ตอนที่ 13 ข่าวจากชายแดน
เซี่ยผิงจางไม่ได้รีบร้อนเหมือนผิงอัน เขาเดินดูของอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหยุดอยู่หน้าร้านหนังสือเล็ก ๆ ข้างทาง
แม้จะเป็นเพียงของเก่าแต่ถูกเก็บรักษาอย่างดี จัดวางม้วนหนังสือเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ เขาหยิบขึ้นมาหนึ่งม้วน คลี่ดูเล็กน้อย ดวงตาจริงจังขึ้นทันที
“เอาอันนี้หรือ” เฉินซีถาม
ผิงจางพยักหน้า “ขอรับ”
เฉินซีหยิบมาดูก็รู้ว่ามันเป็นหนังสือเก่าที่เกี่ยวกับความรู้พื้นฐานและตำราบางอย่าง สำหรับเด็กในวัยขนาดนี้ถือว่าเขาคิดได้ไม่เลวเลย
“ผิงจางอยากเรียนหนังสือหรือ” เฉินซีก้มลงมากระซิบถาม
“อยากขอรับ ... แต่ว่า”
“เถ้าแก่ ! เอาม้วนหนังสือที่เป็นประโยชน์กับเด็กที่กำลังจะเริ่มเรียนหน่อยเจ้าค่ะ”
เจ้าของร้านพยักหน้ารับก่อนจะหยิบหนังสืออีกสองสามม้วนออกมาให้เลือก เฉินซีไล่ดูอย่างไม่เร่งรีบ คัดทีละม้วน ก่อนจะเลือกไว้หลายเล่ม
ผิงจางมองอยู่ข้าง ๆ ดวงตาไหวเล็กน้อย เหมือนไม่คาดคิด เพราะเมื่อก่อนพี่สะใภ้เคยบอกว่าจะไม่พูดเรื่องเรียนจนกว่าพี่ชายเขาจะกลับมา
“เอาไว้เถอะ” เฉินซีพูดเรียบ ๆ โดยไม่หันมามอง “อ่านไม่ออกก็เริ่มจากตัวแรก อ่านช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร”
นางวางเงินลงบนโต๊ะก่อนจะยื่นหนังสือให้เขา
ผิงอันที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองพี่รองสลับกับร้านของเล่นไม้ไม่ไกล ดวงตาลังเลอย่างชัดเจน ของเล่นเขาก็อยากได้มานานแล้ว
แต่ของที่พี่รองเลือกก็ดูจะสำคัญ พี่สะใภ้เองก็ดูจะชื่นชอบของที่พี่รองเลือกด้วย
“ข้า…”
ผิงอันขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองเฉินซี แล้วหันกลับไปมองพี่ชายอีกครั้ง
สุดท้ายเขาชี้ไปที่ร้านเดียวกับผิงจาง “ข้าก็เอาแบบพี่รอง!”
เฉินซีเอียงหน้ามองเล็กน้อย “แน่ใจหรือ”
ผิงอันชะงักไปก่อนจะเหลือบมองของเล่นไม้อีกครั้ง แล้วรีบพยักหน้าแรง ๆ
“แน่ใจขอรับ!”
ผิงอันก็ยังแอบหันไปมองของเล่นไม้เป็นระยะ สายตาเต็มไปด้วยความเสียดายเล็ก ๆ
เซี่ยผิงจางมองเห็นแต่ไม่ได้พูดอะไร เฉินซีเองก็เห็นเช่นกันนางเพียงยกมุมปากขึ้นอีกนิดก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เถ้าแก่ช่วยเลือกสำหรับเด็กคนนี้อีกชุดเจ้าค่ะ”
“ได้ ๆ ครั้งนี้เอาสามม้วนข้าจะลดราคาให้อีก”
หลังจากรับม้วนอักษรมาแล้วทั้งหมดก็เดินออกมา แต่ก่อนที่จะไปร้านต่อไป เฉินซีหันมาบอกกับทั้งสองคนว่า “ถ้าอยากได้ของเล่นจริง ครั้งหน้าก็หาเงินเพิ่มแล้วค่อยซื้อ”
คำพูดนั้นทำให้ผิงอันนิ่งไป ก่อนจะค่อย ๆ ยิ้มออกมา “เช่นนั้น…ครั้งหน้าข้าจะซื้อสองอย่างเลย!”
เฉินซีแค่นเสียงเบา ๆ “เหอะ ! โลภมากนักนะเจ้าเด็กนี่ รอให้วิ่งทันข้าก่อนเถอะ”
เสียงของผิงจางดังขึ้นทันที “ครั้งหน้าพวกเราต้องวิ่งให้ทันแน่นอน”
น้ำเสียงจริงจังจนผิงอันอดหัวเราะออกมาไม่ได้ บรรยากาศผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“พู่กัน แท่นฝนหมึก แล้วก็กระดาษ ... น่าจะใช้เงินหลายตำลึง” นางพึมพำกับตัวเองก่อนตัดสินใจ พาเด็กทั้งสองไปที่ร้านโอสถของหมอฮั่วอีกครั้ง
บรรยากาศหน้าร้านยังคงเหมือนเดิม กลิ่นสมุนไพรลอยออกมาตามสายลม
“สวัสดีท่านหมอฮั่ว” เฉินซีเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“สวัสดีขอรับ” เด็กทั้งสองแสดงความเคารพเลียนแบบเฉินซี
“อ่า ! ไม่เจอกันนานเลยนะ ครั้งนี้พวกเจ้าไม่เอาของมาขายข้าหลายเดือนแล้ว ในที่สุดก็มาได้สักที”
หมอฮั่วยิ้มรับทันทีที่เห็นพวกนาง
“วันนี้ข้าไปได้ของดีมาเจ้าค่ะ” เฉินซียิ้มพลางส่งสายตาว่านางไม่ต้องการให้คนอื่นเห็น
“มา ๆ มาทางนี้” หมอฮั่วผายมือเชิญนาง
ครั้งนี้เฉินซีให้เด็กยืนรอนางอยู่ด้านนอกกับลูกศิษย์ นางเดินตามหมอฮั่วไปด้านใน
“หา ! เห็ดหลินจือนี่ ... ดอกใหญ่สมบูรณ์มาก” เขาหยิบขึ้นมาดูอย่างระมัดระวัง ปลายนิ้วแตะเบา ๆ เหมือนกลัวเสียหาย
“สองร้อยตำลึง” ข้าให้เจ้าได้เลย “ฮ้ายย ... อันที่จริงเห็ดหลินจือดอกนี้หากขายที่เมืองหลวงต้องได้อย่างน้อยห้าร้อยตำลึง เสียดายจริง ๆ”
“ท่านช่างจริงใจเหลือเกินเจ้าค่ะ ... แต่ข้าคงไม่เดินทางไปถึงที่นั้นหรอก ท่านให้ข้าสองร้อยตำลึงก็ถือว่าดีมากแล้ว”
“ไม่น่าเชื่อว่าพวกเรากลับมาที่เมืองนี้อีกครั้ง ก็ยังได้เจอเด็กสาวคนนั้น” ชายที่ดูเหมือนจะเป็นคนรับใช้เอ่ยขึ้น
“เมื่อครู่พวกนางเอาของมาขายที่ร้านฝั่งตรงข้าม ... ไปดูหน่อย”
หลังจากได้เงินแล้วเฉินซีก็ออกไปยังร้านเครื่องเขียนที่หมอฮั่วแนะนำ ทั้งตำบลมีร้านเครื่องเขียนอยู่เพียงร้านเดียว ตั้งอยู่ในมุมเงียบของตลาด
ไม่คึกคักเท่าร้านขายของกิน ม้วนกระดาษถูกจัดเรียงเป็นระเบียบ พู่กันแขวนอยู่เป็นแถวปลายขนเรียงสวย แท่นฝนหมึกวางนิ่งบนชั้นไม้สีดำสนิท
ผิงอันก้าวช้าลงโดยไม่รู้ตัวสายตากวาดไปทั่วร้าน ก่อนจะเงยหน้ามองเฉินซีเหมือนจะถามแต่ก็ไม่กล้า เซี่ยผิงจางเองก็เงียบมือยังจับม้วนตำราแน่นอยู่
เฉินซีเดินเข้าไปด้านในหยิบพู่กันขึ้นมาดู ลองแตะปลายขนเบา ๆ ก่อนจะวางลง
“อันนี้เท่าไร” นางถามเรียบ ๆ
เถ้าแก่ยิ้มเล็กน้อย “สามร้อยอีแปะ”
ผิงอันสะดุ้งทันทีดวงตาเบิกกว้าง เฉินซีไม่ได้แสดงสีหน้าเพียงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหยิบแท่นฝนหมึกขึ้นมาดูอีกชิ้น
“แล้วอันนี้”
“ห้าร้อยอีแปะ”
ความเงียบแผ่ลงมาผิงอันกลืนน้ำลาย ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้พี่รองกระซิบเบา ๆ “แพงกว่าของกินตั้งหลายเท่า…”
เซี่ยผิงจางไม่ได้ตอบแต่สายตายังคงจับจ้องของบนโต๊ะ
เฉินซีวางของลงช้า ๆ กวาดสายตามองทั้งร้านอีกครั้ง ก่อนจะพูดขึ้น
“เอาพู่กันหนึ่ง แท่นฝนหมึกหนึ่ง…แล้วก็กระดาษที่ใช้ฝึก ให้เด็กสองคนนี้ด้วยเจ้าค่ะ”
เถ้าแก่ยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “ได้ขอรับ ข้าจะรีบห่อให้เลย”
ผิงจางหันไปมองทันที “พี่สะใภ้…มะ มันแพงเกินไป”
“ในเมื่อพวกเจ้ารู้ว่ามันแพง ก็ต้องใช้ให้คุ้ม”
เมื่อกลับถึงบ้าน แสงเย็นอ่อน ๆ ทอดลงบนลาน ลมพัดผ่านเบา ๆ พาเอาความเงียบสงบกลับมาอีกครั้ง
เฉินซีไม่ได้ให้ทั้งสองไปพักทันที นางวางของลงบนโต๊ะไม้กลางลาน ค่อย ๆ แกะห่ออย่างไม่เร่งรีบ เผยให้เห็นพู่กัน แท่นฝนหมึก และกระดาษสีขาวสะอาด ผิงอันยืนมองตาไม่กะพริบ ราวกับกำลังเฝ้าดูของล้ำค่า
“มานั่งสิ” เฉินซีเอ่ยสั้น ๆ ทั้งสองรีบเข้ามานั่งทันที ตัวตรงโดยไม่รู้ตัว
เฉินซีรินน้ำลงบนแท่นฝนหมึก ก่อนจะหยิบแท่งหมึกขึ้นมาบดช้า ๆ เสียงครืดเบา ๆ ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
เฉินซีหยิบพู่กันขึ้นจุ่มหมึกก่อนจะวางปลายลงบนกระดาษ เส้นแรกถูกลากออกมา นิ่ง ตรง ไม่สั่น
“เส้นตั้ง” นางกล่าว
จากนั้นจึงเป็นเส้นนอน เส้นเฉียง และจุด ทุกจังหวะไม่เร็วไม่ช้า ราวกับลมหายใจ
“ลองดู” นางวางพู่กันลง
ผิงอันรีบคว้าไปก่อน มือเล็กจับแน่นเกินไปจนพู่กันสั่น เส้นที่ลากออกมาเบี้ยวเล็กน้อย เขาชะงักหน้าจ๋อยลงทันที
“ไม่ใช้แรงขนาดนั้น ผ่อนแรงมือลงอีก” เฉินซีพูดอย่างใจเย็น ก่อนจะยื่นมือไปจับมือเขาปรับท่าเล็กน้อย “แบบนี้”
ผิงอันลองอีกครั้ง เส้นยังไม่สวยแต่ก็ดีขึ้นเขายิ้มออกทันที
เซี่ยผิงจางรับพู่กันต่อมือของเขานิ่งกว่า แต่ยังแข็งเส้นตรงแต่ขาดความลื่น เฉินซีมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยสั้น ๆ
“อย่าคิดว่ามันยาก” ผิงจางชะงักเล็กน้อย
ก่อนจะลองอีกครั้งคราวนี้เส้นดีขึ้นเล็กน้อย “อืม ... ดีขึ้น” เฉินซีพยักหน้าเบา
บ่ายวันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านเรียกคนในหมู่บ้านมารวมตัวกัน เพื่อแจ้งข่าวว่าคนที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารก่อนหน้านี้ กำลังจะกลับมาแล้วมีทั้งหมดห้าคน แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะกลับมาในสภาพใด
“ข้าได้ข่าวมาเท่านี้” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักใจเล็กน้อย “รายละเอียดมากกว่านี้ … ยังไม่มี”
คำพูดจบลงแต่ความเงียบกลับแผ่ขยายออกไป บางคนมีสีหน้าดีใจ บางคนเริ่มกังวล บางคน…ไม่กล้าคาดหวัง
หนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา ไม่มีจดหมายไม่มีข่าวคราวไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสนามรบ
“อย่างน้อยก็ยังมีคนรอด” เสียงใครบางคนพึมพำ
ผู้คนเริ่มแยกย้ายเสียงพูดคุยเบา ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ เต็มไปด้วยการคาดเดา เฉินซีก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มาร่วมฟังด้วย นางยืนฟังอยู่ไม่ไกลแต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าใดเป็นพิเศษ
ทว่าในใจก็มีชื่อหนึ่งผุดขึ้นมา ‘เซี่ยผิงหยวน’
สองวันต่อมาเจ้าหน้าที่ของทางการมาเคาะถึงหน้าประตูบ้านเซี่ย เขามาพร้อมถุงเสบียง และถุงเงินเล็ก ๆ อีกหนึ่งถุง
มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำทาง เขามาด้วยสีหน้าจริงจังเล็กน้อย
“ทั้งหมดนี้เป็นของที่ทางการส่งมาให้ สำหรับครอบครัวของผู้ที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร”
ถุงข้าวสารถูกวางลงตามด้วยของแห้งอีกเล็กน้อยสุดท้ายคือถุงเงิน
“ปีละหนึ่งตำลึง” เจ้าหน้าที่กล่าวตามหน้าที่น้ำเสียงเรียบไร้อารมณ์ แล้วยื่นถุงใส่เงินมาให้ตรงหน้า
เฉินซีมองสิ่งของตรงหน้าสายตานิ่ง หนึ่งตำลึงไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย สำหรับชาวบ้านธรรมดาทั่วไป และสำหรับผู้ที่เอาชีวิตไปแลกถึงชายแดนและยังไม่รู้เช่นกันว่าจะกลับมาเมื่อใด
ผิงอันยืนอยู่ด้านหลังมองถุงเงินสลับกับเฉินซีเหมือนจะถามบางอย่างแต่ไม่กล้า เซี่ยผิงจางเองก็เงียบ
เฉินซีค่อย ๆ รับของมาก้มหัวเล็กน้อย “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงของนางไม่เหมือนคนอื่น ๆ ที่ดีใจจนออกนอกหน้า เมื่อได้รับเงินจำนวนนี้
“เชิญท่านเจ้าหน้าที่เข้ามาดื่มน้ำก่อนเจ้าค่ะ”
เจ้าหน้าที่อดที่จะมองนางให้นานขึ้นอีกเล็กน้อยไม่ได้ นางยังเด็กไม่มีท่าทีตื่นเต้นหรือตกใจ กลับนิ่งเงียบได้ถึงเพียงนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้อยู่ต่อนาน
“ข้าต้องไปอีกหลายที่ แม่นางประทับรอยนิ้วมือตรงนี้ก็พอแล้ว”
หลังจากผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่คนนั้นจากไปไกล ผิงอันก็ขยับเข้าใกล้กระซิบเบา ๆ
“พี่สะใภ้…นี่คือของของพี่ใหญ่หรือ”
เฉินซีมองถุงเงินในมือ “อืม” ก่อนจะส่งของทั้งหมดให้ผิงจาง “พวกเจ้าเอาไปเก็บไว้เถอะ”
“เงินนี่ด้วยหรือขอรับ”
“ใช่ เงินก็เก็บเอาไว้เถอะ ... มันเป็นน้ำพักน้ำแรงและความลำบากของพี่ชายเจ้าที่ชายแดน”
ผิงจางกำถุงเงินแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
“ขอรับ…ข้าจะเก็บรักษาไว้ให้ดี”
ผิงอันเองก็ไม่พูดอะไรอีกเพียงมองถุงเงินนั่นด้วยสายตาเศร้าลงเล็กน้อย
