ายนางถอนหายใจ “ ข้าเคยบอกแล้วว่าจะไม่ทำกับพวกเจ้าเหมือนเดิมอีก ดังนั้น…เชื่อใจข้าหน่อย ข้าสัญญาจะให้พวกเจ้าได้กินดี ๆ ทุกมื้อ ... แล้วก็”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง รอให้เด็กทั้งสองเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะพูดต่อ
“แล้วก็ ... ข้าจะไม่เอาพวกเจ้าไปขาย”
“หา ! ท่านพี่ ท่านได้ยินหมดแล้วหรือ ! ”
ผิงจางและผิงอันตกใจเมื่อรู้ว่านางได้ยินที่พวกเขาคุยกับพวกป้า ๆ ที่หน้าบ้านทั้งหมดแล้ว
แต่เฉินซีกลับวางมือทั้งสองข้างไว้บนหัวพวกเขาทั้งสองอย่างเบามือ
“สัญญากันนะว่าพวกเราจะดูแลกัน ”
เด็กทั้งสองนิ่งอยู่ครู่หนึ่งกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างในใจ สายตาของพวกเขาเลื่อนไปมองกันเอง เซี่ยผิงจางพยักหน้าเบา ๆ ผิงอันมองพี่ชาย ก่อนจะพยักหน้าตามช้า ๆ
“ขอรับ…”
“ขอรับอะไร”
“พวกเราสัญญาขอรับ”
“ดีมาก” เฉินซียิ้ม
สามวันต่อมาผู้ใหญ่บ้านพาคนมาด้วยอีกห้าคน พวกเขาเพิ่งจะว่างจากงานไร่จึงได้ตกลงมาช่วยรับงานนี้
เฉินซีมอบเงินส่วนหนึ่งให้ผู้ใหญ่บ้านจัดการเรื่องหาซื้อวัสดุ และให้ค่าจ้างคนงานแทนนาง
“เฉินซี ... วันนี้ข้าจะให้ป้าสะใภ้มาช่วยเจ้าทำอาหารเย็นนะ พี่สะใภ้ก็จะมาช่วยด้วย”
“ขอบคุณลุงผู้ใหญ่จริง ๆ เจ้าค่ะ ที่ท่านใส่ใจครอบครัวเราถึงเพียงนี้ ” นางก้มหัวให้ ก่อนจะพูดต่อ “เรื่องข้าวสารกับเนื้อและผักข้าเตรียมไว้แล้ว ไม่ต้องให้ท่านป้าเอาสิ่งใดมานะเจ้าคะ มาแต่ตัวก็พอ”
“ได้ ๆ” ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปสั่งงานคนอื่น ๆ
