บทที่ 4 เผชิญหน้ากับอดีต
บนยอดเขาสูงชัน แสงอาทิตย์สาดส่องเหลืองทองอำไพ สายลมพัดปลิวไสวระชายผ้าของชายหนุ่มสองคน อีกคนสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ อีกคนแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิท แม้พวกเขาทั้งสองนับได้ว่ามีอายุที่ไม่ถือว่าน้อยแล้วก็ตาม แต่สำหรับผู้ที่ฝึกบำเพ็ญเพียรและจอมมารแล้วนั้น หน้าตาของทั้งคู่กลับยังดูอ่อนเยาว์และไม่มีเค้าโครงความชราแม้แต่น้อย เมื่อพินิจดูแล้วช่างเป็นภาพที่งดงามราวกับเทพนิยาย แต่ใครเล่าจะรู้เบื้องหลังฉากอันงดงามนี้ กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการสังหารไปทั่วทั้งหุบเขา
“หลงเฟยเทียน เจ้าจงอย่าได้ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกเลย แม้วันนี้ข้าต้องตาย ข้าหลางจิวฝูก็จะพาเจ้าลงนรกอเวจีไปด้วยกัน” ‘หลางจิวฝู’ เป็นอาจารย์ที่นับได้ว่าคือยอดฝีมืออันดับหนึ่งของภพเซียน วันนี้เขาตั้งใจแล้วที่จะกำจัดจอมมารร้ายนี้ให้สิ้นไปเสีย
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เซียนอย่างพวกเจ้า คิดตั้งตนเป็นผู้กล้า จะปกป้องใต้หล้าเช่นนั้นหรือ ช่างจอมปลอมสิ้นดี ตัวข้าผู้เป็นจอมมารนี้ ไปก่อกรรมทำลายชีวิตไร้ค่าของพวกเจ้าเมื่อใดกัน หากไม่ใช่เพราะพวกเจ้าเองมารนหาที่ตายทั้งนั้นมิใช่หรือ”
ท่ามกลางหุบเขาที่เงียบสงัดแห่งนี้ หนึ่งเซียน หนึ่งมาร ต่างยืนประจันหน้ากัน และต่างฝ่ายต่างพร้อมที่จะจบเรื่องนี้ให้ได้โดยเร็ว หลังจากจอมมารได้แค่นวาจาเยาะหยันกับหลางจิวฝูแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงไม่รอช้า พลันปรากฏแสงสีแดงฉานที่ฝ่ามือทั้งสองของจอมมาร อีกฝ่ายหาได้นิ่งดูดายเช่นเดียวกัน เขาเรียกกระบี่คู่กายของตนขึ้นมาในทันใด
“หลิ่งจิน!!”
กระบี่สีเงินเงางาม พลันปรากฏที่เบื้องหน้าหลางจิวฝู เปล่งแสงสีทองขึ้นมา ก่อนที่จะถูกแสงไฟสีแดงสาดเข้ามากลางลำ หลางจิวฝูถ่ายทอดปราณเซียนไปยังกระบี่เพื่อป้องกันด้านหน้า เพื่อต้านทานเพลิงไฟประลัยกัลป์ของจอมมารที่พุ่งตรงเข้ามา
ร่างกายสูงโปร่งถอยหลังกรูดไปด้านหลังเมื่อปะทะเข้ากับแสงไฟสีแดงที่แข็งแกร่งเข้าอย่างจัง เขาได้แต่ทำท่าขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน และคอยจับจ้องไปยังจอมมารเบื้องหน้าของตน บุรุษทั้งสองทั้งลอยเคว้งขึ้นกลางอากาศ หนึ่งฝ่ามือหนึ่งกระบี่ ลอยขึ้นมาปะทะลำแสงซึ่งกันและกันต่างฝ่ายต่างไม่คิดลดละ ปะทะปราณมารและปราณเซียนสาดส่งใส่กันไปมาอย่างเข้มข้นและดุดัน
บัดนี้เวลาล่วงเลยไปนานเท่าใดไม่รู้ ดวงตะวันคล้ายจะชิงพลบลงทุกขณะ หนึ่งเซียนหนึ่งมารประลองฝีมือกันไปมากกว่าร้อยกระบวนท่าแล้ว แต่ทางฝ่ายจอมมารหาได้มีท่าทีที่เหนื่อยล้าลงแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นจอมมารดันฝ่ามือไปด้านหน้าด้วยความเร็วและแรง ร่างของหลางจิวฝูลอยไปกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่เสียงดังอั้ก!! เขากระอักเลือดออกมาคำโต ด้วยเห็นว่าอีกฝ่ายใกล้สิ้นเรี่ยวแรงอยู่เต็มทน จอมมารจึงก้าวเท้าเข้าไปด้านหน้าของหลางจิวฝูอย่างเชื่องช้า โดยไม่มีท่าทีรีบร้อน
“เจ้าอย่าได้ดิ้นรนไปเลย จงบอกข้ามาว่าคัมภีร์เล่มนั้น เจ้าเก็บซ่อนไว้ที่ใด” จอมมารว่าพลางก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังร่างของหลางจิวฝูที่นั่งแทบสิ้นแรงและกำลังนั่งพิงไปกับต้นไม้ใหญ่ ด้วยฝีเท้าอย่างเนิบช้า
“ต่อให้วันนี้ข้าต้องจบสิ้นชีวิต ข้าก็ไม่มีวันบอกเจ้า” หลางจิวฝูเอ่ยขึ้นมาโดยหาได้กลัวภัยร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อตนเองแม้แต่น้อย
"ร่างกายของเจ้า ไม่ต่างอันใดกับท่อนไม้ผุๆ ท่อนหนึ่ง ส่วนตัวข้านั้นมีร่างกายเป็นอมตะ เจ้าอย่าได้คิดที่จะต่อต้านข้าอีกเลย" จอมมารเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนที่เขาจะมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของหลางจิวฝูไม่เกิน สองฉื่อ
"หึ! ข้าไม่มีวันบอกเจ้า และเจ้าอย่าได้คิดจะครอบครองคัมภีร์ได้เลย!!" ทันใดนั้นหลางจิวฝู จึงรวบรวมลมปราณพลังเซียนที่เต็มเปี่ยม พลันบังเกิดคลื่นลมโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง ต้นไม้ใบหญ้าต่างปลิวไสวไปตามแรงลม จนแทบโค้นล้มไปทั้งหุบเขา
ปากของเขาพลันร่ายอาคมขมุบขมิบ ด้วยเรี่ยวแรงแทบจะเรียกว่าเฮือกสุดท้าย ทันใดจอมมารจึงก้าวถอยหลังตามแรงปะทะไปเล็กน้อยด้วยที่ไม่ทันได้ระวังตัว และไม่เคยคิดว่าคนที่ใกล้ตายแล้วคนหนึ่งจะยังหลงเหลือเรี่ยวแรงได้มากมายถึงเพียงนี้ จอมมารคิดว่าตนเองนั้นช่างชะล่าใจเกินไปนัก มนุษย์นี้ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายเสียจริง
“นี่เจ้าถึงกับไม่ห่วงชีวิตของตนเองแล้วเช่นนั้นหรือ!!” จอมมารถึงกับโมโหเลือดขึ้นหน้า ก่อนที่จะทันได้เรียกเพลิงไฟประลัยกัลป์ขึ้นมา กลับถูกเถาวัลย์เหนี่ยวรั้งพันธนาการไว้ทั้งแขน และขาทั้งสองข้าง
“ในวันนี้ข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าให้ได้อยู่เพื่อทำลายผู้อื่นอีกต่อไป ร่างกายเจ้าเป็นอมตะแล้วอย่างไร หลงเฟยเทียน! เจ้าจงหลับไปเสียเถิด อย่าได้ตื่นขึ้นมาอีกเลยตลอดกาล”
บรรยากาศรอบด้านพลันบังเกิดโลงไม้ขนาดใหญ่เข้าห่อหุ้มร่างของจอมมาร หลางจิวฝูไม่รอช้า เขารีบรวบรวมพลังวิญญาณเซียนไปยังฝ่ามือ และดันฝ่ามือเข้าไปที่โลงไม้สักสีดำทะมึนในทันที ในที่สุดลมฟ้าอากาศก็กลับมาสงบเงียบลงเช่นเดิม ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของการต่อสู้ของเซียนและมาร
ก่อนที่ดวงตะวันจะคล้อยลงและลาลับจากขอบฟ้า ความมืดมิดคืบคลานเข้ามาแทนที่อย่างช้าๆ หลางจิวฝูถอนหายใจเฮือกใหญ่ กระอักเลือดออกมาแทบหมดตัว เขาพยายามนั่งฟื้นฟูพลังวิญญาณอยู่ข้างโลงไม้นั้น มือขวากอบกุมไปยังหน้าอก อย่างหมดเรี่ยวแรง
‘นี่ข้ามีเวลาหลงเหลือได้อีกไม่นานแล้วสินะ’ “หึ หึ” เขาได้แต่คิดและแค่นหัวเราะในลำคออย่างแสนอเนจอนาถใจ
ในเวลาเดียวกันนั้น ภายในโลงไม้ก็มีร่างของบุรุษผู้หล่อเหลาที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ในสามภพ นอนทอดกายและค่อยๆ หลับใหลลงไปด้วยคาถาสะกดวิญญาณ และไม่รู้เลยว่าจอมมารจะตื่นขึ้นมาได้อีกเมื่อใด
~*~*~*~*~
หลังจากที่หลางจิวฝูสะกดวิญญาณของจอมมารไว้บนหุบเขาเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเร่งเดินทางกลับสำนักของตนอย่างทุลักทุเล ด้วยเรียกกระบี่คู่กายของตนออกมาเพื่อจะได้กลับไปถึงสำนักหลิ่งเหอโดยเร็วที่สุด สภาพร่างกายของเขาเปรอะเปื้อน ริมฝีปากเต็มไปด้วยเลือด ทิ้งร่องรอยของการต่อสู้ไว้อย่างน่าเจ็บปวด
“เหตุใดท่านอาจารย์จึงยังไม่กลับมาเล่า” ‘เสวี่ยซูเหวิน’ เด็กหนุ่มอายุสิบห้าปี เดินวนไปวนมารอบแล้วรอบเล่าที่หน้าสำนัก
“ศิษย์พี่รอง ไยท่านเอาแต่เดินวนไปวนมา ข้ามองแล้วชวนให้ปวดหัวนัก” ศิษย์น้องสามหรือ ชิงหนิงอวี่ ในวัยเพียงแค่เจ็ดขวบเท่านั้น มองภาพศิษย์พี่ของตนกระวนกระวายใจ ชวนให้ตนต้องมึนงงและตาลายไปด้วย
“ศิษย์น้องสามคนดีของข้า ป่านนี้แล้วอาจารย์ของเรายังไม่มา ข้าเพียงร้อนใจเล็กน้อยเท่านั้น นี่ก็ดึกมากแล้ว ไป ศิษย์พี่รองจะส่งเจ้าเข้านอน แล้วเดี๋ยวศิษย์พี่จะกลับมารออาจารย์เอง” เสวี่ยซูเหวินว่าพลางลูบไปยังศีรษะน้อยๆ ของศิษย์น้องสามด้วยแววตาเอ็นดู
