บทที่ 2 ปราณเซียนบริสุทธิ์
“นายท่าน จะให้ข้าน้อยทำเช่นไรกับเซียนน้อยผู้นี้ดีขอรับ”
‘เถียนจื่อลู่’ ชายหนุ่มผู้สวมอาภรณ์สีดำทั้งตัว ยกแขนสองข้างสองมือประกบกัน เป็นสัญลักษณ์ของการให้ความเคารพผู้เป็นนาย เขาก็คือชายหนุ่มผู้รอรับจอมมารในคืนเดือนดับนั่นเอง
“เจ้าคิดว่าควรทำเช่นไร ยังต้องถามตัวข้าอีกหรือ ตัวข้ามิได้อยู่กับเจ้ามานานนับยี่สิบปีนี้ จิตใจของเจ้าถึงกับเหลาะแหละเพียงนี้เชียว”
หลงเฟยเทียนกล่าว สายตาดุดันจ้องมองไปยังมารหนุ่มที่ยังยืนก้มหน้า ก่อนเบือนใบหน้าคมเข้มจดจ้องไปยังร่างบางของบุรุษที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นด้วยสายตาที่เย็นชาและเรียบเฉย
“ข้าน้อยเห็นว่า เซียนน้อยผู้นี้มีปราณเซียนบริสุทธิ์ อีกทั้งการสวมใส่อาภรณ์ของเซียนน้อยผู้นี้มีสัญลักษณ์ของสำนักหลิ่งเหอ......”
“หืมมมม”
เถียนจื่อลู่ยังกล่าวไม่ทันจบประโยค ก็ได้ยินเสียงนายของตนเปล่งเสียงออกมาอย่างมีข้อกังขา มารหนุ่มจึงปิดปากเงียบฉับในทันใด
“เป็นศิษย์จากสำนักเจ้าหมอนั่นเองหรอกหรือ ข้าอยากเห็นใบหน้าของศิษย์สำนักมันให้ชัดๆนัก”
ร่างกายกำยำจึงเดินย่างกรายเข้าไปใกล้กับร่างอันไร้สติของชิงหนิงอวี่ ผู้เป็นจอมมารยอบกายลงอย่างเชื่องช้า มือหนาหยาบกร้านยื่นเข้าไปเชยปลายคางกลมมน สายตาคมปลาบจับจ้องไปยังใบหน้างดงามอย่างสนใจใคร่รู้
“นี่เจ้านับว่าเป็นใบหน้าของบุรุษหรอกหรือ ช่างดูบอบบางอ่อนแอยิ่งนัก”
มือหนาจับปลายคางของบุรุษที่มีใบหน้าเกลี้ยงเกลา หันซ้าย แลขวา อย่างนึกสนุก เจ้าของร่างบางที่ไร้สติพลันลืมตาขึ้นมาสบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มอย่างจัง สายตาทั้งคู่จ้องมองซึ่งกันและกัน ดวงตาคมเข้มหรี่เล็กลงจดจ้องเข้าไปในดวงตาคู่งามราวหงส์ฟ้าเขม็ง
คนงามเบื้องหน้าสติหลุดลอยชั่วครู่ด้วยความประหลาดใจ เขารีบสะบัดใบหน้าเพื่อเรียกสติคืนกลับมา ร่างบางเอนกายไปด้านหลังอย่างรวดเร็วด้วยท่าทีตระหนก
“ท่านเป็นใครกัน เหตุใดท่านน ….” ดวงตาคู่งามเบิกกว้างอย่างตื่นตกใจ
“หึ! ตัวข้าเป็นใครแล้วอย่างไร เหตุใดเจ้าจึงกล้าเข้ามายังถิ่นของตัวข้า”
ประโยคคำถามที่ยังไม่สมบูรณ์ พลันถูกชายหนุ่มแปลกหน้าตัดบทขึ้นมาในฉับพลัน แววตาชายหนุ่มสาดประกายความดุดันออกมาอย่างเย็นเยียบ
“ข้า...เอ่อ...ข้า”
“นี่เจ้าคงไม่อยากที่จะเก็บชีวิตเซียนอันไร้ค่าของเจ้าไว้แล้วกระมัง”
"ท่านนน"ชิงหนิงอวี่ได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าที่งดงามจึงแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวในทันใด
‘เหตุใดคนผู้นี้จึงมีท่าทีที่มั่นอกมั่นใจในตนเองยิ่งนัก’ สายตาคู่งามจดจ้องเข้าที่ร่างสูงใหญ่ด้วยความใคร่รู้ บนร่างกายของชายหนุ่มปริศนา สวมเครื่องแต่งกายด้วยอาภรณ์สีดำเข้มทั้งตัว มองดูจากเนื้อผ้าคงเป็นผู้สูงศักดิ์เสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยังมีหน้าตาหล่อเหลาคมคาย คนผู้นี้คงสูงกว่าเขาหนึ่งช่วงหัวได้ รอบกายของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นอายมารเข้มข้นโดยไม่ได้ปิดบัง ให้ความรู้สึกแตกต่างจากมารทั่วไปยิ่งนัก หรือว่าเขาคือ... ‘มิใช่ว่าจอมมารอายุเกือบร้อยปีแล้วหรอกหรือ เหตุใดหน้าตาเขาจึงอ่อนเยาว์ยิ่งนัก หรือข้าจะคิดผิดไปเอง!’
“จ้องมองตัวข้าเช่นนี้ ในหัวของเจ้าคิดสิ่งใดอยู่เช่นนั้นหรือ เจ้าเซียนน้อยปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม หึ!" ใบหน้าคมเข้มยกยิ้มมุมปาก
“ท่าน...!!”
ชิงหนิงอวี่ “….”
ผู้เป็นจอมมารว่าพลางสะบัดผ้าคลุมไหล่ ยืนขึ้นเต็มความสูง ชายหนุ่มหันหลังให้กับบุรุษร่างบางที่ยังนั่งกองบนพื้น ดวงตาคมเข้มส่งสายตามองไปยังเถียนจื่อลู่ เป็นนัยที่เข้าใจกัน
ทันใดนั้นเถียนจื่อลู่จึงยื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า ลำแสงสีดำเข้มค่อย ๆ รัดเข้าไปกลางลำตัวของชิงหนิงอวี่อย่างรวดเร็ว
"นี่พวกท่าน เหตุใดจึงต้องมัดข้าเช่นนี้" ดวงตากลมโตเบิกกว้าง บนใบหน้างามปรากฏความยุ่งยากใจในทันที
“หลิ่งอิน!!”
กระบี่คู่กายของชิงหนิงอวี่ปรากฏขึ้นในทันใด เพียงแต่จะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อสิ่งที่พันธนาการรอบกายเขา ณ ตอนนี้หาใช่เชือกธรรมดาไม่ แต่นั่นคือเชือกมัดเซียนจากภพมาร
"เจ้าอย่าได้ดิ้นรนให้ตนเองต้องเจ็บตัวไปเลย ตัวข้าเพียงแค่มีคำถามกับเจ้าเพียงไม่กี่ประโยคท่านั้น" จอมมารจดจ้องไปยังใบหน้างามด้วยแววตาคมปลาบ
“ไยท่านมิถามข้าเลยเล่า เหตุใดต้องมัดข้าเช่นนี้ หรือคนภพมารเช่นท่าน เวลาใคร่สอบถามเรื่องจากผู้อื่นจำต้องมัดไว้เช่นนี้ด้วยหรืออย่างไร”
“มิใช่ว่าพวกเซียนหรือมนุษย์เช่นพวกเจ้า ต่างมองว่าพวกข้าเหล่ามารโหดร้ายเช่นนั้นหรือ มิสู้ข้ามัดเจ้าไว้และทารุณ เจ้าช้า ๆ จะไม่สนุกกว่าหรอกหรือ…” จอมมารหาได้สนใจใบหน้างามที่ยังจดจ้องอย่างอึ้งงันนั้นไม่ เขาหันกายสะบัดผ้าคลุมไหล่ดังพรึ่บ และหายวับไปจากบริเวณนั้นในบัดดล
ส่วนร่างกายอันผอมบางของชิงหนิงอวี่นั้น เถียนจื่อลู่เพียงยกเขาพาดบ่าและพาหายตัวจากไปจากบริเวณนั้นอย่างเงียบเชียบ
“พวกท่าน! เหตุใดจึงไร้เหตุผลเช่นนี้” คิ้วกระบี่ขมวดมุ่นแทบชนเข้าหากัน
ชิงหนิงอวี่ได้แต่ทอดถอนใจอย่างนึกปลดปลง ตอนนี้ร่างกายของเขาอยู่ในสภาพหัวห้อยลงกลางหลังของเถียนจื่อลู่โดยจำยอม มองโลกกลับด้านเสียจนรู้สึกวิงเวียนไปหมด
ทางด้านเถียนจื่อลู่หาได้เอ่ยคำใด เพียงแบกร่างกายของชิงหนิงอวี่ไปตามเส้นทางที่จอมมารล่วงหน้าไปก่อนอย่างเงียบๆ เท่านั้น
