ตอนที่ 11 คำคนบางครั้งก็เหมือนลมผ่านหู
เมื่อการตัดสินใจรื้อบ้านและสร้างใหม่ถูกกำหนดขึ้นแล้ว เฉินซีก็ไม่ได้ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจช่าง นางบอกถึงความต้องการของตนอย่างชัดเจน บ้านหลังใหม่ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตแต่ต้องอยู่ได้จริง
ห้องนอนถูกแบ่งออกอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่สำหรับนอนรวมกันเหมือนแต่ก่อน แต่เป็นห้องของแต่ละคนมีพื้นที่ส่วนตัว มีที่ให้พักผ่อนโดยไม่ต้องระแวงสายตาใคร
ห้องครัวเป็นสิ่งที่เฉินซีให้ความสำคัญมากที่สุด นางขอให้ขยายให้กว้างขึ้นมีพื้นที่สำหรับเตา ที่เก็บของและมุมเตรียมอาหารอย่างเป็นสัดส่วน แม้จะดูเหมือนเรื่องเล็กแต่สำหรับนาง ห้องครัวคือหัวใจของบ้าน
ลานบ้านถูกจัดใหม่ไม่ให้รก ไม่ให้แคบ มีพื้นที่สำหรับตากของ ทำงาน และให้เด็กทั้งสองฝึกฝนร่างกายได้โดยไม่ติดขัด รั้วบ้านเองก็ถูกกำหนดให้สร้างแน่นหนากว่าเดิม ไม่สูงจนดูแปลก แต่เพียงพอจะปิดกั้นสายตาจากด้านนอก
และสิ่งหนึ่งที่เฉินซีไม่ลืมคือบ่อน้ำหลังบ้าน นางต่องการก่ออิฐเพื่อป้องกันน้อง ๆ ของนางจะตกลงไป
ผู้ใหญ่บ้านฟังไปก็พยักหน้าไปแม้บางอย่างจะดู ‘คิดไปไกลเกินหญิงชาวบ้านทั่วไป’ แต่กลับไม่มีสิ่งใดฟุ่มเฟือย ทุกอย่างมีเหตุผลและใช้ได้จริง
เฉินซีไม่ได้พูดต่อเพียงหยิบถุงเงินออกมาก่อนจะยื่นให้ผู้ใหญ่บ้าน
“นี่เป็นเงินสิบตำลึงเจ้าค่ะ” นางกล่าวเรียบ ๆ “ข้าให้ท่านเก็บไว้จัดการเรื่องวัสดุและค่าแรง” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย
ก่อนจะพูดต่อ “แล้วก็…ค่าแรงของท่านลุง ท่านป้า และพี่สะใภ้ด้วยนะเจ้าคะ”
พูดจบนางก็ยัดถุงเงินใส่มือเขาไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธง่าย ๆ
แต่ผู้ใหญ่บ้านกลับขมวดคิ้วทันทีก่อนจะผลักเงินกลับคืนมา
“ไม่ได้ ! เงินส่วนนี้เอาไว้ใช้สร้างบ้านก็พอแล้ว ข้าช่วยเพราะเห็นว่าเจ้าอยู่กันลำบาก ... ไม่ใช่จะมารับเงินเพิ่ม”
เฉินซีไม่ยอมถอย
“ท่านลุง…ข้าไม่ได้ให้เพราะเกรงใจ แต่คนทำงานควรได้รับค่าตอบแทน หากท่านไม่รับข้าก็จะถูกชาวบ้านครหาเพิ่มนะเจ้าคะ”
ผู้ใหญ่บ้านนิ่งไปเหมือนกำลังชั่งใจ สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านก็ถอนหายใจ ก่อนจะรับเอาถุงเงินไว้ “ข้าจะทำรายรับรายจ่ายอย่างชัดเจน”
นางก้มหัวเล็กน้อย “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
บ้านใหม่เสร็จสมบูรณ์หลังจากใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือน เรือนหลังเดิมที่เคยทรุดโทรมจนแทบพังทลาย บัดนี้หายไปแล้วแทนที่ด้วยบ้านไม้ผสมหินหลังใหม่ที่ยังดูเรียบง่าย
ตัวเรือนแบ่งออกเป็นห้าห้องจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ห้องนอนถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจน มีพื้นที่ส่วนตัวสำหรับแต่ละคนตามที่เฉินซีเคยเอ่ยไว้
ตรงกลางเป็นลานกว้าง พื้นดินถูกปรับให้แน่นและเรียบ ไม่มีหลุมไม่มีรอยแตกเหมือนแต่ก่อน พื้นที่นั้นใช้ได้ทั้งตากของ ทำงาน และฝึกฝนร่างกาย
รั้วไม้ล้อมรอบแน่นหนาปิดมิดชิดสามารถป้องกันสายตาและผู้คนภายนอก ด้านหลังบ้านบ่อน้ำเดิมก่ออิฐล้อมไว้อย่างดี ปากบ่อแข็งแรง ใกล้กันนั้นเป็นแปลงผักจัดเป็นแนวเรียบร้อย แม้จะยังไม่เขียวชอุ่มนักแต่ก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น
ผิงอันยืนอยู่กลางลานหมุนตัวมองไปรอบ ๆ ดวงตาเป็นประกายอย่างไม่ปิดบัง
“นี่…บ้านของพวกเราจริง ๆ หรือ”
“เป็นบ้านใหม่ของพวกเราจริง ๆ น้องเล็ก”
น้ำเสียงของทั้งคู่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ชอบหรือไม่” เฉินซีเดินเข้ามาสมทบกับพวกเขา
“ชอบ”
“ชอบมาก ๆ ขอรับท่านพี่”
“ไป ! ไปดูข้างในกัน ข้าเตรียมของไว้ให้พวกเจ้าหลายอย่างเลย” เฉินซีดันตัวพวกเขาทั้งสองเข้าไปด้านในบ้าน
“โอ้โหกว้างมากจริง ๆ นั้นตรง ... นั้นมีประตู”
ประตูไม้ถูกผลักเปิดออก เสียงเอี๊ยดเบา ๆ ดังขึ้น ด้านในกว้างกว่าที่ทั้งสองคิดเอาไว้มาก แสงสว่างลอดเข้ามาทำให้ห้องดูโปร่ง ไม่อึดอัดเหมือนเรือนเก่า
ผิงอันวิ่งเข้าไปก่อนหยุดยืนกลางห้องแล้วหันซ้ายหันขวา
“โอ้โห…กว้างมากจริง ๆ”
เขาชี้ไปข้างหน้า “พี่รอง ดูตรงนั้นสิ มีประตูอีก!”
เซี่ยผิงจางเดินตามเข้ามาสายตากวาดมองอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเดินไปเปิดดูทีละห้อง ผิงอันวิ่งไปดูทุกห้องอย่างตื่นเต้น เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ
เฉินซียืนอยู่ตรงประตู มองภาพนั้นเงียบ ๆ เสียงเด็ก ๆ ที่วิ่งสำรวจบ้าน เสียงพวกเขาก้องอยู่ในเรือนใหม่ มุมปากของนางขยับเล็กน้อย ก่อนจะก้าวตามเข้าไปข้างใน
“ผิงจาง ผิงอัน อยากได้ห้องไหน ข้าให้พวกเจ้าเลือกก่อนเลย”
ผิงอันวิ่งวนอยู่ในห้องอย่างตื่นเต้น มือเล็กแตะผนังไม้ใหม่ไปทั่ว
“ห้องนี้เป็นของข้าได้หรือไม่!”
เฉินซีพิงกรอบประตู มองเขาด้วยสายตายิ้ม ๆ “เลือกเร็วเช่นนี้ กลัวพี่รองแย่งหรือ”
ผิงอันชะงักก่อนจะหันไปมองพี่ทันที “พี่รอง! ท่านห้ามแย่งนะ!”
เซี่ยผิงจางถอนหายใจเบา ๆ “ข้าไม่แย่ง”
เฉินซีหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ
ผิงอันยิ้มกว้างทันที “งั้นข้าจะเอาห้องนี้!” เขาวิ่งเข้าไปยืนกลางห้องเหมือนยึดพื้นที่
เฉินซีมองพวกเขาสองคน “จำไว้ ห้องของตนเอง ต้องดูแลด้วยตัวเอง”
เด็กน้อยพยักหน้าทันที “ข้าจะดูแลให้ดี!”
นางหันไปมองเซี่ยผิงจาง “แล้วเจ้าล่ะ เลือกห้องได้หรือยัง”
“พะ พี่สะใภ้ท่านเลือกก่อนเลย”
เฉินซีเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่เร่งรีบ “ข้าอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่พวกเจ้าสองคนอยู่ที่นี่ทุกวันเลือกให้ถูกใจเถอะ”
เซี่ยผิงจางหันไปมองอีกห้องหนึ่งที่อยู่ถัดไป “เช่นนั้น…ข้าก็อยู่ห้องข้าง ๆ หากมีอะไรข้าจะได้มาหาผิงอันได้”
“ส่วนข้า…”
เฉินซีเดินไปเปิดอีกห้องหนึ่งด้านในสุด “อยู่ห้องนี้แล้วกัน”
ผิงอันวิ่งออกมาจากห้องตัวเอง มองทั้งสามห้องสลับกันไปมา ก่อนจะยิ้มกว้าง
“บ้านเราดีจริง ๆ!” คำพูดนั้นดังขึ้นอย่างใสซื่อ
“เช่นนั้นวันนี้ต้องฉลอง”
“ฉะ…ฉลองหรือขอรับ” ผิงอันถามเสียงสูงขึ้นอย่างไม่ปิดบังความตื่นเต้น
เฉินซีบอกพวกเขาน้ำเสียงของนางเองก็มีความตื่นเต้นไม่น้อย
“ได้บ้านใหม่ทั้งทีจะปล่อยให้ผ่านไปเฉย ๆ ได้อย่างไรกัน”
เซี่ยผิงจางมองนางอย่างประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าลงนิด ๆ “เช่นนั้น…ต้องรบกวนพี่สะใภ้อีกแล้ว”
เฉินซีหัวเราะ “ข้าพูดเอง จะเรียกว่ารบกวนได้อย่างไร”
“ผิงอัน ไปเอาเนื้อออกมา ผิงจางไปก่อไฟ วันนี้ข้าจะทำเนื้อย่างสูตรพิเศษ ! ”
“รับทราบ ! ”
เช้าวันหนึ่งใกล้สิ้นสุดฤดูฝน อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาว แต่ทุกเช้าสิ่งที่ไม่เปลี่ยน คือหน้าลานบ้านเซี่ย จะมีหนึ่งหญิงสาวและเด็กชายสองคนออกท่ารำหมัดมวย
“หยุดก่อน” เสียงของเฉินซีดังขึ้น
ทั้งสองหยุดมือจบท่ามวย ก่อนจะหันมาหานาง
พี่สะใภ้?”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าจะฝึกพวกเจ้าให้หนักขึ้น”
“ฝึก… หนักขึ้น ” ผิงอันตาโต
“ฝึกร่างกายก่อน” นางชี้ไปที่ลาน “วิ่งรอบลานสิบรอบ”
“สิบรอบ !?” ผิงอันแทบสำลัก
เฉินซีเลิกคิ้ว “น้อยไป?”
“มะ…ไม่ใช่ขอรับ!”
เด็กน้อยรีบส่ายหน้า เซี่ยผิงจางมองเฉินซีครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“ขอรับ”
แล้วเริ่มออกวิ่งเป็นคนแรก ผิงอันรีบวิ่งตามไปอย่างลนลาน ผ่านไปเพียงสามรอบผิงอันก็เริ่มหอบ
“พะ…พี่…ข้า…ไม่ไหว…”
เฉินซียืนกอดอก นางตะโกน “ยังไม่ตาย ก็วิ่งต่อ”
ผิงอันกัดฟัน วิ่งต่อฝีเท้าไม่สม่ำเสมอและเริ่มช้าลงอย่างเห็นได้ชัด เซี่ยผิงจางแม้จะเหนื่อยแต่ยังคงเงียบและไม่หยุดวิ่ง
หลังจากวิ่งเสร็จทั้งสองนั่งหอบอยู่กับพื้น เหงื่อไหลเต็มตัวเฉินซีโยนผ้าผืนหนึ่งให้
“เช็ด”
เด็กทั้งสองรับไว้ทันที
“นี่แค่เริ่มต้น ต่อไปจะมีฝึกยืนทรงตัว ฝึกแรงแขน ฝึกหลบ”
ผิงอันทำหน้าซีด “ต้อง…ทุกวันหรือ”
เฉินซีมองเขาก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “อยากมีชีวิตอยู่ต่อไหมล่ะ”
ผิงอันหุบปากลงทันที ส่วนผิงจางเขารู้สึกขนลุกแปลก ๆ เพราะรอยยิ้มนั้นของนาง
วันเวลาผ่านไปลานบ้านที่มีเสียงฝีเท้า เสียงหอบ เสียงล้ม ตอนนี้เพิ่มเสียงบ่นเล็ก ๆ ของเด็กสองคน
“พี่สะใภ้…พักได้หรือยัง…”
“ยัง”
“ข้าเหนื่อย…”
“ยังไม่ตาย ! ”
“...โหดร้ายเกินไปแล้ว…”
เฉินซีหัวเราะ “พูดได้ แปลว่ายังมีแรง”
แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าเสียงเหล่านั้นลอยออกไปด้านนอกผ่านรั้วไม้ ไปถึงทางดินที่ชาวบ้านใช้สัญจร
หญิงสองสามคนที่เดินผ่านชะลอฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว
“ได้ยินหรือไม่…” เสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้น
“เหมือนจะ…กำลังดุเด็กอยู่”
อีกคนพยักหน้า สีหน้าคล้ายไม่พอใจ “ข้าก็ว่าอยู่ บ้านนี้เงียบมานาน นึกว่าจะเปลี่ยนไปแล้ว”
“เฮ้อ…สุดท้ายก็เหมือนเดิม”
สายตาเหลือบมองผ่านรั้วเข้าไปด้านใน แม้จะมองไม่เห็นชัดแต่เสียงหอบ เสียงล้ม และคำพูดสั้น ๆ ที่ดังเป็นระยะกลับยิ่งทำให้เข้าใจไปอีกแบบ
“เด็กพวกนั้นน่าสงสารจริง ๆ” หนึ่งในนั้นส่ายหน้า
ก่อนจะเดินผ่านไป เสียงซุบซิบค่อย ๆ เลือนหายไปตามทาง
ด้านในผิงอันล้มลงนั่งกับพื้น หอบหนักจนพูดแทบไม่ออก เซี่ยผิงจางยืนใช้แขนยันเข่า ลมหายใจถี่แต่ยังฝืนยืนอยู่
เฉินซีมองทั้งสองคนก่อนจะเอ่ยเรียบ ๆ “พักหนึ่งถ้วยชา”
ผิงอันเงยหน้าขึ้นทันทีเหมือนได้ชีวิตใหม่ “จริงหรือ!”
เฉินซีเลิกคิ้ว “หรือจะวิ่งต่อ”
“พักขอรับ!”
เขารีบตอบทันที
เช้าวันหนึ่งผิงอันล้มลงแรงเกินไป เขานั่งนิ่ง น้ำตาคลอ เฉินซีเห็นแล้วก็เดินเข้าไป
หานางไม่ได้ดุเพียงยื่นมือออกไป
“ลุกขึ้น”
ผิงอันมองมือนั้นชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ยื่นมือไปจับและลุกขึ้น
“วันนี้พอเท่านี้ก่อน ... ผิงจางพาน้องเล็กไปทำแผล แล้วก็อาบน้ำ ซักผ้า ทำทุกอย่างเสร็จแล้วค่อยมากินข้าว”
ข่าวซุบซิบแพร่ไปเร็วพอ ๆ กับลมหนาวที่เริ่มพัดผ่านหมู่บ้าน มีคนเอาเรื่องไปเล่าต่อหน้าผู้ใหญ่บ้าน บอกว่าเฉินซีเริ่มกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้งใช้งานเด็กหนัก บังคับให้วิ่งตั้งแต่เช้าจนหอบแทบล้ม อีกทั้งยังให้เด็กสองคนออกมาซักผ้า ทั้งที่อากาศเริ่มหนาวลงทุกวัน
“เด็กตัวแค่นั้น จะทนได้อย่างไร”
“ข้าเห็นกับตา เสื้อผ้าเต็มราว ยังให้พวกเขาซักเองอีก”
คำพูดถูกเติมแต่งขึ้นทีละนิด จนฟังดูหนักขึ้นกว่าความจริง
ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้ตอบทันทีเพียงฟังเงียบ ๆ สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ แต่เช้าวันถัดมาเขากลับออกจากบ้านเร็วกว่าปกติ
อากาศเย็นจนลมหายใจกลายเป็นไอจาง ๆ ผู้ใหญ่บ้านยืนอยู่ไม่ไกลจากรั้วบ้านเซี่ย เลือกมุมที่มองเห็นลานได้พอดี โดยไม่ให้คนข้างในรู้ตัว
เสียงฝีเท้าดังขึ้นเด็กสองคนกำลังวิ่งอยู่ในลานวนเป็นวงกลมจังหวะสม่ำเสมอ แม้จะหายใจหอบแต่ไม่มีใครหยุด
เฉินซียืนอยู่ด้านข้างไม่ได้ถือไม้ ไม่ได้ดุเสียงดัง เพียงยืนดูและตะโกนบอกเป็นระยะ
“หลังตรง”
“อย่าหายใจทางปาก”
“ผิงอันช้าลงอีกแล้ว ห้ามหยุด”
ผ่านไปครู่หนึ่งนางยกมือขึ้น “พอแล้ว พักได้”
เด็กทั้งสองหยุดทันที ยืนตัวงอหายใจหอบหนัก แต่ไม่ได้ล้มลงไป ก่อนที่เฉินซีโยนผ้าผืนหนึ่งให้ “เช็ดก่อน เดี๋ยวเป็นไข้”
ผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้วเล็กน้อย ภาพตรงหน้าไม่เหมือนที่ได้ยินมาเลยสักนิด แต่เขาก็ยังไม่กลับไปยังคงแอบมองต่อไป
