สะใภ้ใจดำพลิกร้ายกลายเป็นรวย

89.0K · อัพเดทล่าสุด
จิ๋วโหย่ว
32
บท
692
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เฉินซี เด็กสาวผู้ถูกขายมาเป็นสะใภ้ในบ้านยากจน ใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวังท่ามกลางความหิวโหยและความโหดร้าย จนคืนหนึ่งโจรบุกบ้าน นางเกือบตาย แต่กลับฟื้นขึ้นมาพร้อม “บางสิ่ง” ที่เปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล นางมองเห็นของมีค่าเป็นแสงเรือง และมีมิติลับสำหรับเก็บสมบัติ ทั้งยังมีทักษะการต่อสู้และเอาตัวรอดที่แม้แต่นางเองก็ไม่เข้าใจ จากคนที่เคยรังแกเด็กสองคน กลายเป็นผู้ปกป้องและเป็นเสาหลักของบ้าน จากบ้านทรุดโทรมไร้ทางรอด สู่การเริ่มต้นใหม่ด้วยสองมือ ในโลกที่อ่อนแอคือผู้ถูกเหยียบย่ำ เฉินซีเลือกจะเปลี่ยนชะตา สร้างฐานะ ปกป้องคนของตน และก้าวขึ้นสู่เส้นทางที่ไม่มีใครคาดคิด…

นิยายจีนโบราณนิยายรักโรแมนติกผู้ชายอบอุ่นทหารหมอนักวรยุทธข้ามมิติแต่งงานก่อนรักสัญญาทางรักสัมพันธ์ครอบครัว

ตอนที่ 1 พี่สะใภ้ใจดำ

หมู่บ้านซานเหอเป็นหมู่บ้านชนบท ขนาดไม่ใหญ่รวมแล้วมีประมาณสามสิบหลังคาเรือนอยู่ห่างจากเมืองหลวงไม่ถึงพันก็หลายร้อยลี้ มีภูเขาและป่าล้อมรอบเหมาะอย่างยิ่งแก่การเพาะปลูกและล่าสัตว์

ณ บ้านที่ทรุดโทรมหลังหนึ่งตั้งอยู่ท้ายสุดห่างไกลจากคนส่วนใหญ่ เพียงมองจากภายนอกก็รู้ว่าบ้านหลังนี้ คนที่อาศัยอยู่ฐานะยากจนเพียงใด หากใครได้เห็นด้านในจะรู้ว่าทรุดโทรมยิ่งกว่าที่เห็นจากภายนอกเสียอีก ผนังที่เก่าจนเปลี่ยนสี หลังคาที่มีแต่รอยแตกรั่ว ลานดินแตกระแหงรอบ ๆ ตัวบ้านหญ้าขึ้นรกชักไร้เงาคนดูแล

เฉินซีหญิงสาววัยสิบห้าปีนั่งเงียบ ๆ สายตาเหม่อมองไปรอบ ๆ สถานที่แห่งนี้เป็นเหมือนคุกกุมขังนางเอาไว้ นับตั้งแต่ถูกญาติห่าง ๆ ที่นางระหกระเหินมาขอพึ่งพิง ขายนางให้แต่งเป็นสะใภ้ของบ้านเซี่ย รวมเวลาแล้วก็หนึ่งปีเต็มพอดิบพอดี

จากคุณหนูฐานะสูงศักดิ์ ตอนนี้เฉินซีสวมเสื้อผ้าเก่าซีดแนบกาย สายตาแข็งกร้าวจนไม่เหลือเค้าเด็กสาวคนเก่าแม้แต่น้อย ตั้งแต่วันที่นางถูกขายเข้ามาได้สามวัน สามีของนางจากไปโดยไม่หันกลับมา ผ่านมาแล้วหนึ่งปีเต็มไร้จดหมาย ไร้ข่าวคราว หายเงียบเหมือนเขาเป็นคนที่ไม่เคยมีตัวตน

“ช้าเกินไปแล้ว!” เสียงนางตวาดดังลั่น

เด็กชายวัยหกปีสะดุ้งเฮือก มือเล็ก ๆ ที่ถือถังน้ำสั่นเทาเป็นเหตุให้น้ำกระฉอกหกลงพื้นไปครึ่งหนึ่ง

“ข้าให้ไปตักน้ำตั้งนาน ทำไมเพิ่งกลับมา!”

“ขะ ข้าขอโทษ…แต่ถังมันหนัก…” เด็กชายตอบเสียงสั่น

เพี๊ยะ!

ฝ่ามือฟาดลงบนแก้มเล็กอย่างแรง ร่างเล็ก ๆ ล้มลงกับพื้นทันที น้ำในถังที่เหลือก็หกลงมาหมด

“หนักแล้วอย่างไร ! ถ้าไม่ทำงานก็ไม่ต้องกิน !”

มุมหนึ่งของลานบ้านเด็กชายตัวเล็กอีกคนในวัยสี่ปี ยืนกอดเสาแน่นดวงตาแดงก่ำแต่ไม่กล้าร้องไห้ เขารู้ดีถ้าร้องทั้งคู่จะโดนหนักกว่าเดิม

“ไป! เอาถังน้ำไปเก็บ แล้วไปดูที่ดักสัตว์ อย่างน้อยต้องมีเนื้อกิน ! ”

เฉินซีหันหลังกลับ ไม่แม้แต่จะมองเด็กที่ล้มอยู่

อาหารในแต่ละวันมีเพียงข้าวหยาบกับผักดอง หรือบางวันก็แทบไม่ได้กินอะไรนอกจากน้ำต้มข้าวใส ๆ ทำให้เด็กทั้งสองซูบผอม มือเต็มไปด้วยแผลจากงานบ้านและงานสวน

ในบางวันเฉินซีนั่งอยู่เงียบ ๆ แต่ในบางวันก็เหมือนระเบิดที่พร้อมปะทุ แต่ไม่มีใครรู้ว่าในยามค่ำคืนหลังจากทุกอย่างสงบลง เด็กสาวที่ดูแข็งกร้าวคนนั้นจะนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่มุมห้อง ร้องไห้เงียบ ๆ และยิ่งเวลาผ่านไปความหวังที่เคยมีเพียงน้อยนิดก็ถูกกัดกินจนไม่เหลือ

เช้าวันใหม่ฟ้ายังไม่ทันสว่างเต็มที่ เสียงสนทนาดังขึ้นบริเวณลานหน้าบ้านตระกูลเซี่ย หญิงชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยืนจับกลุ่มซุบซิบ สายตาเต็มไปด้วยความดูถูก เพราะทางหน้าบ้านเซี่ยเป็นทางผ่านสำหรับไปที่แม่น้ำหลังหมู่บ้าน พวกนางมักจะจับกลุ่มกันไปซักผ้าที่นั่นทุกเช้า

“นี่มันบ้านคนหรือบ้านผีกันแน่...ดูสภาพสิ”

“ข้าได้ยินว่าเด็กสองคนนั่นแทบไม่ได้กินอิ่มเลยนะ”

“ก็มีพี่สะใภ้แบบนั้น จะเหลืออะไรดี ๆ ล่ะ”

อีกคนหัวเราะหยัน “เฉินซีน่ะหรือ ? หึ ! ใจดำจะตายไป ! เด็กยังเล็กแค่นั้นก็ใช้งานหนัก”

“ข้าเคยเห็นกับตา นางตบเชี่ยผิงจางล้มลงกับพื้น!”

เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครคิดจะลดระดับ

“พี่สะใภ้แบบนี้...แย่ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน!”

“รังแกน้องสามีตัวเองแท้ ๆ ไม่กลัวบาปกรรมบ้างหรือไง!”

“รอให้สามีของนางกลับมาก่อนเถอะ ... ถุ้ย !” หญิงคนหนึ่งแค่นเสียงถ่มน้ำลายลงพื้น

“นางได้ถูกหย่าแน่!”

“หย่าอย่างเดียวน่ะมันน้อยไป ข้าว่านะเซี่ยผิงหยวนคงซ้อมนางล้างแค้นก่อนแน่!”

เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นเป็นระยะ

ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดกันอย่างออกรสอยู่นั้น ประตูบ้านเซี่ยที่พวกนางกำลังนินทาก็เปิดออก

เอี๊ยด...

เฉินซียืนอยู่ตรงนั้นใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาเย็นชามองคนตรงหน้า เหมือนกำลังมองเรื่องน่ารำคาญ การมาของนางทำให้บรรยากาศเงียบทันควัน

“พวกป้า ๆ กำลังพูดถึงใครกัน”

หญิงคนเดิมเชิดคางขึ้น “ออกมาพอดีเลย! ข้ากำลังพูดถึงเจ้าอยู่!”

เฉินซีเลิกคิ้วเล็กน้อย “อ้อ? งั้นพูดต่อสิ ข้าฟังอยู่”

คำตอบเรียบ ๆ แต่กลับยิ่งยั่วโทสะคน

“เจ้ามันก็แค่พี่สะใภ้ใจดำ!”

“เด็กตัวเล็กแค่นั้นยังไม่เว้น!”

เฉินซีหัวเราะเบา ๆ “แล้วอย่างไร?”

ทุกคนชะงัก

“พวกเขาอยู่บ้านข้า กินของข้า” นางยกสองแขนขึ้นกอดอก น้ำเสียงสูงขึ้นอีก “ข้าจะใช้หรือจะสั่งให้คนในปกครองทำอะไร...มันก็เรื่องของข้า”

คำพูดนั้นทำให้หลายคนหน้าถอดสี

“เจ้า!”

“ไร้มนุษยธรรมจริง ๆ!”

เฉินซีเอียงศีรษะเล็กน้อย “หรือพวกเจ้าจะเอาพวกเขาไปเลี้ยงแทน?”

เงียบ ... ไม่มีใครตอบ

“ก็แค่ยืนพูดให้ตัวเองดูดี” นางแค่นเสียง “แต่ไม่มีใครกล้ารับภาระจริง ๆ”

คำพูดแทงใจจนบางคนหลบสายตา แต่หญิงคนเดิมยังไม่ยอม

“ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายเด็ก!”

เฉินซีมองนางนิ่ง ๆ ก่อนจะยิ้มบาง “งั้นก็ไปฟ้องสิ” นางก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว “หรือจะรอให้สามีข้ากลับมา? เหอะ ! … พวกเจ้าก็พูดอยู่นี่ ว่าเขาจะจัดการข้า งั้นก็รอเขากลับมาก่อนแล้วกัน”

ก่อนเฉินซีจะหัวเราะเบา ๆ “ถ้าเขากลับมาจริงน่ะนะ”

คำพูดสุดท้ายทำให้หลายคนขมวดคิ้ว แต่ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรเฉินซีก็หันไปตวาดใส่เด็กสองคนด้านในบ้าน

“ไปทำงาน!”

เด็กชายวัยหกปีสะดุ้ง รีบคว้าถังน้ำวิ่งออกไปทันที อีกคนรีบก้มหน้าตาม ภาพนั้นยิ่งตอกย้ำคำครหาของชาวบ้าน แต่ครั้งนี้เฉินซีไม่ตอบคำนางหันหลังกลับเข้าบ้าน

ปัง!

ประตูปิดลงต่อหน้าทุกคน

“นี่...”

“ไปกันเถอะ ... สักวันนางต้องได้รับกรรมแน่!”

แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านช่องกระเบื้องแตกลงมาเป็นลำบาง ๆ ภายในบ้านเงียบงัน เฉินซีนอนเอนอยู่บนตั่งไม้เก่า ลมหายใจสม่ำเสมอดูเหมือนว่านางกำลังหลับลึก ส่วนอีกมุมหนึ่งของลานบ้านเด็กชายทั้งสองนั่งเงียบ ๆ ไม่กล้าส่งเสียง

โครก ! เสียงท้องร้องเบา ๆ เป็นการเตือนว่าพวกเขายังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไร พวกเขามองไปที่ประตูเป็นบางครั้ง สายตาเหมือนกำลังหวังให้ใครบางคนกลับมา แล้วก็หันกลับมาก้มหน้าเหมือนเดิม

ในตอนนั้นเอง

ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะเบามาก ราวกับกลัวใครได้ยิน

เด็กชายคนพี่สะดุ้ง รีบหันไปมอง “ไปดูเร็ว...” เขากระซิบเสียงแผ่ว

ทั้งสองค่อย ๆ ย่องไปที่ประตู เปิดออกเพียงแง้มเล็กน้อย

ผู้ที่มานั้นเป็นภรรยาของผู้ใหญ่บ้าน นางมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะรีบยื่นห่อผ้ามาให้

“เร็ว ๆ ผิงจางรับเอาไป” นางกระซิบเสียงเร่งร้อน

เด็กทั้งสองชะงัก

“ท่านป้าหลิว ... นี่คืออะไรหรือ”

“อย่าพูดมาก เดี๋ยวนางตื่น!” นางขมวดคิ้วเบา ๆ

เด็กชายคนพี่ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปรับห่อผ้ายังอุ่นอยู่ กลิ่นข้าวสวยลอยออกมาอ่อน ๆ ทั้งสองคนกลืนน้ำลายพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว

“กินเร็วเข้า ... แล้วอย่าให้พี่สะใภ้เจ้ารู้ล่ะ” นางพูดเสียงเบา สีหน้าทั้งสงสารทั้งกังวล

เด็กชายคนน้องรีบพยักหน้าแรง ๆ

“ขะ...ขอบคุณขอรับ...”

หญิงผู้นั้นมองเด็กทั้งสองครู่หนึ่งสายตาอ่อนลงเล็กน้อย “ผอมกันขนาดนี้แล้ว...ยังต้องทำงานอีก” นางพึมพำเบา ๆ

แต่สุดท้ายก็ได้เพียงถอนหายใจ

“รีบกินเถอะ”

พูดจบนางก็รีบหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ประตูปิดลงอีกครั้งภายในบ้านกลับมาเงียบเหมือนเดิม เด็กทั้งสองนั่งลงที่มุมเดิมมือเล็ก ๆ คลี่ห่อผ้าออกช้า ๆ ด้านในมีข้าวขาวกับผักเล็กน้อย

เป็นของที่ธรรมดามากแต่สำหรับพวกเขามันคือของล้ำค่า เด็กคนน้องมองตาเป็นประกาย

“พี่...ข้าว” เสียงสั่นเล็กน้อย

คนพี่เม้มปากก่อนจะพยักหน้า “แบ่งกันกินนะ”

พวกเขาใช้มือหยิบข้าวอย่างระมัดระวังไม่ให้ข้าวตกลงไปแม้แต่เม็ดเดียว พวกเขาแบ่งกันกินคนละคำอย่างรวดเร็ว สายตาเหลือบไปมองทางตั่งไม้อยู่ตลอด

“เมื่อไหร่พี่ใหญ่จะกลับมา ... พี่รองข้าเจ็บ” น้องชายคนเล็กเริ่มมีน้ำตาไหลออกมา

“พี่ใหญ่บอกว่าไปเป็นทหารแค่ปีครึ่ง อีกไม่นานพี่ต้องกลับมา น้องเล็กไม่ร้องนะหากนาง ... ได้ยินเข้าจะหงุดหงิดใส่พวกเราอีก”

“อืม ... ข้าเชื่อพี่”

เด็กชายยกเสื้อผ้าขาด ๆ ขึ้นมาซับน้ำตา ก่อนจะจัดการข้าวให้หมดแล้วรีบทิ้งทำลายหลักฐาน

บนตั่งไม้เก่าเปลือกตาของเฉินซีขยับเล็กน้อย ดวงตาค่อย ๆ เปิดขึ้น นางไม่ได้หลับตั้งแต่ต้น เพียงแต่ไม่อยากสนใจก็เท่านั้น

แต่คำพูดเมื่อครู่ของเจ้าเด็กผิงอันยังคงดังชัดอยู่ในหู ‘พี่รองข้า...เจ็บ’

ปลายนิ้วของนางขยับเบา ๆ ‘น่ารำคาญ’ เฉินซีค่อย ๆ เลื่อนสายตาไปยังเด็กทั้งสอง

ผิงอันคนเล็กนั่งก้มหน้ามือเล็กกำชายเสื้อแน่น ไหล่บางสั่นไหวเล็กน้อย เหมือนพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ ส่วนอีกคนแม้พยายามทำตัวปกติ แต่แขนเสื้อที่ขยับกลับเผยให้เห็นรอยฟกช้ำเก่า ๆ หลายแห่ง

สายตาของเฉินซีหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบนหนี ...ก็แค่เด็กสองคนเกี่ยวอะไรกับนาง

นางหลับตาลงอีกครั้ง ราวกับตัดขาดความคิดนั้นออกไป แต่เพียงชั่วครู่ดวงตาก็ลืมขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกเดิมยังคงอยู่ ไม่ได้จางหายไปเลยแม้แต่น้อย

คำว่า “เจ็บ” ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนเศษหนามเล็ก ๆที่ทิ่มแทงโดยไม่ยอมหลุดออก

เฉินซีขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘น่ารำคาญจริง ๆ’ ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง ทำให้เสียงตั่งไม้ลั่นขึ้น เด็กทั้งสองสะดุ้งทันที ร่างแข็งค้างราวกับถูกตรึงไว้กับที่

“ยืนอยู่ทำไม ไปก่อไฟ”

เด็กทั้งสองชะงักไปทันที เหมือนไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินถูกหรือไม่

“...อะไรนะขอรับ?”

เฉินซีเลิกคิ้วเล็กน้อย “หูหนวกหรือ ข้าบอกให้ไปก่อไฟ ต้มข้าว”

เด็กทั้งสองมองหน้ากันอย่างไม่อยากจะเชื่อ เพราะปกติแล้วพวกเขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้าใกล้ถังเก็บข้าวสาร

“ยืนจนโง่ไปแล้วหรือ ... หรืออยากให้ข้าพูดซ้ำ”

“มะ...ไม่ขอรับ!”

เด็กชายคนพี่รีบตอบทันที ก่อนจะคว้ามือน้องวิ่งไปที่เตาอย่างลนลาน มือเล็กรีบเก็บฟืน จุดไฟ ควันสีขาวลอยขึ้นช้า ๆ ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ราวกับกลัวว่าหากทำผิดแม้เพียงเล็กน้อยจะถูกนางลงโทษ

เซี่ยผิงจางคนพี่เทข้าวลงหม้อ มือสั่นเล็กน้อย แอบเหลือบมองเฉินซีเป็นระยะ ไฟค่อย ๆ ลุกแรงขึ้น น้ำในหม้อเริ่มเดือด เสียงเดือดปุด ๆ ไม่นานกลิ่นข้าวสุกเริ่มลอยฟุ้ง

เซี่ยผิงอันคนน้องกลืนน้ำลายดวงตาจ้องหม้อที่มีข้าวต้มหอม ๆ ไม่วางตา แต่ก็ยังไม่กล้าขยับ