ตอนที่ 4 เด็กโง่ของพี่สะใภ้
พวกเขาช่วยกันเก็บกวาดจนกระทั่งถึงเวลาเย็น เพราะความเหนื่อยทำให้ทั้งสามหลับไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันใหม่เฉินซีนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้เก่า ลมหายใจยังร้อนผ่าวจากพิษไข้ที่ยังหลงเหลือ
เพียงสามวัน…แต่ความรู้สึกกลับเหมือนว่านางอยู่ที่นี่มาแล้วทั้งชีวิต เพราะตอนนี้เฉินซีไม่มีความทรงจำจากชีวิตเก่าอยู่เลย มีเพียงความทรงจำของเฉินซีคนเก่าเท่านั้น แต่ที่แน่ ๆ นางรู้ตัวว่านางไม่ใช่คนของโลกนี้หรืออาจจะไม่ใช่ยุคสมัยนี้
ความทรงจำของเฉินซีคนเดิม ไหลเวียนอยู่ในหัวอย่างชัดเจน ทุกความหิว ทุกความหนาว ทุกคำด่า ทุกการกระทำที่นางเคยทำกับเด็กสองคนนั้น นางหลับตานิ่งในอกเหมือนมีอะไรบางอย่างกดทับ
“ใช้ชีวิตแบบนั้นมาได้ยังไงกันนะ…” นางพึมพำเบา ๆ
ทั้งตี ทั้งด่า ทั้งปล่อยให้เด็กสองคนอดอยาก แต่ถึงอย่างนั้น…เด็กพวกนั้นก็ยังเลือกจะอยู่ข้างนางยังเรียกนางว่า “พี่สะใภ้”
เฉินซีหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “โง่จริง ๆ…” มันไม่ใช่การดูถูกกลับเป็นความเอ็นดูปนรู้สึกผิดที่ผุดขึ้นมาในใจจนจุกในอก
นางลืมตาขึ้น มองเพดานไม้เก่า ๆ ภาพในหัวเริ่มจัดเรียงใหม่
“บ้านทรุดโทรม ไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร ไม่มีคนหนุนหลัง แล้วก็ ... มีเด็กสองคน” เฉินซีถอนหายใจยาว “ภาระชัด ๆ”
เสียงฝนด้านนอกเบาลงแล้ว เหลือเพียงหยดน้ำตกจากชายคาเป็นจังหวะ ในหัวของนางเริ่มวางแผนอย่างรวดเร็ว หากต้องการจะอยู่ให้รอดทั้งสามคน นางต้องเริ่มจาก
หนึ่งอาหาร ... จะมาอดมื้อกินมื้อเช่นเดิมไม่ได้
สองที่อยู่ ... ต้องซ่อม ไม่อย่างนั้นหน้าฝนนี้คงไม่รอด
สามความปลอดภัย ... หลังจากเหตุการณ์โจรบุกคืนนั้น บ้านหลังนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
สุดท้ายเด็กทั้งสองคน ... ต้องแข็งแรงกว่านี้ ไม่ใช่แค่ร่างกายแต่จิตใจต้องถูกฝึกด้วย เหตุการณ์โจรปล้นครั้งนี้คงเป็นปมในใจของพวกเขาแล้ว
ระหว่างที่คิดอะไรไปเรื่อย เสียงวิ่งตึงตังก็ดังมาจากด้านนอก
“พี่สะใภ้”
เสียงนั้นเป็นของผิงอัน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้า และเสียงลมหายใจกระหืดกระหอบ ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออก
“พี่สะใภ้ ! พวกข้า ...”
ก่อนผิงอันจะได้พูดอะไรมากกว่านี้ ผิงจางก็ตามมาทันแล้วเอามือปิดปากเขาไว้
“ขอโทษด้วยน้องชายไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ท่าน … ตะ ตื่น”
เฉินซีเหลือบตามองพวกเขาเล็กน้อย เห็นว่าทั้งคู่เปียกปอนไปครึ่งตัว เศษโคลนติดขา แต่บนใบหน้ากลับมีรอยยิ้ม
“พวกเจ้าไปดูกับดักมาหรือ” นางถาม
เซี่ยผิงจางลังเลเล็กน้อยก่อนจะยื่นเชือกออกมา ปลายเชือกมีกระต่ายตัวไม่ใหญ่นักติดอยู่หนึ่งตัว
เฉินซีเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “ดีมากเลย วันนี้พวกเราจะได้กินเนื้อแล้ว”
นางให้เด็กทั้งสองไปรอที่ห้องครัว ส่วนตัวนางเองแยกไปล้างหน้า ระหว่างที่พับแขนเสื้อขึ้นสายตาของนางก็สะดุดเข้ากับบางอย่าง ที่ต้นแขนซ้ายของนางมีปานสีแดงรูปปลาตัวเล็ก รูปร่างของมันคล้ายปลาที่กำลังกระโดดขึ้นจากน้ำหางยกสูง ดูคล้ายปลาคราฟอย่างน่าประหลาด
เฉินซีชะงักไปครู่หนึ่งนางแน่ใจมากว่าร่างเดิมของเฉินซีไม่มีปานนี้ ความทรงจำที่อยู่ในหัวบอกนางชัดเจน ตั้งแต่เด็กจนโตร่างนี้ไม่มีปานหรือแผลเป็นที่ต้นแขนเลย แต่ตอนนี้มันกลับปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน
เฉินซียื่นมือไปลูบตรงรอยปาน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย “หรือว่ามันมากับข้า…” เฉินซีมองปานปลาสีแดงนั้นอย่างครุ่นคิด “เจ้าคงไม่ใช่ปานธรรมดาหรอกใช่ไหม … แน่นอนว่าข้ารู้ตัวว่าไม่ใช่คนที่นี่”
เฉินซีดึงแขนเสื้อลงปิดปานแดงไว้เหมือนเดิม จากนั้นก็เดินออกไปหาสองพี่น้องที่กำลังง่วนอยู่กับกระต่ายป่า
“ส่งมาเถอะข้าจะทำเอง พวกเจ้าสองคนไปนั่งพักก่อนเหนื่อยมาทั้งเช้าแล้ว” เฉินซียื่นมืออกไปรับเอากระต่ายตัวนั้นมา
แต่ทั้งสองคนไม่ได้ไปไหน พวกเขามองหน้ากันไปมา
“ท่าน ... ทำไม่เป็นนี่” น้องรองสงสัย
เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเห็นนางจะช่วยเขาจัดการกับของพวกนี้เลยสักครั้ง
“ไม่เป็นก็ต้องเป็น เชื่อใจข้าสิ ข้าอายุมากกว่าพวกเจ้านะ”
คำว่า ‘เชื่อใจ’ ทำให้ทั้งสองนิ่งไป เซี่ยผิงจางเม้มปากแน่น ก่อนจะค่อย ๆ ส่งกระต่ายให้ แต่สายตายังคงจับจ้องนางไม่วาง
“เช่นนั้นข้าจะไปจุดเตาให้แล้วกัน ผิงอันไปเอาฟืนที่หลังบ้านมาในครัว” เซี่ยผิงจางแม้จะยังไม่มั่นใจแต่เขาก็ปล่อยให้นางทำ
เฉินซีมองพวกเขาแล้วก็อดสะเทือนใจไม่ได้ เด็กวัยนี้ควรสดใสมากกว่านี้ ทั้งสองกลับดูโตเกินวัย แต่นางก็ไม่ได้ห้ามพวกเขา
นางจัดการนำมีดออกมาแล่หนังกระต่ายออกมาอย่างคล่องแคล่ว แม้แต่ตัวเองยังตกใจที่สามารถใช้มีดได้ดีเยี่ยมขนาดนี้
แผ่นหนังถูกแยกเอาไว้เพื่อทำความสะอาด ก่อนนำไปตากเพื่อขายต่อไป ส่วนเนื้อเฉินซีสามารถจัดการได้อย่างชำนาญ เหมือนว่าทั้งชีวิตที่ผ่านมานางจัดการเนื้อสัตว์มาแล้วนับร้อย ๆ ครั้ง
ไม่ไกลนักเซี่ยผิงจางที่กำลังจุดไฟแอบเหลือบมองสายตาเต็มไปด้วยความระแวง
เขาก้มลงกระซิบกับน้อง “อย่าเข้าใกล้นางมาก”
เซี่ยผิงอันพยักหน้าเล็กน้อย แต่ดวงตายังอดมองไปทางเฉินซีไม่ได้ ทั้งสองคนไม่ได้ละสายตาราวกับกลัวว่าถ้าพลาดเพียงนิดเดียว อะไรบางอย่างจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง
เฉินซีเองก็รู้ว่าพวกเขากำลังแอบมองนางอยู่ แต่นางก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น สายตามองหาเครื่องปรุง แต่เมื่อหาเครื่องปรุงรสในครัวกลับไม่มีอะไรเลย นอกจากเกลือในกระบอกไม้ไผ่เก่า ๆ เท่านั้น
“มีแค่นี้จะอร่อยได้อย่างไร”
ว่าแล้วนางก็เดินออกไปด้านหลัง ที่นั่นมีแปลงผักอยู่ ทั้งหมดถูกปลูกอย่างไม่เป็นระเบียบ เฉินซีเดินเข้าไปใกล้แปลงผักแล้วก้มลงดูอย่างละเอียด ผักที่ปลูกไว้มีเพียงไม่กี่อย่าง ต้นหอม ผักกาด และผักป่าบางชนิดที่ขึ้นปะปนกันอย่างยุ่งเหยิง
เห็นได้ชัดว่าเด็กสองคนเป็นคนดูแลมันเอง แต่ถึงจะดูไม่เป็นระเบียบและสวยงาม ผักเหล่านี้ก็ยังพอเอามากินได้
เฉินซีถอนผักกาดมาสองสามต้น แล้วเด็ดต้นหอมเพิ่มอีกเล็กน้อย
“อย่างน้อยก็พอให้มีกลิ่นมีรสขึ้นมาบ้าง”
หลังจากเก็บแล้วนางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แปลงผักอีกครั้ง ทันใดนั้นสายตาของนางก็สะดุดกับต้นหญ้ากอหนึ่งที่ขึ้นอยู่ตรงมุมแปลง มันดูเหมือนหญ้าธรรมดา แต่ใบกลับมีสีเขียวเข้มกว่าเล็กน้อย
เฉินซีเดินเข้าไปใกล้แล้วก้มลงดู ครู่ต่อมาดวงตาของนางก็เป็นประกายขึ้นทันที
“นี่มันกระเทียมป่า”
แม้จะไม่ใช่ของล้ำค่าแต่สำหรับบ้านที่แทบไม่มีเครื่องปรุงอะไรเลย มันก็ถือเป็นของดีมากแล้ว เฉินซียิ้มออกมาเล็กน้อยนางเด็ดมันขึ้นมาหลายต้น กลิ่นหอมกระเทียมลอยขึ้นมาเบา ๆ นางเลือกเด็ดเฉพาะยอดอ่อนส่วนหัวก็ปล่อยเอาไว้ให้ปีหน้าพวกมันจะได้งอกขึ้นมาใหม่
เฉินซีเก็บผักทั้งหมดไว้ในอ้อมแขน แล้วเดินกลับไปที่ห้องครัว ตอนนี้เซี่ยผิงจางกำลังจุดเตาไฟ ส่วนเซี่ยผิงอันกำลังพยายามลากฟืนท่อนใหญ่เข้ามาในครัว
เฉินซีเห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “พอแล้ว ๆ เดี๋ยวฟืนจะล้มทับเจ้า”
เซี่ยผิงอันเงยหน้าขึ้นทันที “พี่สะใภ้” เขารีบวิ่งเข้ามาใกล้แล้วมองผักในมือของนาง “วันนี้เราจะกินผักด้วยหรือ”
เฉินซีพยักหน้า “แน่นอน ... วันนี้พวกเราจะทำซุปกระต่ายกับผัดผักรวม กินกับข้าวต้มร้อน ๆ”
เซี่ยผิงจางที่กำลังเป่าฟืนอยู่ถึงกับหยุดมือ “ซุป…หรือขอรับ”
“น้ำแกงกระต่ายน่ะ”
ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน สำหรับพวกเขาแค่ได้ต้มเนื้อกับเกลือก็ถือว่าหรูหรามากแล้ว
“เชื่อพี่สะใภ้เถอะ ... วันนี้พวกเจ้าจะได้กินของอร่อย”
พูดจบนางก็เริ่มจัดการหั่นเนื้อกระต่ายเป็นชิ้น ๆ ใส่ลงในหม้อดิน เติมน้ำแล้วตั้งบนเตาไฟ กลิ่นเนื้อค่อย ๆ ลอยขึ้นมาไม่นานนักเฉินซีก็ใส่ต้นหอมที่เพิ่งเก็บมา โรยเกลือ กลิ่นหอมจาง ๆ เริ่มลอยอบอวลไปทั่วลานบ้าน
เซี่ยผิงอันสูดจมูกฟุดฟิดทันที “หอมจัง…”
แม้แต่เซี่ยผิงจางยังกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว แต่เขาก็ยังไม่ลืมที่จะดึงน้องชายกลับมา
กลิ่นน้ำแกงกระต่ายที่ต้มอยู่ในหม้อดินค่อย ๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้องครัวเล็ก ๆ กลิ่นเนื้อผสมกับกลิ่นต้นหอมและผัดผักกาด ทำให้บรรยากาศที่เคยเงียบเหงาดูอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
เฉินซีคนหม้อเบา ๆ แล้วใส่กระเทียมป่าที่หั่นไว้ลงไป ทันทีที่กระเทียมโดนน้ำแกง กลิ่นหอมก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
เซี่ยผิงอันถึงกับยื่นหน้ามาใกล้หม้อ “พี่สะใภ้เมื่อไหร่จะกินได้”
เฉินซีหัวเราะเบา ๆ “ใจร้อนจริงรออีกหน่อย เนื้อต้องต้มให้นุ่มก่อน”
เด็กทั้งสองพยักหน้า แต่สายตากลับยังจับจ้องหม้อดินไม่วาง สำหรับพวกเขา นี่แทบจะเป็นมื้อที่ดีที่สุดตั้งแต่จำความได้
ไม่นานนักน้ำแกงกระต่ายก็สุก เฉินซีตักน้ำแกงใส่ชามไม้สามใบ แล้วแบ่งเนื้อให้เด็กทั้งสองก่อน
เด็กสองคนมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครกล้าขยับ ท่ามกลางไอร้อนลอยขึ้นจากชามตรงหน้า กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วครัว
เซี่ยผิงอันกลืนน้ำลาย ดวงตาจ้องเนื้อในชามไม่วาง แต่มือกลับกำแน่นอยู่บนเข่าไม่กล้ายื่นออกไป เซี่ยผิงจางเม้มปากสายตาเหลือบมองเฉินซีอย่างระแวดระวัง
“...”
ความเงียบยิ่งทำให้อึดอัด
“ไม่หิวหรือ” เสียงของเฉินซีดังขึ้น
เด็กทั้งสองสะดุ้งทันที
“หะ…หิวขอรับ…” น้องเล็กตอบเสียงสั่นแต่ก็ยังไม่แตะชาม
เฉินซีหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะวางชามในมือลง “หรือกลัวว่าข้าจะวางยาพิษ”
“มะ…ไม่ใช่ขอรับ!” เซี่ยผิงจางรีบตอบทันที
“งั้นก็กิน”
เซี่ยผิงอันรีบเป่าแล้วซดคำแรกทันที รสชาติอุ่น ๆ ไหลลงคอ ดวงตาของเด็กชายเบิกกว้าง
“อร่อยมาก”
เซี่ยผิงจางที่กินคำแรกเข้าไป ก็ชะงักเล็กน้อยก่อนจะรีบกินคำต่อไป
“พี่สะใภ้ทำอาหารเก่งจัง”
เฉินซียิ้มเล็กน้อยแต่ในใจกลับแปลกใจอยู่เหมือนกัน นางรู้สึกเหมือนตัวเองทำอาหารพวกนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน
ทั้งสามคนนั่งกินกันอย่างเงียบ ๆ แม้จะมีเพียงข้าวต้มกับแกงกระต่ายง่าย ๆ แต่สำหรับบ้านเซี่ยแล้ว นี่ถือเป็นมื้อที่อิ่มที่สุดในรอบปี
หลังจากกินเสร็จเซี่ยผิงอันถึงกับลูบท้องตัวเอง
“อิ่มจัง…”
เซี่ยผิงจางก็พยักหน้า
เฉินซีมองภาพนั้นแล้วหัวใจก็อ่อนลง อย่างน้อยวันนี้เด็กสองคนก็ได้กินอิ่ม แต่เมื่อสายตาของนางมองไปยังหม้อข้าวที่แทบว่างเปล่าอีกครั้ง อาหารที่เหลืออยู่ในบ้านนี้…คงอยู่ได้อีกไม่กี่วัน
