บทที่ 6 จอมมารผู้ไร้ใจ
“ข้าอยู่ที่ใดกัน”
ชิงหนิงอวี่มองไปรอบๆ กายพบว่าเขายืนอยู่บริเวณพื้นที่โล่งกว้างและว่างเปล่า ไร้ซึ่งสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตใด รอบกายฟุ้งกระจายไปด้วยหมอกสีขาวล่องลอยเบาบางแต่กลับทำให้เขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย ชิงหนิงอวี่รู้สึกว่ายิ่งเดินยิ่งเหมือนไกลออกไป เขาหยุดฝีเท้าไว้ตรงนั้น โสตประสาทของเขารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายความหอมหวานและสดชื่น ชวนให้รู้สึกหลงใหล บรรยากาศรอบด้านล้วนสัมผัสไปด้วยความสุขและความอบอุ่น
หมอกจางๆ เริ่มสลายหายไป ฉากเบื้องหน้าปรากฏภาพเด็กชายตัวน้อย กับสตรีผู้หนึ่ง หน้าตาเจ้าหล่อนงดงามราวเทพธิดา เด็กชายนั่งบนชิงช้าที่ผูกอยู่กับต้นไม้ก้านโต โดยมีหญิงสาวคอยแกว่งไกวอยู่ด้านข้าง ทั้งสองยิ้มแย้ม หัวเราะด้วยกัน อย่างมีความสุข บริเวณรอบกายพวกเขาเต็มไปด้วยดอกไม้พุ่มหนาหลากสีเต็มพื้นที่ เมื่อมองดูแล้วช่างเป็นภาพที่ชวนให้มีความสุขและงดงามมากทีเดียว
“ท่านแม่ ต่อไปข้าสามารถไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ ที่ภพมนุษย์ได้หรือไม่ขอรับ” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยวาจากับสตรีเบื้องหน้า ที่ตนเรียกขานเขาว่าแม่
“ลูกรักของแม่ เจ้าเล่นกับแม่ไม่สนุกหรอกหรือ เหตุใดเจ้าอยากไปยังภพมนุษย์นักเล่า” หญิงสาวกล่าวพลางอมยิ้ม นัยน์ตาอ่อนโยนจับจ้องไปยังใบหน้าของลูกชายตัวน้อย
“ที่นั่นสวยงามมาก มีที่ให้ข้าเที่ยวเล่นได้เยอะเลย อีกทั้งยังมีขนมหน้าตางดงาม หอมหวานแสนอร่อย ท่านแม่ก็ไปเที่ยวกับข้านะขอรับ ข้าจะพาท่านแม่ไปด้วยกัน” เด็กน้อยเจื้อยแจ้วกับผู้เป็นมารดาของตน ใบหน้ายิ้มแย้ม ดวงตาหยีเล็กอย่างมีความสุข
ชิงหนิงอวี่มองภาพเบื้องหน้า นัยน์ตาคู่งามเปล่งประกายด้วยรอยยิ้ม ขอบตาร้อนรื้นไปด้วยน้ำวาวใส เขาผู้ที่ไม่เคยได้เห็นหน้ามารดาของตนเองแม้สักครั้ง ตั้งแต่ที่ชิงหนิงอวี่จำความได้ก็มีเพียงอาจารย์เท่านั้นที่คอยอบรมและเลี้ยงดูมาตลอด แม้จะมีเวลาอยู่กับอาจารย์ของตนเพียงเวลาสั้นๆ ก็ตาม
“ไยเจ้าเอาแต่คิดจะเที่ยวเล่น อีกทั้งยังคิดแต่จะคบหากับพวกมนุษย์ เจ้ารู้หรือไม่หากพวกเขารู้จักตัวตนที่แท้จริงของเจ้า ยังจะมีผู้ใดอยากเป็นเพื่อนกับเจ้าได้อีก!!” ชายหนุ่มร่างกายสูงโปร่งกำยำหน้าตาหล่อเหลา ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าของเด็กน้อยที่กำลังเจื้อยแจ้วอยู่กับมารดา
ชิงหนิงอวี่มองดูผู้มาเยือนยังภาพเบื้องหน้า แววตาวูบไหวเล็กน้อย เขารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยได้พบเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นี้มาก่อน ‘เหตุใดคนผู้นี้ช่างคล้ายคนที่ข้าเคยพบนักเล่า’ ชิงหนิงอวี่ฉุกนึกในใจ แต่ให้นึกอย่างไรเขาก็หานึกออกไม่ ใบหน้างามจึงสลัดความรู้สึกประหลาดใจนั้นทิ้งไปเสีย
“ท่านพ่อ!”
“ท่านพี่!”
เด็กน้อยและสาวงามโพล่งออกมาพร้อมกันในทันใด ด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนก และตกใจกับการมาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัวของบุรุษผู้นั้น
“หากเจ้ามีเวลาว่างเพื่อเที่ยวเล่นโลกมนุษย์นัก เจ้าจงไปเรียนรู้วิชาเพลิงไฟประลัยกัลป์ให้จงดี และหากเจ้ายังเรียนรู้มันไม่สำเร็จก็อย่าได้ก้าวออกมาจากหอฝึกแม้เพียงครึ่งก้าว” ชายหนุ่มตวาดพลางส่งแววตาที่แข็งกร้าวไปยังเด็กนุ่มที่เอาแต่ก้มหน้างุดหลบสายตาของตน
“ท่านพี่เหตุใดท่านจึงเข้มงวดกับเทียนเอ๋อร์นักเล่า ลูกยังเล็กท่านอย่าได้โมโหนักเลย” หญิงสาวก้าวไปยังด้านข้างผู้เป็นสามี ด้วยสายตาที่รู้สึกเห็นใจบุตรชาย
“หึ! เช่นนั้นเจ้าว่าถ้าข้าไม่เข้มงวดต่อเขา ในภายภาคหน้าหากไม่มีเจ้าหรือข้า ที่คอยปกป้องเขาแล้ว ต่อไปเขาจะเป็นผู้แข็งแกร่ง จะสามารถปกป้องตนเอง และประชากรของเราได้อย่างไร” หญิงสาวได้ฟังแล้วก็ทำได้เพียงสงบคำ ใบหน้างามสลดลงทันที
ทันใดนั้นภาพเบื้องหน้าของชิงหนิงอวี่ก็ค่อยๆ เลือนหายไป กลับกลายเป็นหมอกควัน ปรากฏภาพเด็กหนุ่มที่กำลังฝึกฝนตนเองอย่างหนักในสถานที่หนึ่ง คลับคล้ายคลับคลาเป็นห้องโล่งกว้าง ที่เต็มไปด้วยกระจกบานใหญ่
ใบหน้าเด็กน้อยเปรอะเปื้อน มอมแมม ร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยและบาดแผลจากการถูกลวกไหม้เต็มไปหมด จากพื้นที่ไม่ไกลกันนักก็มีบุรุษผู้นั้น ชายหนุ่มที่เด็กน้อยผู้นี้เรียกว่าท่านพ่อ เขายืนกอดอกจ้องมองบุตรชายด้วยแววตาที่เรียบเฉยเย็นชา เขาหาได้สนใจความอ่อนล้าของเด็กน้อยหรือบาดแผลบนร่างกายนั้นไม่
“เจ้าจงอย่าได้แสดงความอ่อนแอนั้นออกมา จงจำเอาไว้ หากเจ้าไม่เป็นผู้ที่ล่า ต่อไปเจ้าเองจะเป็นผู้ที่ถูกล่า!!” ชายหนุ่มสาวเท้าเข้ามาใกล้บุตรชายอย่างเนิบช้าทีละก้าว ทีละก้าว
บัดนี้เด็กน้อยรู้สึกร่างกายอ่อนล้า และจวนเจียนจะหมดแรงเต็มทน เขาทรุดเข่าซ้ายลงหนึ่งข้าง พยายามที่จะชันเข่าข้างขวาไว้เพื่อไม่ให้ตนเองล้มพับลงไปที่พื้น
“ท่านพ่อ ข้าจะเรียนรู้มันได้สำเร็จจริงๆ หรือ ท่านพ่อ ข้าไม่ไหวแล้วขอรับ” เด็กน้อยแสดงสีหน้าที่อ่อนระโหยโรยแรง จ้องมองไปยังผู้เป็นพ่อด้วยแววตาสิ้นหวังและอ้อนวอน
“หึ! อ่อนแอ ไยจึงอ่อนแอยิ่งนัก” ชายหนุ่มใช้สายตามที่แข็งกร้าวจ้องมองไปยังบุตรชายตัวน้อย
“หากจิตใจของเจ้ายังไม่สามารถตัดขาดซึ่งความกังวล ความเป็นทุกข์เหล่านั้นได้ อย่างไรเจ้าก็ไม่มีทางที่จะก้าวไปยังจุดสูงสุดได้” ทันใดนั้นชายหนุ่มจึงยื่นมือเข้าไปบริเวณหน้าอกของเด็กน้อย พลันเกิดประกายแสงหลากสีพุ่งเข้าใส่หน้าอกของเด็กน้อย
“บุตรชายของข้า ในโลกใบนี้หาได้ใจดีต่อเราเหล่าภพมารไม่ เจ้าจงอย่าได้แสดงถึงความอ่อนแอ จงละทิ้งซึ่งความรัก ความอาลัยอาวรณ์ของโลกใบนี้เสีย และเจ้าจงเติบโตเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้จงได้” เด็กน้อยทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด หัวใจของเขารู้สึกบีบรัด ก่อนลำแสงสุดท้ายจะสว่างวาบไปทั่วทั้งบริเวณ ภาพที่เคยปรากฏเบื้องหน้าของชิงหนิงอวี่ก็ดับวูบลงไปเช่นเดียวกัน
