ตอนที่ 12 ของรางวัล
ไม่นานผิงจางกับผิงอันก็ยกถังน้ำออกมาซักผ้าข้างบ่อ มือยังแดงจากอากาศเย็นแต่ทั้งสองทำอย่างคล่องแคล่ว ไม่ใช่ท่าทีของเด็กที่ถูกบังคับ
เฉินซีเดินตามออกมาวางกะละมังอีกใบลงข้าง ๆ ก่อนจะนั่งลงแล้วเริ่มซักผ้าด้วยตัวเอง
ผู้ใหญ่บ้านนิ่งไปสายตาจับจ้องภาพนั้นตาไม่กระพริบ
ผิงอันเงยหน้าขึ้นพูดอะไรบางอย่างแม้จะไม่ได้ยินชัด แต่เสียงหัวเราะเล็ก ๆ ดังตามมา เฉินซีแค่นเสียงเบา ๆ ก่อนจะสะบัดน้ำใส่ผิงอันเบา ๆ ทั้งคู่ตอบโต้กันไปมา เหมือนเด็ก ๆ กำลังเล่นกันมากกว่า
ในที่สุดผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจเบา ๆ เหมือนปล่อยบางอย่างออกจากใจ ก่อนจะหันหลังเดินกลับ คำพูดของชาวบ้านบางครั้งก็เหมือนลมพัดแรง แต่ไม่ได้สะท้อนความจริงเสมอไป
เย็นวันหนึ่งหลังจากการทำสวนผักหลังบ้านเสร็จ ลมหนาวพัดเอื่อยผ่านลานบ้าน กลิ่นไม้แห้งลอยจาง ๆ ในอากาศ
เฉินซีไม่ได้เข้าครัวเหมือนทุกวันแต่กลับก่อไฟไว้กลางลาน เปลวไฟลุกขึ้นสูง ส่งความอบอุ่นแผ่กระจายออกไป
หลังจากได้ถ่านแดง ๆ นางก็นำตะแกรงเหล็กขึ้นวางคร่อมกองไฟ เนื้อชิ้นพอดีคำถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบไขมันเริ่มละลายส่งเสียงฉ่าเบา ๆ
กลิ่นหอมค่อย ๆ ลอยออกมา ผสมกับเห็ดที่ย่างอยู่ข้างกัน และมะเขือเทศลูกเล็กที่เริ่มปริแตกเล็กน้อย น้ำหวานข้างในซึมออกมาโดนไฟ ส่งกลิ่นหอมมากยิ่งขึ้น
มันฝรั่งถูกหั่นเป็นชิ้นหนาวางไว้ขอบเตาค่อย ๆ สุกช้า ๆ จากความร้อน ผิวด้านนอกเกรียมเล็กน้อย แต่ด้านในยังนุ่ม
ผิงอันนั่งยอง ๆ อยู่ข้างเตาตาแทบไม่กะพริบ
“พี่สะใภ้…นี่เรียกว่าอะไรหรือ”
เฉินซีพลิกเนื้ออย่างไม่รีบร้อน “ก็แค่ย่างไฟ”
คำตอบเรียบง่ายแต่กลิ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ ไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
เซี่ยผิงจางเข้ามาล้อมวงเช่นกัน แสงไฟสีเหลืองสะท้อนในดวงตา
“กินได้แล้ว” เฉินซีพูดขึ้น
ก่อนจะยื่นไม้เสียบให้ทั้งสองคนผิงอันรับไปแทบจะทันที เป่าลมเล็กน้อยก่อนจะกัดคำแรก ดวงตาเบิกกว้างประกายวาววับ
“อร่อย!”
เชี่ยผิงจางเองก็รีบกินเช่นกัน เห็ดนุ่ม มะเขือเทศหวานฉ่ำ เนื้อหอมเค็มเล็กน้อย และมันฝรั่งนุ่มละลายในปาก
“ขออีกไม้ !”
เสียงเด็กสองคนดังขึ้นพร้อมกัน
“ฮ่า ๆ เอาไป ๆ มีอีกเยอะ พวกเจ้ากินช้าลงอีกหน่อย”
เฉินซีอารมณ์ดียิ่งนัก นางชื่นชอบเวลาที่เห็นเด็กทั้งสองกินอย่างเอร็ดอร่อยเช่นนี้มาก ตัวนางเองกินไปไม่กี่ไม้ ส่วนที่เหลือก็ค่อย ๆ ย่างให้เด็กทั้งสอง
ค่ำคืนนี้ก็ผ่านไปด้วยเสียงหัวเราะ และเสียงเรอเบา ๆ ของผิงอัน
วันเวลาผ่านไปเซี่ยผิงจางไม่ใช่เด็กที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลังอีกต่อไป ในตอนฝึกจากที่เคยเพียงทำตามเขาเริ่มเอ่ยถาม
“หากคนตัวใหญ่กว่าพุ่งเข้ามา ควรหลบด้านใดขอรับ”
ในลานบ้านเขาเริ่มเป็นคนจัดของวางฟืน เก็บอุปกรณ์โดยไม่ต้องมีใครบอกบางครั้งยังเตือนผิงอันเบา ๆ
“อย่าวิ่งเร็วเกิน เดี๋ยวล้ม”
ผิงอันเริ่มหันไปถามพี่รองมากขึ้น แทนที่จะถามเฉินซีทุกอย่าง และในหลายครั้งเซี่ยผิงจางก็เป็นคนตอบ
เฉินซีมองการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างพึงพอใจ
‘หากวันหนึ่งที่ไม่มีข้า ... พวกเจ้าสองคนต้องเติบโตเป็นอย่างดีให้ได้นะ’
เช้าวันนั้นเฉินซีพาเด็กทั้งสองออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เซี่ยผิงจางกับผิงอันเดินตามหลังเงียบ ๆ แม้จะยังง่วงอยู่บ้างแต่ไม่มีใครบ่น
เมื่อมาถึงตีนเขาเฉินซีจึงหยุดฝีเท้าหันกลับมามองทั้งสองคน
“วันนี้ ข้าจะทดสอบพวกเจ้า”
ผิงอันเงยหน้าขึ้นทันที “ทดสอบหรือขอรับ?”
เฉินซีพยักหน้าเล็กน้อยสายตานางกวาดผ่านทั้งสอง “วันนี้ข้าจะดูว่า ... ที่เฝ้าฝึกฝนมาหลายเดือน พวกเจ้าสองคนเรียนรู้ได้มากขนาดไหน ถึงเวลาพิสูจน์แล้ว” นางยิ้ม
เซี่ยผิงจางขยับตัวเล็กน้อยสีหน้าเริ่มตั้งใจ ส่วนผิงอันกำหมัดแน่น
เฉินซีหันกลับไปมองทางขึ้นเขาเส้นทางคดเคี้ยวเต็มไปด้วยหินและรากไม้
“กติกาง่ายมาก” นางเอ่ย “วิ่งตามข้าให้ทัน ถ้าทำได้…ข้าจะให้พวกเจ้าเลือกซื้อของได้หนึ่งอย่างตามใจ”
ผิงอันตาโตทันที“อะไรก็ได้หรือ!”
“ตกลง!” เซี่ยผิงจางรีบตอบก่อนใคร
เฉินซีไม่พูดอะไรอีกเพียงหันหลังแล้วเริ่มออกวิ่ง ไม่เร็วเกินไปไม่ช้าเกินไป เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอเหมือนลมที่ไหลขึ้นเขา
“ไป!”
ทั้งคู่ออกตัววิ่งตามไปทันที
เสียงฝีเท้าดังสลับกันบนทางดิน หินเล็กกระเด็นออกจากปลายเท้า ลมหายใจพวกเขาเริ่มถี่ขึ้นทีละนิด ช่วงแรกทั้งสองยังตามทันเว้นระยะห่างไม่มาก
แต่ไม่นานเมื่อความชันเริ่มเพิ่มขึ้น ทางเริ่มแคบและลื่น ผิงอันเริ่มหายใจไม่ทัน
“พะ…พี่…” เสียงขาดเป็นช่วง
“อย่ามองพื้นมาก” เสียงของเซี่ยผิงจางดังขึ้นข้าง ๆ “มองไปข้างหน้า”
เฉินซียังคงวิ่งอยู่ด้านหน้าไม่หันกลับมามอง แต่จังหวะของนางยังคงไว้ที่นำหน้าพวกเขาไม่กี่ช่วงตัว
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครหยุด พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่รางวัล แต่ต้องการที่จะพิสูจน์ตัวเองด้วย ว่าที่ผ่านมาพวกเขาฝึกฝนมากพอหรือยัง
จนกระทั่งเฉินซีเห็นแล้วว่าถึงขีดจำกัดของพวกเขา นางก็หยุดรอที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
“ต้นไม้ต้นนี้เป็นเครื่องหมายว่าครั้งนี้พวกเจ้าได้วิ่งมาถึงตรงนี้แล้ว ครั้งหน้าต้องไปให้ไกลกว่าเดิม”
ลมหายใจหอบหนักจนไม่มีแรงตอบ แม้แต่จะพยักหน้าก็ยังลำบาก
เฉินซีไม่ได้เร่ง เพียงยืนพิงต้นไม้ มองพวกเขาเงียบ ๆ ครู่หนึ่งผิงจางจึงฝืนยกศีรษะขึ้น
“เหตุใดท่านพี่ จึงได้แข็งแรงนัก เวลาที่พวกเราฝึกพี่ก็ไม่ได้ฝึกด้วยกันสักหน่อย”
คำถามนั้นไม่เกินความคาดหมายของเฉินซี นางก้มลงหยิบกิ่งไม้เล็ก ๆ ขึ้นมา เขี่ยดินเบา ๆ
“ใครบอกว่าข้าไม่ฝึก”
ผิงอันเงยหน้าขึ้นทันที แม้จะยังหอบอยู่ “แต่…พวกข้าไม่เคยเห็นเลย…”
เฉินซีหันไปมองเขา “ตอนที่พวกเจ้าหลับ” นางโยนกิ่งไม้ทิ้ง ก่อนจะพูดต่อ“ร่างกายที่แข็งแรงไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาเพราะโชคดี แต่ได้มาจากการฝึกซ้ำ ๆ ทุกวัน”
เชี่ยผิงจากเกิดประกายขึ้นในดวงตาเขากำหมัดแน่นขึ้น
“ข้าจะตั้งใจฝึกขอรับ”
“ข้าก็เหมือนกัน”
ขาลงจากเขาฝีเท้าของทั้งสามช้าลงกว่าตอนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะเหนื่อยเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเฉินซีเปลี่ยนเส้นทางเล็กน้อยพาเลาะเข้าไปตามแนวป่าด้านข้าง
ผิงอันที่กำลังเดินลากขาอยู่เงยหน้าขึ้นทันทีก่อนจะก้มลงมองพื้นอย่างตั้งใจ ไม่นานนักเขาก็ร้องออกมา
“พี่สะใภ้ ! ตรงนี้มีผลไม้ !” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เถาไม้เลื้อยพันอยู่กับพุ่มไม้เตี้ย ๆ ลูกเล็กสีม่วงเข้มจับกลุ่มกันแน่น บางลูกเริ่มสุกจนผิวตึงมีน้ำค้างเกาะบาง ๆ
เฉินซีเดินเข้าไปดูก่อนจะพยักหน้า “องุ่นป่า”
นางเอื้อมมือไปเด็ดลูกหนึ่งบีบเบา ๆ แล้วชิมรสชาติ “กินได้”
ผิงอันไม่รอช้ารีบเด็ดเข้าปากทันที แล้วก็ต้องชะงักก่อนจะทำหน้าบิดเบี้ยว“เปรี้ยว…” แต่ไม่นานก็ยิ้มออก “แต่หวานนิด ๆ ด้วย!”
เซี่ยผิงจางย่อตัวลงดูใกล้ ๆ ก่อนจะเริ่มช่วยเก็บอย่างระมัดระวัง ไม่เด็ดพร่ำเพรื่อเขาเลือกเฉพาะลูกที่สุกพอดี
เดินต่อไปอีกไม่ไกลผิงจางก็หยุดสายตามองไปยังพุ่มเตี้ยอีกแห่ง
“ตรงนี้ก็มี” ผลสีแดงเข้มเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ใต้ใบกระจายเป็นหย่อม
“เบอร์รี่ป่า ... เอ่อ เฉาเหม่ยป่า” เฉินซีเอ่ยก่อนจะเก็บขึ้นมาดู “กินได้เหมือนกัน แต่ต้องเลือกดี ๆ มันมักจะมีแมลงกินข้างใน”
คราวนี้ผิงอันไม่รีบเขาค่อย ๆ เลือกแล้วเก็บ เพราะได้รับบทเรียนจากองุ่นป่าเมื่อครู่ ไม่นานชายเสื้อของทั้งสามก็เริ่มหนักขึ้นเล็กน้อยจากผลไม้ที่เก็บมา
เฉินซีเดินนำไม่พูดมากแต่สายตายังคงสังเกตทุกอย่างรอบตัว
“วันนี้ถือว่าไม่เลว” นางเอ่ยขึ้นลอย ๆ
“เรื่องวิ่ง…หรือเรื่องกินขอรับ”
เฉินซีเหลือบมองเขาก่อนจะตอบเรียบ ๆ “ทั้งสอง”
ผิงอันหัวเราะออกมาเสียงใสลอยไปตามลม
ระหว่างที่ทั้งสามกำลังเก็บผลไม้ตามทาง เซี่ยผิงจางที่เดินนำอยู่เล็กน้อยก็หยุดกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังโคนต้นไม้ใหญ่ที่มีตะไคร่น้ำเกาะหนา
“ท่านพี่…” เขาเอ่ยขึ้นเบา ๆราวกับไม่แน่ใจนัก
เฉินซีหันมอง ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ ตรงโคนไม้นั้นนางเห็นแสงเรือง ๆอ่อน ๆ ออกมา มีเห็ดสีเข้มขึ้นเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ดอกไม่ใหญ่แต่รูปทรงแน่น ผิวเรียบเป็นมันเล็กน้อย
ผิงจางย่อตัวลงไม่ได้แตะต้องทันทีเพียงมอง “ข้าเคยเห็น…” เขาพูดช้า ๆเหมือนกำลังนึก “ในตลาด…มีคนขายราคาสูง”
ผิงอันรีบวิ่งเข้ามา “กินได้หรือ!”
เฉินซีไม่ตอบทันทีนางก้มลงดูใกล้ ๆ ใช้นิ้วแตะเบา ๆ ที่ดอกหนึ่ง ก่อนจะพลิกดูด้านล่าง นางจึงพยักหน้า
“ความจำได้ไม่เลวเลยนะผิงจาง เห็ดนี้ใช้ทำยาได้ช่วยบำรุงร่างกาย พวกพ่อค้ามักรับซื้อราคาสูง”
เช้าวันถัดมาเฉินซีพาเด็กทั้งสองออกจากหมู่บ้านตั้งแต่แดดยังไม่แรง เส้นทางดินทอดยาวผ่านทุ่งนาและแนวต้นไม้ ลมพัดเอื่อยพาเอากลิ่นหญ้าสดลอยมาเป็นระยะ
ผิงอันเดินนำไปสองก้าวก่อนจะหันกลับมามอง
“พี่สะใภ้…วันนี้พวกเราจะไปถึงตำบลจริง ๆ หรือ”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“อืม ... ไปขายของ แล้วก็ให้พวกเจ้าเลือกของที่ต้องการ”
“จริงหรือ!” ผิงอันหันไปเขย่าแขนพี่รอง “พี่รอง! เราจะได้ซื้อของ!”
“มา ! แข่งกันใครไปถึงทางแยกก่อน” เฉินชีพูดเสียงดังก่อนจะออกวิ่งนำพวกเขา แต่ครั้งนี้นางเพียงวิ่งแบบปกติ ไม่ได้เร่งความเร็วเหมือนตอนที่ฝึกพวกเขา
ทั้งหมดหยุดวิ่งก่อนถึงทางเข้าเขตตำบล เฉินซีให้พวกเขาพักเหนื่อยก่อนจะพาเด็กทั้งสองเดินตรงไปยังร้านรับซื้อของป่า วางตะกร้าลง ทั้งองุ่นป่า เฉาเหม่ย และเห็ดที่เก็บมาลงให้เจ้าของร้านตรวจดู เจ้าของร้านหยิบขึ้นมาดูทีละอย่างก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“ของดี”
ผิงอันยืนลุ้นอยู่ข้าง ๆสายตาจับจ้องเงินที่กำลังถูกนับ เหมือนมันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในโลก
เมื่อได้เงินมาเฉินซีไม่ได้เก็บไว้ทั้งหมด นางแบ่งส่วนหนึ่งให้ผิงจาง
“เก็บเอาไว้ ... ของที่พวกเจ้าหามาได้ ขายแล้วก็ต้องได้เงิน”
ผิงจางรับมาอย่างระมัดระวังมือกำแน่นเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เก็บเข้าสาปเสื้อที่ลึกที่สุด
“ไปกัน พวกเจ้าอยากได้อะไรข้าจะซื้อให้”
คำพูดนั้นทำให้ผิงอันตาเป็นประกายทันที รีบก้าวตามไปแทบไม่ทัน ส่วนเซี่ยผิงจางแม้จะไม่แสดงออกมากนัก แต่สายตาที่มองไปรอบ ๆ กลับจริงจังขึ้นกว่าเดิม
