ตอนที่ 10 บ้านพังไปแล้วก็สร้างใหม่
งานซ่อมดำเนินไปอย่างคึกคัก เสียงไม้กระทบกัน เสียงตอกตะปูดังเป็นจังหวะ เฉินซีให้น้องชายทั้งสองไปช่วยงานด้วย แม้พวกเขายังเด็กแต่ก็หยิบจับของได้อย่างคล่องแคล่ว
ตกบ่ายยามแดดร้อนขึ้นนางก็เรียกให้เด็ก ๆ หยุดงานมานั่งพัก รอให้แดดร่มลงค่อยไปช่วยอีกครั้ง
“พวกเจ้าไม่ต้องไปช่วยรื้อของแล้ว แดดร้อนนักเดี๋ยวจะป่วยเอา อ่ะนี่ ... “นางยัดตะกร้าขนมใส่มือผิงอัน และส่งกาน้ำชาใส่มือผิงจางที่โตกว่า
“เอากาน้ำกับขนมนี่ไปแบ่งลุง ๆ อา ๆ เถอะ เสร็จแล้วค่อยกลับมากินของพวกเจ้าในครัว”
ไม่นานเสียงเด็ก ๆ ก็ดังขึ้นกลางลาน
“ท่านลุง…อา…มาพักกินน้ำก่อนขอรับ”
คนงานค่อย ๆ วางมือหันมามอง เมื่อเห็นสิ่งในมือเด็กทั้งสอง สายตาหลายคู่ก็เปลี่ยนไปทันที
ตะกร้าสานใบเล็กภายในมีขนมแป้งชิ้นเล็ก ๆ วางเรียงกันอย่างเรียบร้อยกลิ่นหอมจาง ๆ ลอยออกมา คนงานคนหนึ่งรับไปดูใกล้ ๆ ก่อนจะเลิกคิ้ว
“นี่…เพิ่งทำใหม่หรือ”
ผิงอันพยักหน้า “พี่สะใภ้ทำขอรับ”
หลายคนมองหน้ากันก่อนจะรับขนมไปคนละชิ้น
“หอมดีนี่” อีกคนพูดพลางหัวเราะเบา ๆ
“บ้านนี้อยู่กันลำบากแท้ ๆ ยังมีขนมกินอีก”
เซี่ยผิงจางยืนอยู่เงียบ ๆ ไม่พูดอะไร เพียงยื่นน้ำชาให้ทีละคนอย่างสุภาพ คนงานบางคนพยักหน้าให้เขา
“ฮ่า ๆ เด็กพวกนี้ใช้ได้เลยนะ”
“เห็นทีว่าพี่สะใภ้ของพวกเจ้าจะเปลี่ยนเป็นคนดีแล้วจริง ๆ”
ผิงอันได้ยินก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่ปิดบัง ... ชมพี่สะใภ้ก็เหมือนกับชมเขา
“พวกเจ้าไม่กินหรือ” คนหนึ่งถามขึ้นพลางส่งตะกร้ามาให้พวกเขา
ผิงจางโบกมือไม่รับตะกร้านั้น “ท่านลุงจาง พวกเรามีแล้วขอรับ”
ว่าแล้วก็จับมือน้องเล็กเดินกลับไปหาเฉินซีในห้องครัว ทั้งสามนั่งกินขนมจากแป้งและน้ำตาลที่เฉินซีทำ พร้อมกันนั้นนางยังยกน้ำแกงขึ้นมาให้น้องชายทั้งสอง
“ดื่มน้ำแกงบำรุงด้วย วันนี้ข้าใส่ยาลงไปด้วยนะ อาจจะขมหน่อยแต่มันดีต่อพวกเจ้า”
“ไม่ขมเลยพี่สะใภ้ ผิงอันกินยาเก่งมาก ๆ”
“ผิงอันเก่งจริง ๆ กินหมดแล้ว ถ้าง่วงก็ไปนอนกลางวัน เดี๋ยวจะตัวไม่สูง”
“อืม ๆ” ทั้งสองพยักหน้าอย่างว่าง่าย
พอถึงยามบ่ายแดดเริ่มอ่อนลงเล็กน้อย ภรรยาและลูกสะใภ้ของผู้ใหญ่บ้านก็เดินเข้ามาในลานบ้าน พร้อมกับเด็กชายอีกคนที่ผิงอันคุ้นตาดีเขาคืออาเหยียน
เด็กทั้งสองสบตากันเพียงแวบเดียว เด็กทั้งสามยิ้มกว้างวิ่งเข้ามาใกล้ทันที บรรยากาศในลานที่เคยมีแต่เสียงตอกไม้ กลับแทรกด้วยเสียงเด็ก ๆ เล่นสนุกกัน
“ท่านป้า พี่สะใภ้ ข้าเตรียมข้าวไว้แล้ว รบกวนท่านสองคนช่วยทำกับข้าวด้วยเจ้าค่ะ”
เฉินซีเชิญนางทั้งสองเข้าไปในห้องครัวเล็ก ๆ ด้านข้าง
จากนั้นหญิงทั้งสองก็เริ่มจัดการงานในครัวอย่างคล่องแคล่ว ล้างผัก หั่นเนื้อ จุดไฟ
พวกนางทำทุกอย่างได้อย่างเป็นธรรมชาติของคนที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
เฉินซีไม่ได้เข้าไปแทรกนางเพียงจัดของที่เตรียมไว้ให้เรียบร้อย แล้วถอยออกมารอช่วยหยิบจับของที่พวกนางต้องการ ไม่นานควันไฟและกลิ่นอาหารเริ่มลอยออกมาจากครัวหลังบ้าน
ด้านนอกไม่ไกลจากจุดก่อสร้าง เด็กทั้งสามนั่งอยู่ใต้เงาไม้ อาเหยียนมองผิงอันอย่างสนใจ
“ทำไม่เจ้าไม่ค่อยออกมาเล่นกับพวกเราที่หน้าหมู่บ้านเลย”
ผิงอันกระพริบตามองปริบ ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นเกาหัว
“ช่วงนี้…พี่สะใภ้ให้ฝึก”
“ฝึก?” อาเหยียนตาโต
“อืม ... วิ่งขึ้นเขา” ผิงอันพูดพลางทำหน้าจริงจัง “เหนื่อยมาก”
อาเหยียนหัวเราะทันที “เจ้าโดนนางทรมานแล้วล่ะ”
ผิงอันทำหน้างอ “ไม่จริงนะ หลังจากวิ่งเสร็จพี่สะใภ้ก็ให้กินขนมกับเนื้อด้วย”
“พวกเจ้าได้กินขนมทุกวันเลยหรือ” อาเหยียนเบิกตาโต
“อื้อ ๆ วันนี้ก็มีนะ เดี๋ยวข้าเอามาแบ่งให้”
ผิงอันทำท่าจะลุกขึ้นแต่ผิงจางดึงเอาไว้ก่อน “น้องรอตรงนี้เดี๋ยวพี่ไปขอพี่สะใภ้ก่อน”
ไม่นานผิงจากก็กลับมาพร้อมจานขนมที่เฉินซียกให้เขาเองกับมือ
“ว้าว ! มีขนมจริง ๆ ด้วย” อาเหยียนตาลุกวาว เขากลืนน้ำลายลงคอ
“กินเร็วเข้า” ผิงจางยื่นมาให้เด็กสองคนกิน
“อร่อย ! หวานมาก” อาเหยียนพูดทั้ง ๆ ที่ขนมยังเต็มปากอยู่
“อาเหยียนเคี้ยวให้หมดก่อนค่อยพูด พี่สะใภ้บอกว่าถ้ากินไปพูดไปจะสำลักเอาได้” ผิงอันบอก
เขาค่อย ๆ กลืนก้อนแป้งรสหวานลงคอ ก่อนจะพูดว่า “ถ้าให้วิ่งขึ้นเขาแล้วได้กินขนมอร่อย ๆ แบบนี้ข้าก็ยอม”
เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังขึ้นที่มุมหนึ่งของบ้าน คนงานที่มาทำงานหันมองเป็นระยะ ๆ
ยามเย็นมาเยือนช้า ๆ แสงแดดอ่อนลงจนท้องฟ้ากลายเป็นสีส้มจาง ๆ อาหารถูกยกออกมาวางบนโต๊ะไม้ยาวในลานบ้าน กลิ่นหอมลอยคลุ้งไปทั่ว บรรยากาศคึกคักกว่าทุกวัน
คนงานทยอยมานั่งล้อมวงกัน เสียงพูดคุยเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ
เด็กทั้งสามนั่งรวมกันอยู่มุมหนึ่ง ผิงอันมองอาหารตรงหน้าตาเป็นประกาย ส่วนอาเหยียนก็ไม่ต่างกันนัก เมื่อทุกคนเริ่มลงมือกินเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“อาหารวันนี้ดีจริง ๆ” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางตักข้าวเข้าปาก
“ใช่ ข้าก็ว่าอย่างนั้น” อีกคนพยักหน้า “รสชาติดีกว่าที่คิดไว้มาก”
คำพูดนั้นทำให้หลายคนหันไปมองทางเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย สายตาหยุดอยู่ที่เฉินซีนางนั่งอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะ
ท่าทางสงบไม่ได้แสดงสีหน้าใดเป็นพิเศษเหมือนไม่ใช่เรื่องของตน
ชายสูงวัยคนหนึ่งพูดขึ้น “ทั้งขนม ทั้งน้ำชา ตอนบ่ายก็ดี ตอนนี้อาหารก็ไม่ขาด บ้านเซี่ยเก่งจริง ๆ”
“ใช่แล้ว” อีกคนหัวเราะ “ตอนแรกข้านึกว่าจะต้องกินข้าวกับเกลือเสียอีก”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นรอบโต๊ะ
ผิงอันแอบยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ดวงตาแอบมองเฉินซีเหมือนกำลังรอฟัง
เฉินซีวางชามลงช้า ๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ต้องขอบคุณท่านป้ากับพี่สะใภ้เจ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก ทุกคนชอบก็ดีแล้วเจ้าค่ะ”
หลายคนมองนางด้วยสายตาไม่คุ้นเคย แต่ไม่นานพวกเขาก็ตั้งใจกินข้าวต่อไป
จากตอนแรกที่ผู้ใหญ่บ้านประเมินว่าเพียงซ่อมบางส่วนก็พอให้อยู่ต่อได้ แต่เมื่อคนงานยิ่งรื้อเอาส่วนที่เสียหายออก กลับยิ่งพบว่ามันเกินจะเยียวยาแล้วจริง ๆ
ไม้ที่ดูเหมือนยังใช้ได้ เมื่อแงะออกมากลับผุเป็นโพรง ผนังที่คิดว่าแค่แตกร้าวกลับพังครืนลงมาเป็นแถบ
“เฮ้อ !” เสียงผู้ใหญ่บ้านพ่นลมหายใจออกมาเสียงดัง
เฉินซีเห็นผู้ใหญ่บ้านและคนงานกำลังถกกันอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน จึงเดินเข้าไปใกล้
“เจ้ามาก็ดีเลย ... ผนังด้านนี้มันไม่สามารถซ่อมได้แล้ว หากต้องก่อขึ้นมาใหม่ คงต้องใช้เงินอีก” ผู้ใหญ่บ้านเผยสีหน้ายุ่งยากใจ “เอาอย่างนี้ ... ข้าพอจะมีเงินอยู่บ้าง เจ้าก็ ... ”
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ พังไปแล้วก็พังไป เชิญท่านลุงมาทางนี้สักครู่เจ้าค่ะ”
ทั้งสองแยกไปปรึกษากันที่อีกด้าน
“ท่านลุงบ้านหลังนี้หากใช้ไม่ได้แล้ว ก็รื้อทิ้งทั้งหมดแล้วสร้างใหม่เถิดเจ้าค่ะ”
“หา ! ไม่ไหว ๆ” เขาส่วยหัว “สร้างใหม่ทั้งหลังอย่างน้อย ๆ ต้องมีถึงสิบตำลึง อีกอย่างบ้านเจ้าไม่มีผู้ชายไปช่วยตัดไม้ ยิ่งต้องใช้เงินเพิ่มอีก ไม่ได้ ๆ ” ผู้ใหญ่บ้านยังส่ายหัวไม่ยินยอม
เฉินซีเห็นแล้วว่าผู้ใหญ่บ้านคนนี้ดีกับบ้านนี้จริง ๆ ก่อนจะลดเสียงลงเป็นกระซิบ
“ข้ามีเงินอีกเจ้าค่ะ บ้านหลังนี้ข้าอยากได้ห้องเพิ่มด้วย ท่านลุง ... ยี่สิบตำลึงข้าก็ไหว”
“นะ นี่ ! ” ผู้ใหญ่บ้านอ้าปากค้างไปแล้ว
เฉินซียิ้มพยักหน้าแสดงความมั่นใจ “ท่านอย่าได้บอกใครเชียว ข้ากลัวถูกปล้นอีก”
“ข้ารับปาก ๆ ” ผู้ใหญ่บ้านเหมือนได้สติกลับมา “หากรื้อใหม่คืนนี้พวกเจ้าก็ไม่มีที่นอน ไป ... ไปนอนที่เรือนเก่ามารดาข้า หลังจากนางตายไปปีก่อนก็ยังไม่ได้รื้อถอน”
เฉินซีนึกถึงเรือนเล็กที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับเรือนของผู้ใหญ่บ้าน นางก็เห็นด้วยเช่นกัน
“มันจะไม่เป็นการรบกวนเกินไปหรือเจ้าคะ”
“ไม่รบกวน ๆ เซี่ยผิงหยวนฝากข้าไว้ หากวันใดเขากลับมาข้าก็จะได้มีคำตอบให้เขาได้”
เฉินซีสังเกตสีหน้าของผู้ใหญ่บ้าน ดูเหมือนเขาจะมีความผูกพันธ์กับเซี่ยผิงหยวนมากจริง ๆ หรืออาจจะมีอะไรที่มากกว่านั้น
“เขาไปเป็นทหารนานแล้ว ... ไม่มีจดหมายมาเลยหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงของนางแฝงความใคร่รู้
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจอีกครั้ง “ตั้งแต่พวกเขาไป…” ผู้ใหญ่บ้านส่ายหัว “ก็ไม่มีข่าวจากใครเลย”
“เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ น้องชายข้า พวกเขาเฝ้าคิดถึงพี่ชายทุกวัน ข้าก็เลยลองถามท่านดู”
คืนนั้นหลังจากย้ายของจำเป็นมาเรียบร้อย ทั้งสามก็เข้ามาพักในเรือนเก่าของมารดาผู้ใหญ่บ้าน ตัวเรือนตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลักมากนัก แต่บรรยากาศกลับเงียบกว่าหลายเท่า
ประตูไม้เก่าถูกผลักเปิดเสียงบานพับครืดคราดเบา ๆ ดังขึ้นในความเงียบ ด้านในมืดสลัว มีกลิ่นไม้เก่าและฝุ่นจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ แสงจากตะเกียงส่องให้เห็นเพียงบางส่วน พื้นไม้ยังคงแข็งแรงข้าวของถูกเก็บไว้เรียบร้อยเกินคาด
“ที่นี่…เงียบจัง”
ผิงอันกระซิบเบา ๆ พลางขยับเข้าใกล้พี่โดยไม่รู้ตัว เซี่ยผิงจางไม่ตอบแต่สายตาก็ระวังขึ้นเล็กน้อย เฉินซีเดินเข้าไปด้านในช้า ๆ กวาดตามองรอบห้อง
เมื่อจัดที่นอนเรียบร้อยทั้งสามก็นั่งลงใกล้กัน เสียงด้านนอกเงียบสนิท มีเพียงเสียงลมพัดผ่านช่องไม้ดังวูบวาบเป็นระยะ
ผิงอันมองไปรอบ ๆ อีกครั้งก่อนจะขยับเข้าใกล้เฉินซี
“พี่สะใภ้…” เขาลดเสียงให้เบาลงอีก “ที่นี่…ไม่มีอะไรใช่หรือไม่”
เฉินซีเหลือบมองเขามุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าคิดว่าจะมีอะไร”
ผิงอันรีบส่ายหน้า “มะ…ไม่มีขอรับ” แต่ก็ยังไม่ยอมขยับห่างจากนาง
“ไม่ต้องกลัวนะ” เสียงของเฉินซีนุ่มลงมากกว่าเดิม “พวกเรามาอยู่ที่นี่ชั่วคราว พอเรือนหลังใหม่สร้างเสร็จ พวกเราก็ไม่ต้องนอนเบียดกันแล้ว พี่จะออกแบบบ้านใหม่ให้พวกเจ้าสองคนมีห้องเป็นของตัวเอง”
“จริงหรือ ! พี่สะใภ้” ดวงตาผิงจางมองนางอย่างไม่เชื่อ
“ไม่เอาข้าจะนอนห้องเดียวกับพี่สะใภ้” ผิงอันขยับเข้ามาเบียดเฉินซีอีก
“ไม่ได้นะผิงอัน พี่สะใภ้คือภรรยาของพี่ใหญ่หากพี่ใหญ่กลับมาก็ต้องนอนห้องเดียวกัน”
ผิงอันมองพี่ชายรองและเฉินซีสลับกันไปมา เขาไม่เข้าใจสิ่งที่ผิงจางพูดนัก แต่ก็ไม่ได้โตเถียงอีก
“เช่นนั้นข้าจะนอนกับพี่รอง”
“ไม่ต้องเลือกแล้ว ... พวกเราจะมีห้องเป็นของตนเอง แต่ตอนนี้ผิงอันยังเล็กหากกลัวก็ให้นอนกับพี่รองเจ้าไปก่อน”
“ตกลง” ผิงอันยิ้ม
“นอนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงานอีก” เสียงของเฉินซีดังขึ้น พร้อมกับดึงผ้าห่มเก่า ๆ ให้พวกเขานอนลงข้าง ๆ กัน
