บทที่ 3 เยือนถิ่นจอมมารร้าย
ตุ้บ!!
“โอ๊ยยยย!!”
เถียนจื่อลู่วางร่างบางลงบนพื้นเย็นเฉียบโดยแทบจะถือว่าโยนลงเสียด้วยซ้ำ ชิงหนิงอวี่ร้องเสียงหลงออกมาด้วยความเจ็บปวด นัยน์ตาคู่งามฉายแววกราดเกรี้ยวขึ้นมาอีกหลายส่วน เพียงแต่มารหนุ่มหาได้สนใจไม่ เขายังทำสีหน้าเรียบเฉยเย็นชาเช่นดังเดิม
“พวกท่านพาข้ามายังที่ใดกัน?”
“ภพมาร” เถียนจื่อลู่ตอบคำหน้าตาย
“นี่พวกท่านคงไม่ใช่…”
“ถ้าใช่แล้วอย่างไร มิใช่แล้วอย่างไร” ทันใดนั้นหลงเฟยเทียนก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าของชิงหนิงอวี่ จอมมารสาวเท้าเข้าไปอย่างเนิบช้า สายตาจดจ้องเข้าไปยังนัยน์ตากลมโต แววตาฉายรอยยิ้มเย็นเยียบเสียจนคนถูกจ้องมองต้องแสร้งเฉไฉเพื่อหลบสายตาอันแหลมคมนั้น
“ท่านต้องการสิ่งใด เชิญท่านถามมาเถิด หากข้าตอบได้ก็จะตอบ หากตอบไม่ได้เช่นนั้นข้าต้องขออภัยท่านด้วย” ชิงหนิงอวี่กล่าวด้วยสีหน้าที่แสร้งไร้ซึ่งความรู้สึก
“หึ! เจ้ายังกล้าจะไม่ตอบข้าอีกเช่นนั้นรึ ที่เจ้ายังมานั้งต่อปากต่อคำกับข้าได้ ยังนับว่าเป็นบุญวาสนาของเจ้าเสียด้วยซ้ำ” จอมมารปรายตามองต่ำไปยังเซียนตัวน้อยที่นั่งขดตัวอยู่บนพื้น
ชิงหนิงอวี่ได้ฟังแล้วจึงลอบถอนหายใจอยู่ในที ‘เหตุใดคนผู้นี้ถึงเอาแต่มั่นใจในตัวเองไม่สนใจถูกผิดเลยเล่า’
“เช่นนั้นเชิญท่านถามข้ามาเถิด”
“เจ้าหลางจิวฝูอยู่ที่ใด”
“เหตุใดท่านจึงรู้จักอาจารย์ของข้า?” ชิงหนิงอวี่โพล่งขึ้นมาด้วยความคับข้องใจ
“อาจารย์ของเจ้าเช่นนั้นหรือ หืม!” จอมมารแค่นน้ำเสียง นัยน์ตาคมเข้มหรี่ลงช้าๆ อย่างสนอกสนใจ
“ท่านมีธุระใดกับอาจารย์ของข้า?” ริมฝีปากบางตะเบ็งเสียงถามกลับ
‘หลางจิวฝู’ คืออาจารย์ของชิงหนิงอวี่โดยตรง ทั่วทั้งสำนักเขารับศิษย์เพียงสี่คนเท่านั้น ในบรรดาศิษย์ของเขา ชิงหนิงอวี่คือศิษย์ที่นับได้ว่าฝีมือยอดเยี่ยมที่สุด และเป็นศิษย์เพียงคนเดียวที่หลางจิวฝูไว้ใจและได้ถ่ายทอดวิชาลับให้
“ดี ดียิ่งนัก เจ้าเป็นศิษย์ของหมอนั่นก็ดี เช่นนั้นจงฟังคำตัวข้าไว้ ความแค้นที่อาจารย์ของเจ้ากล้ากักขังตัวข้ามานานนับยี่สิบปีนี้ ตัวข้าจะตามไปชำระกับมันให้เสร็จสิ้นเสีย!!”
“หรือว่าท่านคือ จอมมารหลงเฟยเทียนเช่นนั้นหรือ?” ใบหน้างามขมวดคิ้วกระบี่มุ่นเข้าหากันอย่างเป็นเชิงสงสัย
เวลานี้ชิงหนิงอวี่รู้สึกมึนงง ร่างกายชาวาบ จิตใจว้าวุ่นรู้สึกปั่นป่วนเสียจนอยากหลุดออกจากพันธนาการบ้า ๆ นี้ให้ได้เสียที เหตุใดจอมมารจึงได้ปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง ในเมื่ออาจารย์ของเขาได้ทำการสะกดไว้แล้วเมื่อยี่สิบปีก่อน และไม่มีใครหรือสิ่งใดที่สามารถคลายอาคมสะกดวิญญาณของอาจารย์ได้เป็นแน่
เช่นนั้นอาจารย์ของเขาไม่ถือว่าได้สิ้นชีวิตไปโดยเสียเปล่าหรอกหรือ กระนั้นเขาจำต้องข่มกลั้นความหวาดหวั่นและแสดงออกด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“หึ! อาจารย์ของข้า ท่านหาได้อยู่บนโลกใบนี้แล้วไม่ หลังจากที่อาจารย์ได้สะกดท่านไว้ เขาก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินครึ่งเดือน” เพลิงโทสะพลันบังเกิดขึ้นด้วยนัยน์ตาคู่งามขณะเอื้อนเอ่ย
‘หากเขาสามารถหลุดออกจากเชือกมัดเซียนบ้า ๆ นี้ได้เมื่อไหร่ เขาจะเด็ดหัวจอมมารเพื่อไปสังเวยให้แก่อาจารย์ตนซะ!’
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เหตุใดอาจารย์ของเจ้าถึงได้ไร้ความสามารถนัก!! อ้อ…ข้าลืมไปเจ้าหมอนั่นเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา หาได้มีร่างกายอมตะเช่นตัวข้าไม่ อีกทั้งอายุหากข้านับรวมตอนนี้แล้วคงใกล้ครบร้อยปีเต็มทน ไร้ประโยชน์สิ้นดี!" จอมมารสบถถ้อยคำและจดจ้องเข้าไปยังนัยน์ตาหงส์คู่งาม
“ท่านอย่าได้มาต่อว่าอาจารย์ของข้าเช่นนี้!!”
คนงามตะเบ็งเสียงแข็ง นัยน์ตาหงส์สั่นระริกด้วยนึกโมโห เขาหาได้เกรงกลัวต่อผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจอมมารเบื้องหน้าไม่ ทั่วทั้งยุทธภพนี้ เขาคือเซียนผู้ปราบมารร้ายมาแล้วเสียจนยากจะนับหัวปีศาจหรือมารร้ายได้
“เจ้าถึงกับเดือดดาลปานนี้เชียวหรือ” จอมมารเลิกคิ้วอย่างมีความนัยบางอย่าง
“ในเมื่ออาจารย์ของเจ้าไม่อยู่แล้ว ข้าจะตามแก้แค้นกับใครได้เล่า” จอมมารจ้องมองใบหน้างามอย่างมีเลศนัย
หลงเฟยเทียนยอบกายลงต่ำสบประสานกับดวงตาคู่งาม เขายื่นมือเข้าไปบีบลำคอระหงของชิงหนิงอวี่ ลำแขนแข็งแกร่งบีบรัดอย่างแน่นหนารุนแรง และไม่คิดที่จะยั้งมือแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นเจ้าก็รับสิ่งที่เขาควรได้รับแทนก็แล้วกัน” หลงเฟยเทียนกัดฟันกรอดด้วยความหงุดหงิด เขาโน้มใบหน้าเข้าไปยังข้างใบหูของชิงหนิงอวี่ จอมมารกระซิบด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น
แค็ก… แค็ก!!
ชิงหนิงอวี่ดิ้นรนอยู่เช่นนั้น โดยที่ตนยังถูกมัดอยู่ คนงามไม่สามารถยกมือขึ้นปัดป้องได้แต่อย่างใด หลงเฟยเทียนหาได้สนใจท่าทีเอาตัวรอดเช่นนั้นของชิงหนิงอวี่ไม่ เขากลับยังใช้มือขวาเพียงข้างเดียวบีบรัดไปยังลำคอขาวผ่องแน่นขึ้นไปอีกหลายเท่า เสียจนทำให้เกิดรอยนิ้วมือทั้งห้ารอบลำคองามย่างชัดเจน
“นายท่าน!! ข้าน้อยว่าเขาอาจทราบที่เก็บซ่อนของสิ่งนั้น” เถียนจื่อลู่กล่าวกับผู้เป็นนาย เพราะเขาเกรงว่าหากช้าไปกว่านี้ นายของตนอาจจะปลิดชีพคนผู้นี้ไปเสียก่อน
ชิงหนิงอวี่สิ้นสติลงอีกครั้ง หลงเฟยเทียนจึงปล่อยมือจากร่างที่ไร้ความรู้สึกลงในทันที จอมมารปล่อยให้ร่างกายที่อ่อนปวกเปียกและสิ้นการรับรู้ของคนงามนอนกองอยู่กับพื้นเย็นเฉียบอย่างไม่แยแส ร่างกายสูงโปร่งกำยำยืนขึ้นเต็มความสูง ใบหน้ามึนตึงดุดันจ้องมองไปเจ้าของร่างบางที่ไร้สติ
“อ่อนแอสิ้นดี เจ้าคิดว่าแค่พลังเซียนอันน้อยนิดของอาจารย์ที่ไม่เอาไหนของเจ้า จะสามารถกักขังตัวข้าได้นานเท่าใดกัน เช่นนั้นตัวข้าอยากจะรู้นักว่าหมอนั่นจะสั่งสอนศิษย์ของตนได้ดีเท่าใดกัน” จอมมารแค่นน้ำเสียงอย่างนึกโกรธเคือง ใบหน้ายกยิ้มที่มุมปาก ด้วยความเหยียดหยัน
หลงเฟยเทียนหันกายไปยังลูกน้องของตน แววตาดุดันกลับมาสงบนิ่งราบเรียบ อันที่จริงเขาแทบอยากจะฉีกทึ้งร่างเซียนของชิงหนิงอวี่ให้แหลกคามือเสีย ให้สมกับที่อาจารย์ของเขากล้าที่จะกักขังผู้ขึ้นชื่อว่าจอมมารผู้ที่ใครก็ต่างหวาดเกรงในสามภพเป็นเวลานานหลายปี
ในใจของจอมมารต้องการที่จะแผดเผาเจ้าเซียนน้อยที่นอนอยู่เบื้องหลังให้มอดไหม้ไปเสีย แต่นั่นแล้วอย่างไรเล่า หากศิษย์ของเจ้านั่นตายไปความแค้นที่ยังคั่งค้างในใจเขาจะดับลงได้เมื่อใด
‘เหตุใดเจ้าจึงไม่รอข้ากลับมา เจ้ามันช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี กลับให้ข้าต้องตื่นขึ้นมาคิดบัญชีกับศิษย์ของเจ้าแทนเช่นนั้นหรือ ในใต้หล้านี้จะมีคู่ต่อสู้ใดที่เหมาะสมกับข้าได้เท่าเจ้า เหอะช่างน่าขันสิ้นดี หลางจิวฝูเจ้าคนเห็นแก่ตัว จงมองดูศิษย์รักของเจ้าให้ดี เช่นนั้นตัวข้านี้จะคิดบัญชีแค้นกับเจ้าเซียนน้อยนี่ให้สาสมกับที่เจ้าบังอาจมาสร้างความอัปยศนี้ให้แก่จอมมารผู้ยิ่งใหญ่เช่นข้า’ จอมมารฉุกนึกในใจด้วยความโกรธเคือง
“เช่นนั้นเจ้าว่า ข้าควรทำเช่นไรกับเจ้าเซียนน้อยไร้ค่าผู้นี้”
