บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 ห้วงนิทราของจอมมาร

“ข้าไม่ไป ศิษย์พี่ข้าจะรอท่านอาจารย์เป็นเพื่อนท่าน ข้ายังไม่ง่วง” เจ้าตัวเล็กว่าพลางส่งสายตาออดอ้อนไปยังศิษย์พี่ของตนเพียงหวังว่าจะไม่ต้องกลับไปนอนก่อนที่อาจารย์ของเขาจะกลับมาเช่นกัน

“เฮ่อ เจ้านี่นาไยจึงดื้อรั้น อีกทั้งยังแก่แดดเกินวัยยิ่งนัก” เสวี่ยซูเหวินมองหน้าศิษย์น้องเล็กที่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู พร้อมทั้งส่ายหน้าไปมาด้วยรอยยิ้มที่สุดแสนอบอุ่น

ทั้งที่ชิงหนิงอวี่ยังเด็กมาก แต่เป็นศิษย์ที่เรียนรู้เร็วที่สุดในบรรดาศิษย์ของหลางจิวฝูทั้งสี่ อีกทั้งยังเป็นผู้สืบทอดวิชาลับเพียงหนึ่งเดียวของอาจารย์ ถึงวัยของเขาจะยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างเต็มที่ แต่ก็นับได้ว่าชิงหนิงอวี่ทำได้ดีเลยทีเดียว รอเพียงเขาโตขึ้นอีกหน่อย จะต้องโดดเด่นไม่น้อยหน้าผู้ใดในภพเซียนแน่

‘ฟุบ!’ ทันใดนั้นเกิดเสียงประหลาดขึ้นที่หน้าสำนัก ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองต่างมองหน้ากัน และรีบหันหน้าไปยังต้นเสียงที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่

“ท่านอาจารย์!!” เสวี่ยซูเหวินร้องเรียกอาจารย์ของเขาเสียงดังลั่น สองเท้าก้าวยาวมุ่งหน้าไปยังร่างของอาจารย์ที่ตกลงมาจากกระบี่ ด้วยร่างกายที่อ่อนระโหยโรยแรง อีกทั้งยังเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง

“ท่านอาจารย์ นี่ท่านเป็นเช่นไรบ้าง เหตุใดท่านจึงบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้” เสวี่ยซูเหวินรีบเข้าไปพยุงอาจารย์ของตน ทางด้านของชิงหนิงอวี่จึงรีบวิ่งเตาะแตะตามศิษย์พี่มาอย่างตื่นตกใจ เขารีบเข้าไปประคองอาจารย์ในทันใด

“ท่านอาจารย์ ผู้ใดทำกับท่านเช่นนี้ ท่านเนื้อตัวสกปรกหมดแล้ว ข้าจะช่วยท่านทำความสะอาดให้ท่านเองนะขอรับ” ชิงหนิงอวี่รู้สึกเป็นห่วงอาจารย์ของเขาเป็นอย่างมาก ริมฝีปากเล็กพูดกับอาจารย์พร้อมกับขอบตาที่แดงก่ำด้วยความไร้เดียงสา หลางจิวฝูจึงค่อยๆ ลืมตาและฝืนยิ้มเล็กน้อยให้กับศิษย์ทั้งสองของตน มองไปยังเจ้าตัวเล็กที่พร้อมจะปล่อยน้ำตาแหมะออกมาได้ทุกเมื่อ

“เจ้าเป็นลูกผู้ชาย จงอย่าได้หลั่งน้ำตาออกมา จงเข้มแข็งเพื่อที่จะเติบโตและดูแลช่วยเหลือผู้คนในใต้หล้าได้ อาจารย์เพียงแค่เหนื่อยเท่านั้น ข้าพักสักวันสองวันก็คงไม่เป็นไรแล้วละ”

แม้ชิงหนิงอวี่อายุยังน้อยแต่เขารู้ดีว่าอาจารย์ของตนนั้นบาดเจ็บสาหัสเพียงนี้ พักแค่วันสองวันจะหายเลยได้อย่างไร แต่กระนั้นเขาก็ยังจำต้องสะกดกลั้นเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมาแม้เพียงหยดเดียว เขาไม่อยากให้อาจารย์ของตนเองไม่สบายใจไปมากกว่านี้

“ขอรับท่านอาจารย์ ศิษย์จะจำไว้ให้ขึ้นใจ”

เนื่องจากว่าร่างกายของชิงหนิงอวี่เองยังเล็กมากนัก จึงไม่สามารถที่จะช่วยพยุงอาจารย์ขึ้นมาได้ เสวี่ยซูเหวินจึงเป็นผู้ประคองร่างของอาจารย์ขึ้นมา และพาไปยังเรือนพักหลักของหลางจิวฝู ส่วนชิงหนิงอวี่เองก็เดินตามหลังของอาจารย์และศิษย์พี่รองของตน พร้อมทั้งทอดมองไปยังแผ่นหลังของอาจารย์ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่ไม่อาจเอ่ยออกมา

ในที่สุดก็มาถึงเรือนพักหลักของอาจารย์แล้ว เสวี่ยซูเหวินค่อยๆ ประคองร่างของหลางจิวฝูเอนกายลงไปนอนบนเตียงไม้ไผ่ ที่รองด้วยฟูกนอนหนานุ่ม อย่างเบามือ

“ศิษย์พี่จะไปตามเจ้าสำนักเสียหน่อย รบกวนศิษย์น้องสามดูแลอาจารย์ก่อนสักพัก แล้วเดี๋ยวศิษย์พี่จะรีบมา” เสวี่ยซูเหวินหันไปยังศิษย์น้องเล็ก ชิงหนิงอวี่ไม่ต้องรอให้ศิษย์พี่รองได้ฝากฝังถึงอย่างไรเขาจะไม่ยอมทิ้งอาจารย์ของตนเป็นแน่

“ขอรับศิษย์พี่รอง” หลังชิงหนิงอวี่รับปากแล้วเสวี่ยซูเหวินจึงผละกายและเดินออกจากห้องไปด้วยความแผ่วเบา คล้อยหลังของเสวี่ยซูเหวินแล้ว หลางจิวฝูจึงเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นอย่างช้าๆ

“อาอวี่” หลางจิวฝูเรียกหาศิษย์ของตนด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“ข้าอยู่นี่แล้วขอรับอาจารย์” ชิงหนิงอวี่รีบก้าวเท้าเข้าไปใกล้เตียงไม้ไผ่ พร้อมกับนั่งคุกเข่าลงที่พื้นข้างกายหลางจิวฝู

“เจ้าจงเข้มแข็งให้มาก หากวันหนึ่งไม่มีอาจารย์แล้ว เจ้าจะต้องคอยดูแลศิษย์น้องและศิษย์พี่ของเจ้าให้ดี” หลางจิวฝูยื่นมืออันไร้เรี่ยวแรงของตนลูบไปยังศีรษะน้อยๆอย่างแผ่วเบา

“อาจารย์ท่านจะไปที่ใดขอรับ เหตุใดจึงจะไม่อยู่กับข้าแล้วเล่า ท่านไม่ไปได้หรือไม่?” เด็กน้อยส่งสายตาไร้เดียงสาอย่างนึกฉงนให้กับผู้เป็นอาจารย์

“ถึงอย่างไรบนโลกใบนี้ ทุกคนล้วนหลีกหนีไม่พ้นเส้นทางเดียวกัน ในสักวันจะต้องได้พบกันที่สะพานไน่เหอ” หลางจิวฝูมองไปยังศิษย์ตัวน้อยด้วยความรักและเอ็นดู

“สะพานไน่เหอ? คือที่ใดหรือขอรับ ข้าไปกับอาจารย์ด้วยได้หรือไม่” ชิงหนิงอวี่ว่าพลางส่งสายตาอ้อนวอนไปยังหลางจิวฝู เขาไม่อยากแยกจากอาจารย์อันเป็นที่รักแม้เพียงสักวัน ตั้งแต่ที่ชิงหนิงอวี่จำความได้ ในสายตาและจิตใจของเขาก็มีเพียงอาจารย์ผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นทั้งพ่อและแม่ ด้วยความที่เขาไม่มีพ่อแม่เลี้ยงให้เติบโตมาตั้งแต่เด็ก ดังเช่นศิษย์คนอื่นๆ ในสำนัก

“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องไปสถานที่แห่งนั้น หรือเจ้าอาจจะไม่ต้องไปยังสะพานไน่เหอ อย่างเช่นอาจารย์ก็เป็นได้ ขอเพียงเจ้าเข้มแข็งและหมั่นฝึกฝน บำเพ็ญเพียรอย่าได้เกียจคร้าน สักวันเจ้าจะสามารถบรรลุและมุ่งสู่เส้นทางอีกสายได้”

หลางจิวฝูมองดูศิษย์รักของตนด้วยความหวัง เขาคาดหวังที่จะได้มองดูศิษย์ของเขาทุกคนค่อยๆ เติบใหญ่อย่างเข้มแข็งและสามารถที่จะเหินหาวเป็นเทพเซียนได้ในสักวัน แต่น่าเสียดายเขาคงไม่มีโอกาสได้เห็นมันอีกแล้ว

“เหตุใดข้าจึงจะต้องไปอีกเส้นทางด้วยเล่า ข้าต้องการพบท่านขอรับ ท่านไปที่ใดข้าก็จะไปที่นั่นเช่นเดียวกัน” เด็กน้อยพูดกับอาจารย์ของตนด้วยสายตาที่มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว

“อาอวี่ จงฟังคำอาจารย์ ของสิ่งนั้นเจ้าจงรักษามันให้ดี และเก็บซ่อนไว้อย่าได้ให้ปรากฏในสามภพอีก เจ้าเข้าใจแล้วหรือไม่” แม้ชิงหนิงอวี่ยังเล็กนักแต่เขาได้ถ่ายทอดวิชาความรู้มากมายให้แก่ศิษย์ของเขาแทบจะทั้งหมดแล้ว หลังจากนี้เวลาที่ยังเหลืออยู่เขาหวังว่าจะได้สั่งสอนและถ่ายทอดให้เขาได้ทั้งหมด เมื่อเขาเติบใหญ่ขึ้นจะสามารถนำมันไปพลิกแพลงและใช้งานได้ในแบบของตนเอง อีกทั้งสิ่งที่เขาได้กล่าวไปนั้น เด็กน้อยทราบดีว่าคือสิ่งใด

“ศิษย์รับทราบขอรับ และจะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวังในตัวข้า” หลางจิวฝูได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกโล่งใจ เขาส่งรอยยิ้มอันบางเบาไปยังศิษย์ตัวน้อย ในใจพลันคิด และหวังว่าศิษย์ตรงหน้าตนนี้จะต้องไม่ไปพบเขาที่สะพานไน่เหอเช่นกัน

“อาฝู!” เสียงเปิดประตูไม้ไผ่เข้ามาดัง ปัง!! ผู้มาเยือนหาใช่ใครอื่น นั่นคือท่านเจ้าสำนักหลิ่งเหอ หรือ ‘อาจารย์จิ้นฝาน’ ที่เสวี่ยซูเหวินออกไปตามมานั่นเอง เสวี่ยซูเหวินเองก็เดินตามหลังเข้ามาติดๆ

“เหตุใดเจ้าต้องเอะอะโวยวายเช่นนี้เล่า ข้าต้องการพักผ่อน” หลางจิวฝูมองไปยังผู้มาเยือนด้วยความเหน็ดเหนื่อยใจ แต่ก็ไม่ได้จริงจังในน้ำเสียงนัก

“เจ้า... เจ้า... เจ้า!! เหตุใดทำอะไรไม่เคยปรึกษากันก่อน ดูสิบาดเจ็บเช่นนี้ โธ่เอ๊ย อาฝู ไยเจ้าจึงดื้อดึงยิ่งนัก” เจ้าสำนักชี้นิ้วมือไปยังหลางจิวฝูด้วยความโมโหปนห่วงใย และเหนื่อยใจต่อความดื้อดึงของสหายรัก

“อาอวี่ อาเหวิน พวกเจ้าไปพักผ่อนกันเถิด เดี๋ยวอาจารย์ของเจ้าข้าจะดูแลเขาให้เองไม่ต้องเป็นห่วง” เจ้าสำนักกล่าว

“รับทราบขอรับ ศิษย์ทั้งสองขอตัว” เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการพักผ่อนของอาจารย์ ศิษย์พี่ศิษย์น้องจึงจำต้องเดินออกมาแล้วปล่อยให้เจ้าสำนักได้ดูแลอาจารย์พวกเขาต่อไป

คล้อยหลังจากศิษย์ทั้งสองจิ้นฝานจึงรุดเข้าไปนั่งข้างพื้นที่ว่างบนเตียงที่หลางจิวฝูพักผ่อนอยู่ เขารีบคว้าข้อมือของคนที่บาดเจ็บเจียนตายเบื้องหน้าเพื่อตรวจวัดชีพจร ใบหน้าคมคายที่ไม่ได้ชราลงตามวัยปรากฏสีหน้าตื่นตระหนกและตกใจในทันที

“นี่เจ้า เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้” เจ้าสำนักจิ้นฝานนั้นทราบดีว่าหากพลังวิญญาณไม่คงที่ อย่างไรแล้วอาจทำให้เกิดธาตุไฟเข้าแทรกและโอกาสที่จะรอดชีวิตนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยแม้เพียงนิด เขาทั้งรู้สึกโมโห และตกใจจนแทบจะสิ้นสติให้ได้เสียตรงนั้น

“เจ้าอย่าได้วิตกไปเลย เมื่อคนเราถึงเวลาก็เป็นเช่นนี้แล เมื่อข้าไม่อยู่แล้วข้าจำต้องฝากฝังศิษย์ทั้งสี่ของข้าไว้กับเจ้าด้วย” หลางจิวฝูเอ่ยกับคนเบื้องหน้าที่มีใบหน้าตื่นตะลึงและตกใจกับสิ่งที่เขาสัมผัสได้

“เจ้านะเจ้า ศิษย์ของเจ้าก็มาดูแลเอาเอง ข้าไม่มีวันรับปากเจ้า เจ้าจะต้องหายดีในเร็ววัน” เจ้าสำนักเอ่ยคำออกมาอย่างไม่คิดยอมแพ้

“เฮ้อ เช่นนั้นข้าก็แล้วแต่เจ้าจะตัดสินใจแล้วกัน” หลางจิวฝูจึงปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ ลมหายใจของเขาเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ เห็นดังนั้นจิ้นฝานจึงปล่อยให้หลางจิวฝูได้พักผ่อน ก่อนจะเดินออกจากห้องไปด้วยแววตาที่เจ็บปวดในใจ

~*~*~*~*~

หลังจากวันที่หลางจิวฝูได้รับบาดเจ็บ เขาก็ไม่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือนพักไม้ไผ่อีกเลย ด้วยที่ต้องพักฟื้นร่างกายและพลังวิญญาณที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จากการฝืนใช้พลังวิญญาณที่เกินขีดจำกัด อาการของเขาไม่เคยดีขึ้นแม้สักวัน ศิษย์รักทั้งสี่บัดนี้มีเพียง เสวี่ยซูเหวิน ชิงหนิงอวี่ และศิษย์น้องเล็กหยางอี้ ส่วนศิษย์พี่ใหญ่นั้นได้ลงเขาเพื่อไปช่วยเหลือผู้คนจากภูตผีมารร้าย จึงไม่ทันได้ทราบเรื่องราวของการบาดเจ็บของอาจารย์ตน บัดนี้เมื่อเหล่าศิษย์มาพร้อมหน้า หลางจิวฝูจึงจำต้องกล่าวคำฝากฝังเสียแล้ว

“พวกเจ้าจงอยู่ต่อไปอย่างเข้มแข็ง และเติบใหญ่อย่างมีคุณค่า จงอย่าได้เสียใจต่อการจากไปของข้า และอย่าได้หลั่งน้ำตานั้นออกมาแม้เพียงหยดเดียว จงคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บอกศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าอย่าได้ทุกข์ใจนานนัก พวกเจ้าทั้งสี่จงใช้ชีวิตให้ดีต่อไป...”

หลังสิ้นเสียงหลางจิวฝูจึงค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ เสียงลมหายใจของเขาค่อยๆ แผ่วเบาลง หัวใจอุ่นๆ ที่เคยเต้นบัดนี้ได้เงียบเสียงลงพร้อมกับลมหายใจที่ขาดหายไปแล้วเช่นกัน

ศิษย์ทั้งสามได้เห็นภาพอาจารย์ที่หลับใหลไปต่อหน้าต่อตา ต่างฝ่ายต่างตื่นตกใจ ดวงตาเบิกกว้าง รีบเข้าไปตระกองกอดร่างของอาจารย์ แต่หาร่ำไห้ไม่ เพียงสะกดกลั้นมันเอาไว้จนขอบตาแดงก่ำ ด้วยเพราะคำฝากฝังสุดท้ายของอาจารย์

บัดนี้ต่างคนต่างร้องเรียกผู้เป็นอาจารย์ ที่นอนหมดลมหายใจเบื้องหน้าด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและสิ้นหวัง มีเพียงศิษย์น้องเล็กเท่านั้นที่ไม่สามารถข่มน้ำตาไว้ได้ น้ำตาหยดออกมาจากขอบตาเล็กๆ ชิงหนิงอวี่จึงเอื้อมมือเข้าเช็ดน้ำตา และปลอบโยนศิษย์น้องเล็กของเขาด้วยหัวใจที่เจ็บปวดไม่ต่างกัน

"ท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์!" แม้ศิษย์ทั้งสามจะพยายามร้องเรียกเพียงใดแต่หาได้ยินเสียงตอบกลับจากร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้าแล้วไม่ และพวกเขาคงไม่ได้ยินเสียงอบรมสั่งสอนของอาจารย์ไปตลอดกาล

~*~*~*~*~

1 ฉื่อเท่ากับ 10 นิ้ว หรือ 22.7 - 23.1 เซนติเมตร

สะพานไน่เหอ คือ ความเชื่อของประเทศจีน เล่ากันว่าเมื่อเราตายไปแล้ว จะถูกยมทูตขาวและยมทูตดำพาไปยังปรโลกเพื่อตัดสินว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ กลับไปเกิดใหม่อีกครั้ง หรือไปทนทุกข์ทรมานอยู่ในนรก เมื่อวิญญาณของเราไปที่ปรโลกแล้ว ก็จะต้องเดินทางไปตามเส้นทางต่าง ๆ ซึ่งมีระยะทางที่ไกลมาก ชาวจีนจะเรียกเส้นทางนี้ว่า ‘ทางหวงเฉวียน หรือ ทางน้ำพุเหลือง’

CR. https://www.blockdit.com

osts/608281aaa9aff20c4871894f

.

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel