ตอนที่ 3 รอดตายแล้ว
ทันทีที่แน่ใจเฉินซีก็ขยับพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เร็วจนอีกฝ่ายแทบตั้งตัวไม่ทัน
ฉับ!
ดาบตวัดผ่านลำคอล้มลงโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้อง อีกคนสะดุ้งถอยยกดาบขึ้นป้องกันอย่างลนลาน “บะ...บ้าชะมัด!”
เฉินซีไม่หยุดนางก้าวเข้าประชิด ใช้แรงบิดข้อมือ พลิกคมดาบเฉือนเข้าที่สีข้าง ฉึก! เสียงเนื้อถูกแหวกดังขึ้น ชายคนนั้นร้องลั่นทรุดลงกับพื้น
ในจังหวะเดียวกันเสียงฝีเท้าหนัก ๆ จากด้านนอกพุ่งเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้น”
เขายังไม่ทันพูดจบเฉินซีหมุนตัว คมดาบวาบผ่านอากาศ
ฉับ!
เสียงเนื้อขาดสะบั้นอีกคนล้มลงตรงธรณีประตู คนสุดท้ายชะงัก ภาพตรงหน้าทำให้มันแข็งค้าง เพื่อนทั้งสี่นอนจมกองเลือด
“มะ...ไม่จริง...”
เฉินซีก้าวเข้าไปช้า ๆ
แต่ทุกก้าวกลับกดดันราวกับความตายกำลังเดินเข้าหา
“เจ้า...เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่!”
แล้วก้าวสุดท้ายก็หยุดลงตรงหน้า
ฉับ!
ทุกอย่างเงียบสนิทเสียงฝนด้านนอกยังคงตกไม่หยุด ภายในบ้านเหลือเพียงกลิ่นเลือดและความเงียบงัน
เฉินซีสะบัดดาบเบา ๆ หยดเลือดกระเด็นออก นางหันกลับไปมองเด็กชายสองคนที่นั่งปิดตาตัวสั่น สายตานางจึงได้อ่อนลงเล็กน้อย
“ลืมตาได้แล้ว”
เด็กทั้งสองค่อย ๆ ลืมตาขึ้นตามคำสั่ง ภาพตรงหน้าทำให้พวกเขาชะงักงัน ร่างของโจรนอนเกลื่อนพื้น เลือดไหลนองไปทั่ว ดาบในมือของเฉินซียังมีสีแดงติดอยู่
“ท่านพี่…” เด็กคนเล็กเสียงสั่นน้ำตาคลอเบ้า
เฉินซีหันไปมองพวกเขาเพียงแวบเดียว ก่อนจะก้มลงฉีกชายเสื้อของตนเองมาพันแผลที่ลำคอของตนอย่างรวดเร็ว มือขยับคล่องแคล่วราวกับคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“อย่าร้อง ... ตอนนี้ยังไม่ปลอดภัย” นางเอ่ยเสียงต่ำ “พวกมันอาจมีคนอื่นอีก”
เด็กทั้งสองหน้าซีดทันที
เฉินซีลุกขึ้นกำดาบไว้แน่น จากนั้นเดินไปเปิดประตู ลมฝนพัดเข้ามาปะทะใบหน้าอย่างแรง นางมองออกไปในความมืดครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจ
“พวกเจ้าสองคน…ออกมาเร็ว”
เด็กทั้งสองรีบวิ่งเข้ามาใกล้โดยไม่ลังเล
เฉินซีก้มลง มองพวกเขาใกล้ ๆ เป็นครั้งแรก ดวงตาที่เคยแข็งกร้าว บัดนี้มีบางอย่างแฝงอยู่ลึก ๆ
“ฟังข้าให้ดี” น้ำเสียงของนางจริงจัง “ต่อจากนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามปล่อยมือข้าเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”
เด็กทั้งสองพยักหน้ารัว ๆ
เฉินซีกัดฟันแน่น ข่มความเจ็บที่ลำคอ ก่อนจะคว้ามือเด็กคนละข้าง
“ไป!”
ฝนสาดกระหน่ำจนมองแทบไม่เห็นทาง พื้นดินกลายเป็นโคลนลื่นเฉอะแฉะ ทุกก้าวหนักอึ้ง
แต่เฉินซีไม่หยุดวิ่ง แม้จะเหนื่อยจนแทบขาดใจ ลมหายใจเริ่มถี่ขึ้น เลือดจากแผลที่พันไว้เริ่มซึมออกมาอีกครั้ง
“อ๊ะ!” เด็กคนเล็กสะดุดล้ม
เฉินซีดึงเขาขึ้นทันที ไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้า “วิ่ง!”
เด็กทั้งสองกัดฟันวิ่งตามคำสั่งอีกครั้ง แม้จะรู้ตัวว่าจะไม่ไหวแต่ความกลัวโจรเมื่อครู่ก็ยังมีอยู่
สายฟ้าฟาดลงมาครั้งหนึ่งแสงวาบเผยให้เห็นเส้นทางลูกรังยาวไกล
“ท่านพี่…ข้าไม่ไหว…แฮ่ก ๆ” เด็กคนเล็กเสียงสั่น
เฉินซีไม่ตอบนางเพียงกระชับมือให้แน่นขึ้น แล้วลากพวกเขาวิ่งต่อ ในหัวของนางมีเพียงเป้าหมายเดียว คือบ้านผู้ใหญ่บ้าน
“อีกนิดเดียว ทนอีกนิดเดียว” นางพึมพำเหมือนบอกตัวเองมากกว่า
จนในที่สุด…แสงไฟสลัว ๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า บ้านไม้หลังใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางสายฝน เฉินซีชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย ดวงตากวาดมองอย่างรวดเร็ว ประเมินทุกอย่างในพริบตา จากนั้นนางย่อตัวลงตรงหน้าเด็กทั้งสองมือจับไหล่พวกเขาแน่น
“ฟังให้ดี” เสียงของนางต่ำและเร่งรีบ “เข้าไปแล้ว…ให้บอกว่ามีจอมยุทธมาช่วยพวกเรา เข้าใจหรือไม่”
เด็กทั้งสองงงเล็กน้อยแต่ก็พยักหน้า เฉินซีมองพวกเขานิ่ง ๆ ตอนนี้นางไม่อาจฝืนอีกต่อไป เข่าสองข้างทรุดลงกับพื้น
“แล้วข้า…”
เด็กทั้งสองเบิกตากว้าง
“ท่านพี่ ... เป็นอะไรไป”
“ผิงอันจับตัวพี่สะใภ้เอาไว้ไว้ ! ข้าจะไปเรียกลุงผู้ใหญ่บ้าน”
ผิงจางรีบวิ่งไปเคาะประตู ปัง! ปัง! ปัง!
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
เสียงร้องดังขึ้นท่ามกลางสายฝน ภาพสุดท้ายที่นางเห็นคือแสงตะเกียงจากประตูที่เปิดออก เฉินซีหมดสติล้มลง ท่ามกลางสายฝนและน้ำดินโคลนที่เจิ่งนอง
เสียงเอะอะดังไปทั่วหมู่บ้านตั้งแต่ตอนที่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี
“แย่แล้ว ! เมื่อคืนมีโจรบุกหมู่บ้านของเรา”
“บ้านทางทิศตะวันออกโดนปล้นหมดเลย!”
“บ้านหนิวก็โดน มีคนบาดเจ็บสาหัสด้วย!”
เสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นไปทั่ว “ไปดูกันเร็ว!”
ผู้คนเริ่มรวมกลุ่มกันตรวจดูความเสียหายทีละหลัง สีหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“แล้วบ้านเซี่ยล่ะ?” ในที่สุดก็มีคนนึกถึงบ้านหลังสุดท้ายได้
“ไปดูเร็ว!”
กลุ่มชาวบ้านรีบวิ่งไปทางบ้านของเฉินซีอย่างไม่ได้นัดหมาย บางคนในใจยังแอบคิดถึงเด็กสองคนว่าจะรอดหรือไม่
เมื่อพวกเขามาถึงหน้าบ้าน ประตูไม้เก่ายังคงปิดสนิทไม่มีเสียงอะไรจากด้านใน ความเงียบนี้ ... ผิดปกติ
“ทำไมไม่มีเสียงเลย...”
“หรือว่า...” ชายคนหนึ่งกลืนน้ำลายก่อนจะผลักประตูเข้าไป
เอี๊ยด ...
ทันทีที่ประตูถูกเปิดออก กลิ่นคาวเลือดก็ตีขึ้นมาทันที
“ดะ ดู ๆ !” คนที่อยู่หน้าสุดหน้าซีดเผือดมือที่ชี้ออกไปสั่น
หลายคนรีบวิ่งกรูกันเข้ามา ภาพที่ทุกคนเห็นตรงหน้าคือ ศพ ศพหลายร่างนอนกระจัดกระจายทั่วลานและภายในบ้าน เลือดแห้งเกรอะไปทั่วพื้น ดวงตาของพวกมันเบิกค้าง บางร่างยังถืออาวุธอยู่ในมือ
“นี่มัน ! โจร...โจรพวกนั้น!”
เสียงแตกตื่นดังขึ้นทันที
“ตายหมด...ตายหมดเลย!”
“ใคร...ใครทำกัน !? แล้วคนบ้านเซี่ยละหายไปไหนหมด ! ”
ความหวาดกลัวแผ่กระจายไปทั่วกลุ่มคน
เฉินซีขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อถูกเขย่าจนสะเทือนทั้งตัว ความเจ็บที่ลำคอแล่นขึ้นมาอีกระลอก ทำให้นางเผลอสูดลมหายใจแรง
“หยุดเขย่า…เดี๋ยวข้าตายจริงขึ้นมาหรอก…” นางพึมพำเสียงแหบ
ผิงจางชะงักทันที รีบปล่อยมืออย่างลนลาน “ขะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ…”
“ท่านพี่ ดื่มยา…” เด็กคนเล็กยกถ้วยยาส่งมาตรงหน้า ดวงตาใสเต็มไปด้วยความกังวล
เฉินซีมองถ้วยยานั้นครู่หนึ่ง กลิ่นสมุนไพรขมลอยแตะจมูก นางหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“ยังไม่ตายหรอก…”
นางฝืนยกตัวขึ้นนั่ง แต่เพียงขยับเล็กน้อยโลกก็หมุนวูบร่างโอนเอน จนผิงจางต้องรีบเข้ามาประคอง เฉินซีหลับตาลงชั่วครู่ กัดฟันข่มความเวียนหัว ก่อนจะยอมพิงตัวกับเด็กชาย
“ช่วยพยุงข้าหน่อย…”
“ขอรับ!” ผิงจางรีบตอบทันที
ผิงอันเองก็ขยับเข้ามาใกล้ ยื่นถ้วยยาให้ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เฉินซีรับมามือของนางเองก็สั่นเช่นกัน แต่ยังไม่ดื่มยาทันที นางมองเด็กทั้งสองอีกครั้ง ในความสว่างทำให้นางเห็นได้ชัดเจนขึ้น พวกเขาทั้งผอม ทั้งซีด รอยแผลเต็มมือ
ปลายนิ้วของนางชะงักไปครู่หนึ่ง “…เมื่อคืน” นางเอ่ยเสียงเบา “พวกเจ้าทำได้ดี”
เด็กทั้งสองนิ่งงันเหมือนไม่เคยได้ยินคำชมแบบนี้มาก่อน
ผิงอันเบิกตากว้าง “ทะ ท่านพี่…”
เฉินซีไม่พูดต่อเพียงยกถ้วยยาขึ้นดื่มรวดเดียว รสขมกระจายเต็มปาก แต่นางไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว เมื่อวางถ้วยลงนางหายใจช้า ๆ ปรับลมหายใจให้เป็นปกติ
“ที่นี่…” นางกวาดตามองรอบห้อง “บ้านผู้ใหญ่บ้านหรือ”
“ใช่แล้ว” ผิงจางรีบตอบ “เมื่อคืนพวกเราวิ่งมาขอความช่วยเหลือ แล้วท่านก็ล้มลง…ทุกคนตกใจมาก”
เฉินซีพยักหน้าเบา ๆ “แล้ว…พวกเขาถามอะไรหรือไม่”
เด็กทั้งสองสบตากัน ก่อนผิงจางจะตอบอย่างระมัดระวัง
“ถาม ... พวกเราบอกตามที่ท่านพี่สั่ง…ว่ามีคนมาช่วย แล้วท่านก็เป็นลม…”
เฉินซีหลับตาลงช้า ๆ “ดีมาก” เสียงของนางแผ่วลงเล็กน้อย “ต่อไปห้ามเปลี่ยนคำ ไม่เช่นนั้นทุกคนจะคิดว่าพวกเจ้าเป็นเด็กโกหก”
“ขอรับ!”
เด็กทั้งสองพยักหน้าพร้อมกันทันที
เฉินซีเอนตัวพิงผนังเบา ๆ เรี่ยวแรงเริ่มหมดอีกครั้ง แต่สายตายังคงมองเด็กทั้งสองนานกว่าปกติ ก่อนจะยื่นมือออกไปช้า ๆ
ผิงอันนิ่งค้างไม่กล้าขยับหนีเพราะเขากลัวจะถูกนางตีหนักกว่าเดิม แต่เฉินซีไม่ได้ตีนางแค่ลูบศีรษะของเขาเบา ๆ เท่านั้น
“ต่อไปนี้…ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าต้องเป็นแบบเดิมอีก”
ผิงจางเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ ที่เฉินซีเปลี่ยนเป็นคนละคนจนเขาตกใจซ้ำ ๆ
เฉินซีหลับตาลงอีกครั้ง ร่างกายอ่อนแรง แต่สีหน้ากลับนิ่งสงบกว่าที่เคยเป็น
ภายในใจของนาง…การตัดสินใจได้ถูกเปลี่ยนไปแล้วจากเอาตัวรอดคนเดียวกลายเป็นพาพวกเขารอดไปด้วยกัน
เฉินซีพักฟื้นอยู่ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านอีกสองวันเต็ม พิษไข้ค่อย ๆ ลดลง แม้ร่างกายยังอ่อนแรง แต่ก็พอขยับเดินได้โดยไม่ต้องมีใครพยุงตลอดเวลา
ในช่วงสองวันนั้น นางแทบไม่พูดอะไรกับใครมากนัก มีเพียงผิงจางกับผิงอันที่คอยวนเวียนอยู่ข้างกาย ต้มยา ป้อนข้าว เฝ้าดูว่านางหายใจปกติดีหรือไม่
จนกระทั่งเช้าวันที่สามเฉินซีลุกขึ้นนั่งด้วยตัวเอง ร่างกายดูดีกว่าหลายวันที่ผ่านมา
“พวกเรา…กลับบ้านกันเถอะ”
ผิงจางชะงัก “แต่ท่านพี่ยังไม่หายดี” สายตาของเขาฉายแววความหวาดกลัวออกมาชัดเจน
“ที่นั่นคือบ้านของพวกเรา” นางพูดเรียบ ๆ “จะหนีไปอยู่ที่อื่นตลอดไม่ได้”
ไม่นานนักทั้งสามก็ออกมาขอบคุณผู้ใหญ่บ้านและภรรยาที่ช่วยเหลือ แล้วก็ออกเดินทางกลับ
เมื่อก้าวเข้าใกล้บ้านเฉินซีหยุดยืนเล็กน้อย ลมพัดผ่านลานดินเงียบสงัด ไม่มีเสียงโกลาหล ไม่มีคราบเลือด ไม่มีร่องรอยการต่อสู้เหมือนคืนนั้น ทุกอย่างถูกเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว
ผิงจางเอ่ยเบา ๆ “ผู้ใหญ่บ้านแจ้งทางการ…แล้วก็ให้คนมาเก็บศพไปหมดแล้วขอรับ”
เฉินซีพยักหน้า “ดีแล้ว”
นางก้าวเข้าไปในลานพื้นดินยังชื้นเล็กน้อย แต่สะอาดกว่าที่คิด เหมือนไม่เคยมีใครตายอยู่ตรงนี้มาก่อน
เฉินซีหลับตาลงเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้งแววตากลับมาเรียบนิ่งเหมือนเดิม
“เข้าไปเถอะ”
ภายในบ้านยังคงทรุดโทรมเหมือนเดิม ตั่งไม้ โต๊ะเก่า ผนังที่มีรอยแตกไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่บรรยากาศไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ผิงอันเกาะชายเสื้อพี่ชายแน่น เหลือบมองรอบ ๆ อย่างหวาด ๆ
“ไม่ต้องกลัว” นางเอ่ย “ถ้ามีใครมาอีก…ข้าจะจัดการเอง”
เด็กทั้งสองค่อย ๆ คลายความกลัวลง “ข้าจะเชื่อท่านพี่”
เฉินซีเดินเข้าไปกลางห้อง กวาดตามองทุกมุมอย่างละเอียด จากนั้นก็พูดออกมาเหมือนตัดสินใจแล้ว
“เริ่มจากทำความสะอาดก่อน”
ผิงจางพยักหน้า “ขอรับ!”
“ผิงอัน ไปตักน้ำมา”
“ขอรับ!”
เด็กทั้งสองรีบขยับตัวทันที
เฉินซีมองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้น ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“บ้านพัง ๆ หลังนี้…” นางพึมพำ แล้วก้มลงหยิบไม้กวาดเก่าขึ้นมา “…จะต้องอยู่ให้ได้”
