บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 ภวังค์ฝัน

ชิงหนิงอวี่สะดุ้งตื่นขึ้นมา เขายันกายลุงขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตาคู่งามสอดส่ายสายตามองไปโดยรอบ พบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางห้องโถงกว้างใหญ่ ประดับประดาไปด้วยสิ่งของล้ำค่าแปลกตา ตกแต่งภายในด้วยผ้าม่านโปร่งสีดำ

ร่างกายของเขานอนอยู่บนเตียงนอนหนานุ่ม อีกทั้งยังไร้ซึ่งเชือกมัดเซียนที่พันธนาการตนเองแล้ว ด้านข้างยังพบเตากำยานใบหนึ่ง กลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้เขานึกถึงกลิ่นที่ตนสัมผัสได้ในฝันนั้น

“ฟื้นแล้ว?”

เสียงทุ้ม ดังมาจากมุมห้อง ปรากฏร่างชายสวมใส่อาภรณ์สีดำเข้ม รูปร่างสูงใหญ่ แต่ทว่าดูแล้วให้ความรู้สึกสมส่วนและสง่างาม

“ท่าน!!”

ดวงตาคู่งามเบิกกว้าง คนตัวเล็กรีบกระถดถอยหนี เขาไม่ทันระวังทำให้ศีรษะเผลอกระแทกเข้าที่หัวเตียงดังโป้ก

“โอ๊ย!”

ชิงหนิงอวี่ใช้มือลูบศีรษะตนเองด้วยความเบามือ ใบหน้างามเหยเกเล็กน้อย ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและอับอาย

หลงเฟยเทียนมองภาพเบื้องหน้าแล้วพลันให้รู้สึกขบขัน เขาเดินเข้าไปใกล้เตียงนอนที่ชิงหนิงอวี่ยังนั่งพิงหัวเตียง ลูบศีรษะป้อย ป้อย อยู่ เมื่อชิงหนิงอวี่เห็นดังนั้นเขาจึงทำท่าจะถอยหลังหนีไปอีกครั้ง

พลันจอมมารก็คว้าเข้าไปที่ข้อเท้างามในทันที ‘หมับ’ ลำแขนแข็งแกร่งลากร่างบางเข้ามาใกล้ตน แววตาเจ้าเล่ห์แฝงรอยยิ้มจดจ้องเข้าไปยังดวงตาคู่งาม ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งชุ่น ปลายจมูกเชิดรั้นของชิงหนิงอวี่แทบจะแตะเข้ากับปลายจมูกคมสันของอีกฝ่ายเข้าเสียแล้ว

“นี่ท่านจะทำอะไร?” ชิงหนิงอวี่ตื่นตกใจกับท่าทีเช่นนั้นของจอมมาร ‘เหตุใดบุรุษสองคนจะต้องมายื้อยุดกันบนเตียงนอนเช่นนี้ด้วยเล่า ช่างไม่เหมาะสมยิ่งนัก’ พอหวนนึกแล้วใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่เคยขาวซีดก็ปรากฏสีแดงระเรื่อขึ้นมาทันที

“หือออ เจ้านี่ช่างอ่อนแอยิ่งนัก ไม่สมกับเป็นศิษย์รักอาจารย์เจ้าเท่าใดเลยนี่ ช่างนอนกินบ้านกินเมืองไปเสียเจ็ดวันเจ็ดคืน” หลงเฟยเทียนจดจ้องสำรวจใบหน้างามอย่างใกล้ชิด ลมหายใจเป่ารดใบหน้าของกันและกัน

ชิงหนิงอวี่เมื่อถูกจดจ้องเช่นนั้น พาให้ใบหน้ารู้สึกเห่อร้อนขึ้นมาอีกครั้ง พวงแก้มทั้งสองข้างซับสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อย

“เหตุใดเจ้าหน้าแดงนัก มิใช่ว่าป่วยอีกแล้ว?” จอมมารเลิกคิ้วอย่างนึกสงสัย มือหนาหยาบกร้านจึงเอื้อมเข้าไปสัมผัสที่หน้าผากกลมมนของคนตัวเล็กเบื้องหน้า แต่ชิงหนิงอวี่รีบเบือนใบหน้าออกอย่างรวดเร็ว ผู้เป็นจอมารจึงชักมือกลับไปดังเดิมด้วยความขัดใจ

“ข้าเปล่า!”

ชิงหนิงอวี่กล่าวปฏิเสธเป็นพัลวัน ‘จะให้เขาบอกได้อย่างไรว่าท่านเล่นจ้องหน้าข้าเช่นนี้จะให้ข้าเอาใบหน้าไปวางไว้ที่ใดเล่า จอมมารผู้ไม่รู้จักมารยาท’ คนงามฉุกนึกด้วยความหงุดหงิดใจ

“เซียนเช่นพวกเจ้าช่างไม่ได้เรื่องยิ่งนัก เอะอะเจ็บป่วย ทนต่อความเจ็บปวดแม้เพียงน้อยนิดก็ยังมิได้” จอมมารพูดจาค่อนแคะ

“เซียนอย่างพวกข้าแล้วอย่างไรเล่า ถึงอย่างไรก็ยังมีจิตวิญญาณและเลือดเนื้อเฉกเช่นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป หาใช่ภูตผีมารร้ายเช่นพวกท่านไม่”

ดวงตาคู่งามจ้องมองไปยังใบหน้าคมคายด้วยความดุดัน แต่ให้มองแววตานั้นแล้วกลับดูไม่ได้น่ากลัวแม้แต่น้อย ด้วยเพราะใบหน้าของเขาช่างงดงาม และอ่อนหวานยิ่งกว่าสตรีเสียด้วยซ้ำ จอมมารผู้เห็นภาพเช่นนั้นพาให้รู้สึกปั่นป่วนภายในใจอย่างยากจะหาคำอธิบาย

“นั่นเจ้าทำหน้าอันใดของเจ้า เหลาะแหละยิ่งกว่าอิสตรีเสียอีก” จอมมารปรายตาจ้องมองใบหน้างามอย่างนึกหงุดหงิดใจโดยไม่รู้ตัวว่าแท้จริงแล้วตนเองรู้สึกเช่นนี้จริงหรือไม่

เมื่ออีกฝ่ายได้ฟังเช่นนั้นพาให้เขายิ่งรู้สึกเกรี้ยวกราดขึ้นมาอีกหลายส่วน ก่อนจะบันดาลโทสะ ชิงหนิงอวี่พลันเกิดข้อสงสัยขึ้นมาในทันที เมื่อได้จดจ้องเข้าไปยังใบหน้าคมคายนั้นอย่างถนัดตา ‘เหตุใดใบหน้าของเขา ช่างดูคลับคล้ายคลับคลากับบุรุษผู้เป็นท่านพ่อของเด็กน้อยผู้นั้นในฝันของตนเสียจริง หรือว่า? ...’ ชายหนุ่มนิ่วหน้าอย่างนึกสงสัย

“เจ้าเอาแต่จับจ้องตัวข้าเช่นนี้ มิต้องการเก็บรักษาดวงตาอันเงางามของตนไว้แล้วหรอกหรือ?”

จอมมารว่าพลางโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของชิงหนิงอวี่มากขึ้น คนงามเห็นดังนั้นจึงได้แต่กลืนความสงสัยลงคอไป พลันเฉไฉใบหน้า แสร้งเป็นจ้องมองไปทางอื่น เพื่อหลบหนีสายตาของจอมมารที่เอาแต่จดจ้องตนเช่นเดียวกัน

“ไยท่านไม่สังหารข้าเสียเลยเล่า”

เขาเพียงเห็นว่าตนก็ไร้ซึ่งทางต่อต้านถึงปานนี้แล้ว นี่หรือที่ใครก็ว่าจอมมารผู้โหดร้าย ก็ไม่เห็นเขาจะฆ่าตนให้ตายๆ ไปเสีย กลับเอาแต่เล่นทรมานเขาให้หมดสติซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้วิชาเซียนที่เฝ้าฝึกฝนมายังไม่ทันได้ใช้งาน ก็ตกอยู่ในกำมือเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ชิงหนิงอวี่ได้ยิ้มเยาะในตนเอง นึกส่ายหน้าต่อความสามารถที่มี

“สังหารเจ้า? เจ้าคิดว่ามีค่าพอให้ตัวข้าต้องสังหารเองกับมือเพียงนั้นเลยหรือ อีกอย่างหากตัวข้าสังหารเจ้าแล้วจะคลายบัญชีแค้นของข้ากับอาจารย์เจ้าได้อย่างไร ไว้ให้เล่นกับเจ้าจนเบื่อแล้วค่อยสังหารก็ยังไม่สาย”

จอมมารว่าพลางลุกขึ้นเต็มความสูง เขาหันหลังให้ชิงหนิงอวี่ หางตายังจับจ้องไปที่คนร่างเล็กที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนเตียง

“ท่าน! นี่ท่านบ้าไปแล้วหรือ จอมมารเช่นท่านนี่ช่างมองเห็นผู้คนเป็นดังเช่นผักปลาเสียจริงเลยนะ เล่นจนเบื่อแล้วสังหารทิ้ง ท่านว่ามาตรงๆ เลยดีกว่า ท่านต้องการสิ่งใดกันแน่?” ชิงหนิงอวี่รู้สึกหมดความอดทนกับจอมมารที่แสนทระนงตนผู้นี้เสียจริง

“มีปัญญาขึ้นมาแล้วนี่ ตราบใดที่เจ้ายังมีประโยชน์ต่อข้า เจ้าก็จะยังได้มีลมหายใจต่อไป” หลงเฟยเทียนหันกายไปยังร่างบางอีกครั้ง ลำแขนสองข้างกอดอกไว้แน่น สายตาจับจ้องไปยังคนงามเบื้องหน้าที่เอาแต่จดจ้องเข้ามาไม่วางตา แววตาของชิงหนิงอวี่แม้จะเกรี้ยวกราด แต่มองดูแล้วดั่งกระรอกน้อยโมโหหิวก็ไม่ปาน

“ของสิ่งนั้นอยู่ที่ใด?” จอมมารยังยืนกอดอกอยู่เช่นนั้น แววตาเย็นเยียบจ้องเข้าไปยังนัยน์ตาหงส์ ในใจจอมมารฉุกนึก ‘เจ้าเซียนน้อยผู้นี้ยิ่งมองก็ยิ่งหาใช่ใบหน้าบุรุษไม่ ใบหน้าเช่นนี้มันช่าง...’

“ท่านกำลังกล่าวถึงสิ่งใด?” ชิงหนิงอวี่ไม่ได้ตอบคำถามนั้น

“เจ้าไม่ต้องมาทำไขสือกับข้า อาจารย์ของเจ้าเป็นผู้เก็บรักษาดูแลมันไว้ ในเมื่อเจ้าหมอนั่นไม่อยู่แล้ว ศิษย์รักอย่างเจ้ามีหรือจะไม่รู้ว่าเก็บซ่อนไว้ที่ใด” หลงเฟยเทียนจ้องเขม็งไปยังคนงาม หวังเค้นเอาคำตอบ

“ต่อให้ท่านลงมือสังหารข้าเสียแต่ตอนนี้ ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าสิ่งที่ท่านต้องการนั้นอยู่ที่ใด” ใบหน้างามยกยิ้มมุมปากด้วยความยียวนปนเยาะหยัน

“เจ้าว่าอย่างไรนะ! ร้องขอความตายจากตัวข้าเช่นนั้นหรือ ช่างสมกับเป็นศิษย์อาจารย์กันเสียจริง ยิ่งเจ้าต้องการตัวข้ายิ่งให้เจ้าต้องอยู่ทรมานข้างกายตัวข้าไปอีกนาน เหอะ!” จอมมารแค่นหัวเราะในลำคอ

มือหนาดังคีมเหล็กพลันเอื้อมเข้าไปบีบคางกลมมนให้เชิดขึ้นมาสบตาของตน ชิงหนิงอวี่นิ่วหน้า คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันแทบเป็นปม เขารู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบ จากแรงบีบเคล้นที่ปลายคาง

“ท่านปล่อยข้า” ชิงหนิงอวี่ทำเสียงอู้อี้ ไม่สามารถเปล่งเสียงได้ถนัดนัก เพราะคางของเขายังถูกดึงรั้งด้วยฝ่ามือหยาบหนานั้น

พลันสองมือคว้าหมับเข้าไปที่ข้อมือจอมมาร มือเรียวบางออกแรงดึงแขนที่พันธนาการตนอย่างเต็มแรง หวังคลายฝ่ามือออกจากใบหน้าของตน ยิ่งเขาดิ้นรนฝ่ามือนั้นก็ยิ่งบีบเข้าที่ปลายคางมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียจนในโพรงปากของเขาตอนนี้รู้สึกได้ถึงรสชาติเค็มเฝื่อน พร้อมได้กลิ่นคาวคละคลุ้งอยู่ภายในช่องปาก ชิงหนิงอวี่จึงฝืนกลืนมันลงลำคอไปอย่างยากลำบาก

“นายท่าน เอ่อ...ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วขอรับ” เถียนจื่อลู่เร่งรีบเข้ามาโดยลืมไปว่าในห้องนั้นยังมีบุรุษอีกคน เขาแสดงอาการกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อยต่อภาพเบื้องหน้า ในใจอยากหันหลังกลับแต่ไม่ทันเสียแล้ว ‘ก็ใครใช้ให้เขาเข้ามาในตอนนี้เล่า’

ผู้เป็นนายได้ยินดังนั้นจึงหันขวับไปทางต้นเสียงในบัดดล จอมมารสะบัดมือออกจากคางของชิงหนิงอวี่ให้เป็นอิสระ

คนงามรู้สึกชาวาบที่ปลายคางเล็กน้อย ในใจนึกขอบคุณพ่อมารหนุ่มหน้าตายที่เข้ามาได้ถูกจังหวะ ใบหน้าคมเข้มหันไปยังต้นเสียงของผู้มาเยือน จอมมารพยักหน้าให้เถียนจื่อลู่เล็กน้อย ก่อนปรายตากลับมาด้วยความคมกริบ

“เจ้าอย่าได้คิดหนีตัวข้า เพราะต่อให้เจ้าหนีก็ไม่สามารถหนีออกห่างจากตัวข้าได้แม้แต่น้อย จงจำไว้!!”

หลงเฟยเทียนสะบัดผ้าคลุมไหล่เต็มแรง ท่อนขายาวแข็งแกร่งก้าวเดินผ่านเถียนจื่อลู่ที่ยืนก้มหน้างุดออกจากประตูไป เมื่อนายของตนเดินนำไปแล้ว เถียนจื่อลู่ จึงยืดกายเต็มความสูง ก้าวเดินออกจากห้องตามหลังจอมมารไปเช่นกัน ก่อนที่เขาจะหันกายมาปิดประตูห้องไว้อย่างเบามือ...

~*~*~*~*~

1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel