ตอนที่ 6 ได้เวลาหาเงิน
เดินลึกเข้าไปอีกนับชั่วยามได้ ทันใดนั้นสายตาของนางก็เห็นแสงอีกจุดหนึ่ง คราวนี้แสงสว่างกว่าเดิมเล็กน้อย
มันส่องออกมาจากใต้พุ่มไม้เตี้ย ๆ เฉินซีเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง พอแหวกใบไม้ดูนางก็ถึงกับยิ้มกว้าง ตรงนี้มีใบโสมป่าโผล่ออกมาเล็กน้อย
เฉินซีรีบคุกเข่าลงทันทีนางค่อย ๆ ขุดดินอย่างระวังที่สุด โสมป่าเป็นของล้ำค่าถ้าทำรากขาดราคาจะตกทันที นางใช้เวลาขุดอยู่ครู่ใหญ่ ๆ ในที่สุดโสมป่าทั้งต้นก็ถูกขุดขึ้นมารากของมันยาวและลำต้นอวบสมบูรณ์มาก
“อย่างน้อยต้องมีอายุหลายสิบปีแน่” ก่อนจะรีบเก็บมันเข้าไปในมิติทันที
ก่อนที่จะเดินไปไหนต่อนางก็พบกับโสมอีกต้นใกล้ ๆ กันแต่ต้นนี้เล็กกว่ามากดูแล้วน่าจะอายุราว ๆ สี่ห้าปีได้
“สี่ห้าปีก็ทำยาบำรุงได้ เอาไปด้วยแล้วกัน”
นางตัดสินใจขุดมันขึ้นมาอีกต้น แต่ต้นนี้นางจะเก็บเอาไว้บำรุงร่างกายพวกนางทั้งสามคน
เฉินซีลุกขึ้นเดินออกจากหลุมโสมได้ไม่ไกลก็ได้ยินเสียงน้ำตก หลังจากตั้งใจฟังให้ดีพบว่ามันไม่ได้อยู่ไกล และคงเป็นน้ำตกขนาดเล็ก เฉินซีไม่ลังเลนางเดินตามเสียงไป
จนกระทั่งในที่สุดก็พบกับสายน้ำเล็ก ๆ เข้าจริง ๆ เสียงซู่ซ่าที่ได้ยินก็มาจากที่นี้ น้ำตกเล็ก ๆ เกิดจากก้อนหินขนาดใหญ่ทับถมจนเกิดเป็นกำแพงกั้นขวางกลางแม่น้ำ
เฉินซีฉวยโอกาสนี้ลงไปริมน้ำกวักเอาน้ำเย็น ๆ ขึ้นมาล้างหน้าไล่ความเหนื่อยล้า
“สดชื่นจริง ๆ”
ก่อนจะยกตะกร้าขึ้นมาก็เห็นว่าหินใต้ฝ่าเท้ามีแสงเรือง ๆ แม้ดูอย่างไรนี่ก็เป็นเพียงหินเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลยสักนิด แต่อย่างไรนางก็คิดว่ามันต้องมีประโยชน์อะไรสักอย่างจึงได้เก็บมันขึ้นมา
ก่อนออกจากเขานางเก็บผักป่าที่หมายตาเอาไว้ติดมือไปหลายกำ ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อจะได้กลับถึงบ้านก่อนเวลากินมื้อค่ำ
แต่แล้วเมื่อยิ่งก้าวเท้าเร็วขึ้นนางก็ได้รู้ว่าตนเองก้าวหนึ่งก้าวเท่ากับก้าวของคนปกติสิบก้าว ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปเฉินซีก็มาหยุดที่ชายป่าแล้ว
“วู้ ! สุดยอดไปเลย ก่อนหน้านี้ข้าเป็นใครกันนะ เหตุใดจึงเก่งกาจขนาดนี้”
เฉินซีเดินทะลุป่าออกมาที่หลังบ้านของพวกนางพอดิบพอดี เห็นอยู่ไกล ๆ ว่าเด็กทั้งสองกำลังช่วยกันรดน้ำผักอยู่ โชคดีที่มีบ่อน้ำอยู่ท้ายบ้าน แต่บ่อน้ำนี้เป็นบ่อดินธรรมดาไม่ได้ก่ออิฐล้อมรอบ ที่ขอบบ่อบางช่วงยังพังลงไปเล็กน้อย ดูแล้วไม่มีความปลอดภัยเลยสักนิด
เซี่ยผิงอันกำลังตักน้ำด้วยกระบอกไม้ไผ่เล็ก ๆ แล้วเดินเซ ๆ เอาไปรดผัก เซี่ยผิงจางยืนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ คอยระวังไม่ให้น้องชายเข้าใกล้ปากบ่อเกินไป เฉินซีเห็นแล้วก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
“ผิงอัน ระวังหน่อย”
เสียงของนางทำให้เด็กทั้งสองเงยหน้าขึ้นทันที
“พี่สะใภ้”
“พี่สะใภ้กลับมาแล้ว”
นางมองไปที่แปลงผักที่เปียกชื้นแล้วก็ยิ้ม “พวกเจ้าขยันกันจริง ๆ”
เซี่ยผิงอันยืดอกเล็ก ๆ อย่างภูมิใจ “ผิงอันช่วยรดน้ำ”
เฉินซีหัวเราะเบา ๆ แล้วลูบหัวเขา สายตาของนางเหลือบไปมองบ่อน้ำอีกครั้ง ขอบบ่อดินทรุดเอียงอยู่เล็กน้อย ถ้าเด็กพลาดลื่นตกลงไปคงเป็นเรื่องใหญ่แน่ นางจดเรื่องนี้ไว้ในใจถ้ามีเงินเมื่อไร ต้องก่อบ่อน้ำใหม่ก่อน
“ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ... พวกเจ้าไม่ต้องมารดน้ำแล้ว หากฝนไม่ตกเกินสองวันค่อยมารดน้ำแล้วกัน ... ไปเถอะ”
จากนั้นนางก็เดินเข้าไปในครัว
เซี่ยผิงจางรีบตามเข้ามา “พี่สะใภ้ วันนี้ได้ไก่ป่าตัวใหญ่สองตัวเลย แล้วท่านพี่ได้อะไรมาบ้างหรือ”
“ได้เห็ดมานิดหน่อยแล้วก็ผักป่า”
นางพูดพลางหยิบเห็ดธรรมดาที่เก็บไว้ในตะกร้าออกมา “ในเมื่อมีไก่ป่าเช่นนั้นคืนนี้มาทำน้ำแกงไก่บำรุงกำลังกันเถอะ”
“เย้ ๆ ผิงอันได้กินเนื้ออีกแล้ว”
เซี่ยผิงจางดึงแขนน้องชาย “งั้นผิงอันไปช่วยข้าก่อไฟแล้วกัน”
เฉินซีไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่าเด็กสองคนนี้คือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวให้นางอยู่ที่นี่ต่อ
ส่วนเห็ดหลินจือกับโสมป่านั้น นางยังไม่คิดจะเอาออกมาให้เด็ก ๆ เห็น ของพวกนั้นมีค่ามากเกินไป ถ้ามีคนอื่นรู้เข้าอาจจะเกิดปัญหาได้
เฉินซีล้างผักแล้ววางเรียงไว้บนโต๊ะไม้ในใจของนาง เริ่มคิดคำนวณอย่างรวดเร็วเห็ดหลินจือสามดอกโสมป่าอีกหนึ่งต้น ถ้าเอาไปขายในเมืองอย่างน้อยก็น่าจะได้เงินก้อนหนึ่ง เมื่อมีเงิน นางก็จะทำหลายอย่างได้ทันที
ก่อบ่อน้ำใหม่ ซื้อข้าวสาร ซ่อมหลังคาบ้าน และอาจจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เด็กสองคนด้วย
เฉินซีถอนหายใจเบา ๆ “พรุ่งนี้พี่จะเข้าไปขายของในเมือง”
“ผิงอันขอไปด้วยได้ไหมพี่สะใภ้”
“ผิงอันเด็กดีอยู่ที่นี่รอพี่สะใภ้กลับมานะ พี่ต้องไปซื้อของหลายอย่าง เกรงจะดูแลพวกเจ้าไม่ไหว ... ไว้พี่จะซื้อขนมมาฝาก”
แม้เซี่ยผิงอันจะขัดใจอยู่บ้าง แต่เมื่อได้ยินว่าจะมีขนม เขาก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
เซี่ยผิงจางมองน้องชายแล้วส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะหันไปพูดกับเฉินซี “พี่สะใภ้ ข้าจะดูแลผิงอันเอง พวกเราจะไม่ออกไปไกลจากบ้าน”
เฉินซีพยักหน้าอย่างพอใจ “ดีมาก ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้พวกเจ้าก็ช่วยกันตากเห็ดที่เหลือแล้วกัน”
“ขอรับ”
พูดคุยกันเสร็จเซี่ยผิงจางก็ลากน้องชายไปก่อไฟ ไม่นานควันบาง ๆ ก็ลอยขึ้นจากเตาดินในครัว เฉินซีหยิบไก่ป่าที่เด็กทั้งสองจับได้ขึ้นมาดูไก่ป่าตัวค่อนข้างใหญ่ ขนยังเงางามอยู่
“วันนี้ได้ของดีจริง ๆ”
นางจัดการถอนขน ล้างให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้น ๆ ใส่ลงในหม้อดิน จากนั้นก็ใส่น้ำเติมเกลือเล็กน้อยแล้วหยิบรากโสมต้นเล็กกับผักที่เก็บมาจากเขาใส่ลงไป
กลิ่นหอมค่อย ๆ ลอยออกมาจากหม้อ
เซี่ยผิงอันที่กำลังนั่งเฝ้าไฟอยู่ถึงกับสูดจมูกฟุดฟิด
“หอม…”
เฉินซีหัวเราะเบา ๆ “เจ้าหมูน้อยใจเย็นก่อนเดี๋ยวก็ได้กิน” นางพูดพลางคนหม้อไปด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้น
เฉินซีออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง นางสะพายตะกร้าใบเล็กติดตัวไปด้วย ภายในตะกร้ามีเพียงเห็ดป่าธรรมดาที่ตากแห้งมาแล้ว เส้นทางจากหมู่บ้านซานเหอไปยังตำบลมีเพียงเส้นทางเดียว เป็นทางดินแคบ ๆ ที่ชาวบ้านใช้เดินกันเป็นประจำ
เมื่อผ่านเขตหมู่บ้านก็จะเป็นถนนดินที่ใหญ่ขึ้นพอให้รถม้าคันเล็กผ่านได้ คนปกติถ้าเดินไปก็มักจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยาม แต่เฉินซีกลับใช้เวลาเพียงครึ่งเท่านั้น
ไม่นานนางก็มาถึงทางแยกทางหนึ่งมุ่งไปยังตำบลชิงเหอ อีกทางหนึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวกว่าใช้สำหรับเดินทางไปยังอำเภอ
เฉินซีหยุดยืนอยู่ตรงทางแยกครู่หนึ่งในใจเริ่มคิดคำนวณอย่างรวดเร็วถ้าเป็นของธรรมดาการขายในตำบลก็น่าจะพอแล้วแต่ของที่นางมีอยู่ตอนนี้คือโสมป่าหลายสิบปี กับเห็ดหลินจือ
ของแบบนี้ถ้าเอาไปขายในตำบลเล็ก ๆ อาจจะถูกกดราคาได้ง่าย
เฉินซีมองไปยังทางที่มุ่งสู่อำเภอสุดท้ายก็ส่ายหน้าเบา ๆ “ครั้งแรกไปตำบลก่อนก็แล้วกัน”
นางยังไม่รู้ราคาตลาดของสมุนไพรพวกนี้ ถ้าไปขายในอำเภอทันทีอาจจะถูกหลอกได้ง่าย อีกอย่างไปทางนี้ไกลเกินไป คิดได้เช่นนั้นเฉินซีก็เดินไปตามทางที่มุ่งสู่ตำบล
ไม่นานนักเสียงผู้คนก็เริ่มดังขึ้น กลิ่นอาหาร กลิ่นควันไฟ และเสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนขายของลอยมาตามลม เมื่อเดินผ่านโค้งถนนไปภาพของตลาดตำบลชิงเหอก็ปรากฏตรงหน้า
สองข้างทางเต็มไปด้วยแผงขายของมีทั้งผักสด เนื้อสัตว์ ขนม และของใช้จิปาถะ ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาอย่างคึกคัก เฉินซีหยุดยืนมองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่นางเข้ามาในตำบลหลังจากข้ามมาที่โลกนี้
สายตาของนางกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างสงบทันใดนั้นดวงตาของนางก็สะดุดกับป้ายไม้แผ่นหนึ่งบนป้ายเขียนตัวอักษรใหญ่สองตัว “ร้านโอสถเหอชุน”
เฉินซีหรี่ตาลงเล็กน้อยถ้าจะขายโสมป่ากับเห็ดหลินจือที่นี่น่าจะเป็นที่ที่เหมาะที่สุด
“เอาล่ะ…ลองดูสักตั้ง” มุมปากของเฉินซีค่อย ๆ ยกขึ้น พูดจบนางก็เดินตรงเข้าไปที่ร้านโอสถทันที
เฉินซีเดินเข้าไปตรงที่มีชายวัยกลางคนกำลังจัดยาที่โต๊ะ มีลูกค้าคนหนึ่งที่กำลังสอบถามเรื่องโสม
“ครั้งก่อนบิดาข้าได้โสมจากท่านไปอาการท่านพ่อดีขึ้นมาก ไม่ทราบว่าท่านยังมีอีกหรือไม่”
“ฮูหยินข้าเองก็อยากขายให้ท่านเช่นกัน แต่โสมชั้นดีเหมือนครั้งก่อนข้าไม่มีแล้วจริง ๆ ตอนนี้มีแบบธรรมดาอายุห้าปีหัวเล็ก ๆ หากฮูหยินจะรับไว้ก่อนระหว่างที่รอให้มีของใหม่เข้ามาข้าก็คิดให้แค่ห้าตำลึง”
“เช่นนั้นรบกวนท่านหมอฮั่วห่อให้ข้าด้วย”
“ได้ ๆ ขอรับ ท่านรอสักครู่”
เฉินซียืนเงียบ ๆ อยู่ไม่ไกลนัก นางไม่ได้รีบเข้าไปขัดบทสนทนา เพียงยืนฟังอยู่ข้าง ๆ อย่างสงบ ไม่นานหมอฮั่วก็หยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ออกมาจากลิ้นชัก ภายในกล่องมีโสมหัววางอยู่หนึ่งต้น รากยังไม่ยาวนัก เห็นได้ชัดว่าเป็นโสมอายุน้อย
หมอฮั่วห่อมันด้วยกระดาษน้ำมันอย่างระมัดระวังก่อนจะส่งให้ฮูหยินผู้นั้น
“โสมนี้แม้อายุเพียงห้าปีแต่ก็ถือว่าคุณภาพใช้ได้ ท่านนำไปตุ๋นกับไก่หรือปลาบำรุงร่างกายได้”
ฮูหยินผู้นั้นพยักหน้า “ขอบคุณท่านหมอฮั่ว” นางหยิบเงินออกมาจ่ายอย่างไม่ลังเล
ห้าตำลึงเงิน
เฉินซีเห็นแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่งเพียงโสมอายุห้าปีหัวเล็ก ๆ เท่านั้นยังขายได้ถึงห้าตำลึง ในมิติของนางตอนนี้มีโสมป่าที่อายุหลายสิบปี ต้องขายได้เงินมากแน่ ๆ แม้ในใจจะตื่นเต้นมาก แต่นางพยายามเก็บสีหน้าให้เรียบเฉยมากที่สุด
หลังจากลูกค้าคนนั้นเดินออกจากร้านไป หมอฮั่วก็หันกลับมาจัดยาที่โต๊ะตามเดิม ตอนนั้นเองเฉินซีจึงก้าวเข้าไปข้างหน้า “ท่านหมอ”
หมอฮั่วเงยหน้าขึ้นมามองเมื่อเห็นว่าเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่ง แต่สีหน้าของเขาก็ยังคงสุภาพเหมือนเดิม
“แม่นางมีเรื่องใดหรือ”
เฉินซียิ้มเล็กน้อย
“ข้าอยากถามท่านสักเรื่อง”
“ว่ามาเถอะ”
“เมื่อครู่ข้าได้ยินว่าท่านขายโสมห้าปีห้าตำลึง ถ้าเป็นโสมที่อายุมากกว่านั้นล่ะเจ้าคะ”
หมอฮั่วชะงักเล็กน้อยจากนั้นก็หัวเราะเบา ๆ “แม่นางโสมป่าไม่ใช่ของที่พบได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องปิดบังอะไร ข้าจะบอกเจ้าให้นะ ถ้าเป็นโสมป่าจริง ๆ อายุสิบปีขึ้นไปราคาก็อาจจะหลายสิบตำลึง ถ้าเป็นหลายสิบปีบางครั้งถึงร้อยตำลึงก็มี”
