ตอนที่ 8 บ้านเราต้องดีขึ้น
ก่อนถึงบ้านเฉินซีนำของทั้งหมดกลับมาใส่ลงตะกร้าอีกครั้ง เมื่อไปถึงลานบ้านผิงอันเป็นคนแรกที่วิ่งออกมาต้อนรับ
“พี่สะใภ้ กลับมาแล้ว”
สายตาสอดส่องไปทั่วทั่งตัว ดวงตาเล็ก ๆ เป็นประกายทันทีเมื่อเห็นของในตะกร้า
“มีเนื้อด้วย!”
ผิงจางเดินรีบวิ่งตามออกมาเช่นกัน เขารีบยื่นมือเข้าไปช่วยรับของ
“วันนี้ขายได้ดีหรือขอรับ”
เฉินซีพยักหน้า“พอใช้ได้” นางยื่นของให้ทั้งสองช่วยถือ “เอาเข้าไปเก็บก่อน เดี๋ยวข้าจะทำอาหาร คงหิวแล้วละสิ”
“ขอรับ!” เด็กทั้งสองรีบรับไปอย่างตื่นเต้น
กลิ่นควันไฟลอยอวลอยู่ในครัวเล็ก ๆ เฉินซีมัดแขนเสื้อขึ้นอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเริ่มเตรียมวัตถุดิบ
หมูสดที่ซื้อมาเมื่อเช้าถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ผักกาดและต้นหอมถูกล้างสะอาดวางเรียงอยู่ข้างเขียง
“วันนี้จะได้กินของดีแล้ว…” นางพึมพำเบา ๆ
ผิงอันยืนเกาะขอบเตาดวงตาเป็นประกาย “พี่สะใภ้ จะทำอะไรหรือขอรับ”
“หมูผัดผัก กับน้ำแกงไก่”
แค่ได้ยินคำว่าเนื้อไก่เด็กทั้งสองก็มองหน้ากันอย่างตื่นเต้น
เฉินซีตั้งกระทะใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย เมื่อร้อนดีแล้วจึงใส่หมูลงไปผัด เสียง “ฉ่า” ดังขึ้นทันที กลิ่นหอมของเนื้อเริ่มลอยออกมา
นางใช้ตะหลิวพลิกหมูอย่างชำนาญ ก่อนจะใส่ผักตามลงไป โรยเกลือเล็กน้อย ไม่นานหมูผัดผักก็สุก กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้องครัว
ผิงจางกลืนน้ำลาย “หอมมาก…”
เฉินซีหัวเราะเบา ๆ “ยังไม่เสร็จ”
นางหันไปอีกเตา หม้อดินตั้งอยู่บนไฟอ่อน ๆ ในหม้อมีไก่ที่หั่นเป็นชิ้น ต้มกับน้ำจนเดือด ก่อนจะหยิบรากโสมชิ้นเล็กหลายชิ้นออกมาใส่ตามลงไป
กลิ่นโสมหอมบาง ๆ ที่แตกต่างจากเดิมลอยขึ้นทันที
“นี่คือยาบำรุง” นางพูดเรียบ ๆ “กินแล้วร่างกายจะแข็งแรงขึ้น”
ผิงอันพยักหน้าอย่างจริงจัง แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมด
เฉินซีใส่ต้นหอมเพิ่มเล็กน้อย แล้วปล่อยให้น้ำเดือดต่อ ไม่นานน้ำแกงก็มีสีเข้มขึ้นเล็กน้อย เนื้อไก่เปื่อยได้ที่
เมื่อทุกอย่างเสร็จนางตักหมูผัดผักใส่จานไม้ และตักน้ำแกงไก่ใส่จนเต็มชาม
“มากินได้แล้ว”
เด็กทั้งสองแทบจะวิ่งเข้ามาทันที
ผิงอันจับช้อนตักน้ำแกงขึ้นมาเป่าจนเย็นลงก่อนจะลองชิม ดวงตาเบิกกว้าง
“อร่อย!”
ผิงจางเองก็พยักหน้าไม่หยุด
“ไม่เคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย…”
เฉินซีนั่งลงมองพวกเขาเงียบ ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“อร่อยก็กินให้เยอะ ๆ ไม่อิ่มก็ยังมีอีก”
เช้าวันต่อมาหมอกบางยังลอยคลออยู่เหนือพื้นดิน ลมเย็น ๆ ของยามรุ่งสาง ทำให้บรรยากาศในหมู่บ้านเงียบสงบอย่างประหลาด
เฉินซีลุกขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง นางยืนอยู่กลางลานบ้าน หลับตาลงเล็กน้อย ปรับลมหายใจให้ช้า…ลึก…สม่ำเสมอ
จากนั้นร่างกายก็เริ่มเคลื่อนไหว ช้า…นุ่มนวล…แต่มั่นคง
มือข้างหนึ่งยกขึ้นอย่างผ่อนคลาย อีกข้างเคลื่อนตามเป็นวงโค้ง ทุกท่วงท่าดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยจังหวะที่แน่นอน
มวยไท่จี๋นี้แม้การเคลื่อนไหวที่ดูเชื่องช้า แต่กลับควบคุมทุกส่วนของร่างกาย ลมหายใจของนางสอดคล้องกับทุกการเคลื่อนไหว หนึ่งท่า…หนึ่งลมหายใจ พลังภายในค่อย ๆ ไหลเวียน
“พี่สะใภ้…”
เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง
เฉินซีไม่ได้หยุด แต่เอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ตื่นแล้วหรือ”
ผิงอันกับผิงจางยืนมองท่าทางประหลาดของนางตาไม่กะพริบ
“ท่านกำลังทำอะไรหรือขอรับ…”
เฉินซีหมุนตัวช้า ๆ จบท่า ก่อนจะลืมตาขึ้น
“ฝึกวิชา”
คำตอบสั้น ๆ แต่ทำให้ดวงตาเด็กทั้งสองเป็นประกายทันที
“ข้าขอฝึกด้วยได้หรือไม่!” ผิงอันรีบพูด
ผิงจางแม้จะเงียบกว่า แต่ก็พยักหน้าแรง ๆ
เฉินซีมองพวกเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ได้อยู่แล้ว”
นับตั้งแต่วันนั้นที่ลานหน้าบ้านเซี่ย ช่วงเช้าของทุกวันจะมีเด็กสาวและเด็กชายสองคนออกมาร่ายรำท่ามวยไท่จี๋ทุกเช้า
สิบวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ลานบ้านที่เคยเงียบเหงาบัดนี้มีเสียงหมัดมวยฝึกทุกเช้า กลิ่นหอม ๆ ของอาหารอุ่น ๆ ทุกเย็น ร่างกายของเด็กทั้งสองก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แม้ยังผอมอยู่บ้างแต่ดวงตาไม่หม่นหมองไร้แววเหมือนก่อนอีกแล้ว
เช้าวันนี้เฉินซีสะพายตะกร้าเตรียมออกไปตำบลอีกครั้ง
ผิงอันเห็นเข้าก็วิ่งเข้ามาหาแทบจะทันที “พี่สะใภ้! ข้าไปด้วยได้หรือไม่!”
ผิงจางเดินตามมาแม้จะพูดไม่ทันผิงอัน แต่สายตาของเขาก็ชัดเจนว่าอยากไปเช่นกัน
เฉินซีมองทั้งสองเงียบ ๆ สิบวันที่บำรุงร่างกายเด็กสองคนนี้อย่างดี ตอนนี้พวกเขายืนได้นิ่งขึ้น หายใจไม่หอบง่ายเหมือนก่อน ลองให้พวกเขาเดินทางไกลดูคงไม่เป็นไร
เฉินซีพยักหน้าเบา ๆ “ไปก็ได้”
“จริงหรือ!”
“ขอบคุณพี่สะใภ้!”
ไม่นาน ทั้งสามก็ออกเดินทางยังคงใช้เส้นทางเดิมจากหมู่บ้านสู่ตำบล แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม ผิงอันวิ่งนำบ้างหยุดบ้าง คอยมองรอบทางอย่างตื่นเต้น
ผิงจางเดินข้างเฉินซีสายตาระวังมากขึ้นกว่าครั้งก่อน
“พี่สะใภ้…” เขาเอ่ยเบา ๆ “ถ้ามีคนไม่ดีอีก…”
เฉินซีตอบโดยไม่หันไปมอง “พวกเจ้าทำเหมือนที่ข้าสอน”
ผิงจางกำมือแน่น “ขอรับ”
ระหว่างทางเฉินซีไม่ได้เดินเฉย ๆ สายตาของนางกวาดมองรอบด้านตามสัญชาตญาณ และแล้วแสงจาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้อยู่ข้างทางใต้พุ่มไม้เฉินซีหยุดเล็กน้อย “รอตรงนี้นะ” นางพูดสั้น ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไป ผิงอันกับผิงจางไม่ถามอะไรเพียงยืนรอตามคำสั่ง
ไม่กี่อึดใจเฉินซีก็กลับออกมา สีหน้าเรียบเหมือนเดิม แต่ในมิติของนางมีสมุนไพรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งต้น
เด็กทั้งสองแทบจะหยุดพูดไม่ได้ตั้งแต่ก้าวเข้าเขตตลาด
“พี่สะใภ้! เมื่อครู่ที่ร้านตรงหัวถนนขายขนมด้วย!”
“แล้วตรงโน้นมีของเล่นไม้!”
ผิงอันชี้ไปทั่วอย่างตื่นเต้น ส่วนผิงจางแม้จะสำรวมกว่า แต่สายตาก็ไล่มองร้านค้าทีละร้านไม่หยุด
เฉินซีเดินนำไปสายตาก็คอยหันมองเด็กทั้งสองเพราะกลัวว่าจะเดินไปชนกับใครเข้า มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “เดินดี ๆ อย่าชนคนอื่น”
“ขอรับ!”
แม้จะตอบรับอย่างว่าง่าย แต่เสียงของพวกเขายังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ไม่นาน ทั้งสามก็มาหยุดอยู่หน้าร้านโอสถเหอชุน
“พี่สะใภ้พวกเรามาทำอะไรที่นี่หรือ”
“มาขายสมุนไพรน่ะ ตามมาเงียบ ๆ นะ”
แต่ครั้งนี้นางไม่ได้หยิบของล้ำค่าออกมา ในตะกร้ามีเพียงสมุนไพรป่าธรรมดา เห็ดแห้ง และรากไม้บางชนิด ของที่มีราคาแต่ไม่สะดุดตาเกินไป
เมื่อเดินเข้าไปในร้าน หมอฮั่วเงยหน้าขึ้นทันที เมื่อเห็นนางเขาก็จำได้ทันที เดินออกมาจากโต๊ะยิ้มอย่างอารมณ์ดีกล่าวต้อนรับนาง
“แม่นาง เจ้ามาแล้ว ครั้งนี้มีของดีมาอีกหรือไม่”
เฉินซีพยักหน้า “วันนี้ข้ามีของป่ามาขายเล็กน้อยเจ้าค่ะ” ก่อนจะวางสมุนไพรลงบนโต๊ะ
หมอฮั่วก้มลงตรวจดูอย่างละเอียด “เห็ดป่าแห้ง รากชิงอ่าว แล้วก็นี่…คุณภาพใช้ได้”
เขาพยักหน้า “ของพวกนี้ไม่หายากมาก แต่ของที่แม่นางนำมาคุณภาพดี ทั้งยังตากแห้งได้เหมาะสม ... ข้ารับซื้อ”
หมอฮั่วคิดครู่หนึ่ง
“รวมกัน…ห้าตำลึง”
ผิงอันเบิกตากว้างขึ้นเมื่อได้ยินว่าจะได้เงินถึงห้าตำลึง
แต่เฉินซีกลับนิ่งสงบ นางอมยิ้มเล็กน้อยไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้น “ตกลงเจ้าค่ะ” นางตอบง่าย ๆไม่มีการต่อราคา
หมอฮั่วเหลือบมองนางเล็กน้อย แววตาคล้ายกำลังประเมินแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
เมื่อรับเงินแล้วเฉินซีก็เก็บใส่ถุงผ้าอย่างเรียบร้อย
ผิงจางกระซิบเบา ๆ “พี่สะใภ้…ทำไมไม่ขายของทั้งหมดล่ะ”
เฉินซีตอบโดยไม่มอง “ของดี…ไม่ควรเอาออกมาบ่อย”
ผิงจางชะงักเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า ท่าทางเหมือนเริ่มเข้าใจบางอย่าง
เมื่อกลับจากตำบล เฉินซีไม่ได้มุ่งหน้ากลับบ้านทันทีนางเปลี่ยนเส้นทาง เดินไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้านก่อน ในมือตะกร้ามีเนื้อหมูห่อไว้อย่างดี
“พี่สะใภ้ เราไม่กลับบ้านก่อนหรือ” ผิงอันถามอย่างสงสัย
“แวะที่หนึ่งก่อน”
เมื่อทั้งสามเดินเข้าไปในลานบ้านหลังใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านหลิวที่กำลังนั่งผ่าฟืนอยู่ ทันทีที่ได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น
“อ้าว ! เด็ก ๆ บ้านเซี่ย มาได้อย่างไร”
เฉินซียิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยื่นห่อเนื้อหมูให้ “ข้ามาขอบคุณท่านเจ้าค่ะ คราวก่อนถ้าไม่ได้ท่านช่วย…”
ผู้ใหญ่บ้านรีบโบกมือ “เรื่องเล็กน้อย อย่าคิดมากเลย”
แม้จะพูดเช่นนั้นแต่สายตาที่มองเนื้อหมูก็อ่อนลง “ของพวกนี้เจ้าเก็บไว้กินเถอะ บ้านเจ้าก็ไม่ได้ดีนัก”
เฉินซีส่ายหน้า “ตอนนี้พออยู่ได้แล้วเจ้าค่ะ ท่านลุงผู้ใหญ่รับไว้เถอะ”
ผู้ใหญ่บ้านมองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วรับไว้ “เช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว”
หลังจากนั้นเฉินซีก็เอ่ยขึ้นตรง ๆ “ข้ามีเรื่องอยากปรึกษาท่านลุงเจ้าค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านเลิกคิ้ว “ก่อนเซี่ยผิงหยวนจะจากไป เขาก็ฝากฝังให้ข้าช่วยดูแลพวกเจ้า มีเรื่องอะไรก็ว่ามาเถอะ”
เฉินซีไม่รอช้านางย่อตัวลงนั่งอยู่ในระดับเดียวกันกับผู้ใหญ่บ้าน
“บ้านข้าหลังคารั่ว ผนังแตก ถ้าฝนตกหนักอีกคงอยู่ไม่ได้” นางพูดเรียบ ๆ “ข้าอยากซ่อม แซมบ้าน แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรเจ้าค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าอย่างเข้าใจ “บ้านพวกเจ้ามันทรุดมานานแล้ว จะซ่อมเองคงยาก”
เขาถอนหายใจก่อนจะวางขวานลง
“ถ้าจะซ่อมจริง ต้องมีคนช่วย อย่างน้อยสองสามคน”
เฉินซีถามต่อ “ค่าจ้างประมาณเท่าไรเจ้าคะ”
ผู้ใหญ่บ้านคิดเล็กน้อย “ถ้าเป็นคนในหมู่บ้าน วันละไม่กี่เหรียญทองแดง แต่ต้องเลี้ยงข้าวด้วย”
“... แล้ววัสดุล่ะเจ้าคะ”
“ไม้กับฟางพอหาได้ในหมู่บ้าน แต่ต้องมีคนช่วยตัดและขนมาที่เรือนเจ้า” เขามองเฉินซีอีกครั้ง “เจ้าจะซ่อมจริงหรือ”
“ซ่อมเถิดเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าเองก็มีเงินเก็บอยู่เล็กน้อย หากไม่มากเกินไปก็พอได้อยู่เจ้าค่ะ”
“เอาอย่างนี้แล้วกัน ... พรุ่งนี้ข้าจะไปดูให้ ว่าต้องซ่อมตรงไหนบ้าง ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที”
เฉินซีก้มศีรษะเล็กน้อย “ขอบคุณท่านลุงมากเจ้าค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านโบกมือ “ไม่ต้องเกรงใจ แค่เจ้าดูแลเด็กสองคนนั้นดี ๆ ก็พอ”
ระหว่างนี้เขาเองก็พิจารณาเด็กทั้งสองคนไปด้วย พวกเขาสวมเสื้อผ้าใหม่แม้ไม่ใช่ของดีอะไรแต่ก็เป็นของใหม่จริง ๆ รูปร่างหน้าตาเริ่มดูดีขึ้นมาบ้าง แววตาหรือก็สดใสขึ้น
ที่เฉินซีบอกว่าอยู่ได้ เห็นจะเป็นเช่นนั้นจริง
เขาจึงหันไปพูดกับเด็ก ๆ เล็กน้อยเพื่อสอบถามดู เด็กสองตอบคำถามของผู้ใหญ่บ้านอย่างเป็นธรรมชาติ ความสนิทสนมของพวกเขากับเฉินซีก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เด็กมักไม่โกหก ... ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าพึงพอใจก่อนจะบอกให้พวกเขากลับไป
ขากลับแสงเย็นสาดลงบนทางดิน ผิงอันเดินกระโดดไปมาอย่างอารมณ์ดี
ผิงจางเอ่ยถามขึ้นระหว่างทาง “พี่สะใภ้…บ้านเราจะดีขึ้นจริง ๆ ใช่ไหม”
เฉินซีมองไปข้างหน้า “อืม ... ต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน”
