ตอนที่ 5 คู่หมั้นคนที่หนึ่ง (3)
บริเวณรอบนอกของอุทยานสวรรค์เป็นโรงเตี๊ยมที่ดำเนินการโดยกรมพระคลัง นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกอีกหลายร้าน
กลุ่มของซุนซือจิ้งเข้าพักที่โรงเตี๊ยมว่างฮัว เมื่อเอาของเข้าห้องพักเสร็จเรียบร้อย ซุนซือหานในฐานะพี่ใหญ่ก็เรียกทุกคนออกไปรับประทานอาหารที่บริเวณร้านอาหารด้านล่าง
“อยากกินอะไรก็สั่งกันเลยนะ” ซุนซือหานบอกทุกคนบนโต๊ะอาหารก่อนเดินไปทักทายคนรู้จักที่โต๊ะอื่น
“ท่านพี่อิงผิงอยากกินอะไรหรือเจ้าคะ”
ซุนซือจิ้งเอ่ยถามคู่หมั้นหนุ่มเสียงหวาน นางเห็นรายการอาหารแล้วพบว่าที่ร้านนี้มีรายการอาหารเยอะมาก แม้แต่ตัวนางเองก็ยังเลือกไม่ถูก อีกอย่างตั้งแต่คบหาดูใจกับซุนซือหานนางก็เป็นฝ่ายสั่งอาหารมาโดยตลอด และเขาก็กินทุกอย่างที่นางสั่ง นางจึงไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วชายหนุ่มชอบกินสิ่งใดเป็นพิเศษกันแน่
“อะไรก็ได้” เจี้ยนอิงผิงตอบเสียงเรียบ
“อะไรก็ได้คืออะไรหรือเจ้าคะ” สตรียังคงถามเสียงหวานต้องการคำตอบจากเขา
“ตามใจเจ้า”
ซุนซือจิ้งเม้มริมฝีปากเล็กน้อย “ตามใจข้า เช่นนั้นข้าสั่งอาหารป่านะเจ้าคะ เนื้อกบเนื้อกวาง”
บุรุษส่ายศีรษะปฏิเสธทันใด “ข้าไม่กินอาหารแปลก กลัวปวดท้อง”
“เช่นนั้นก็เนื้อแพะนะเจ้าคะ”
“ข้าร้อนในอยู่ กินแพะไม่ได้” เจี้ยนอิงผิงตอบ สายตาเขาจับจ้องอยู่ที่หนังสือเล่มใหม่ในมือไม่วางตา
“ร้อนในหรือเจ้าคะ อย่างนั้นกินปลาดีกว่า เอาปลานึ่งเต้าเจี้ยวหรือปลาต้มผักกาดดองล่ะเจ้าคะ”
“ตามใจเจ้า” เขาตอบประโยคเดิมอีกครั้ง
“ปลานึ่งเต้าเจี๊ยวหนึ่งที่นะ” ซุนซือจิ้งชี้นิ้วไปที่ป้ายรายการอาหารบอกเสี่ยวเอ้อของร้านให้รับรายการ
“ปลาเปรี้ยวหวานดีกว่า” บุรุษรีบเปลี่ยนใจในเวลาสุดท้าย
ซุนซือจิ้งพยักหน้าให้เสี่ยวเอ้อ “ตามนั้น ปลาเปรี้ยวหวานหนึ่งที่” จากนั้นจึงหันหน้ามาทางชายหนุ่ม
“ท่านพี่กินปลาเปรี้ยวหวานแทบทุกครั้ง ไม่เบื่อหรือเจ้าคะ”
“ก็ไม่นะ แต่ละร้านทำรสชาติออกมาไม่เหมือนกัน”
เจี้ยนอิงผิงตอบไม่ได้มองสายตาสตรีที่ใกล้จะถลึงตาใส่เขาเต็มทน
“เจ้าค่ะ” ซุนซือจิ้งรับคำเสียงหวานแต่สายตาเจ้าเล่ห์ ‘คราวหลังก็กินแต่ปลาเปรี้ยวหวานไปเถอะ’ นางคิดในใจ
ไม่นานนักซุนซือหานก็เดินมาพร้อมกับบุรุษและสตรีคู่หนึ่ง พวกเขาเข้ามานั่งโต๊ะเดียวกับพวกซุนซือจิ้ง
“นี่บรรดาพี่น้องของข้า ส่วนสหายเจี้ยนและน้องหญิงห้าของข้าพวกเจ้าคงรู้จักกันแล้ว” เขาพูดกับคนทั้งสอง
สตรีที่มาด้วยกันพยักหน้าแล้วยิ้มให้คนทั้งโต๊ะ “ข้าชื่อว่าน หนิงบุตรสาวเจ้ากรมคลัง และท่านนี้คือคุณชายตู้สวินบุตรเจ้ากรมยุติธรรม”
นางแนะนำตนเองจบก็ฟังซุนซือหานแนะนำพี่น้องแต่ละคนจนครบ แล้วจึงเลือกนั่งเก้าอี้ติดกับเจี้ยนอิงผิง
“เดิมข้านั้นอยากนั่งใกล้กับคุณหนูห้า แต่เมื่อไม่มีที่ว่างข้านั่งตรงนี้ก็ได้” สตรีเอ่ยขึ้น
“ไม่เห็นจะยาก” ซุนซือจิ้งตอบ นางดึงให้เจี้ยนอิงผิงลุกขึ้นแล้วสลับที่กับตน
บุรุษทำตามที่นางต้องการ แต่สายตาของเขามองนางราวกับมีคำถามว่า ‘แค่นั่งกินข้าว ทำไมเจ้าต้องทำให้ลำบากขนาดนี้’
ว่านหนิงเมื่อได้นั่งข้างซุนซือจิ้งยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ “ข้าชอบนิสัยคุณหนูห้ายิ่งนัก”
ซุนซือจิ้งส่งยิ้มตอบ “ขอบใจ”
ส่วนตู้สวินบุรุษเจ้าสำอางก็นั่งติดอีกฝั่งกับว่านหนิง เขาลอบมองซุนซือจิ้งแล้วก็อมยิ้มเช่นกัน
“คุณหนูห้าน่าสนใจยิ่งนัก” เขาเอ่ยชมจนซุนซือจิ้งต้องหันมอง ดวงตากลมพิจารณาใบหน้าของตู้สวินอย่างละเอียด
‘คุณชายท่านนี้ก็รูปงามยิ่งนัก ดูสมกับคุณหนูว่านไม่น้อย ดีที่พวกเขามาด้วยกัน จะได้ไม่ต้องมารบกวนข้ากับท่านพี่อิงผิง’
พวกเขาทั้งหมดนั่งสนทนากันและรับประทานอาหารไปได้ประมาณสองก้านธูป ซุนซือหานก็บอกแก่ทุกคนที่ร่วมโต๊ะ
“ยามนี้ก็ใกล้จะพลบค่ำแล้ว เข้าไปพักผ่อนกันเสียเถอะ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางตั้งแต่รุ่งสาง จะได้ทันพระอาทิตย์ขึ้นที่เจดีย์เสินกวง”
........
ยามเหม่า (5.00 – 6.59 น.) ของวันต่อมา ซุนซือหานและซุนซือหมิงมารอที่ด้านล่างขอโรงเตี๊ยมเป็นกลุ่มแรก รอได้ไม่นานนักเจี้ยนอิงผิง ว่านหนิง ตู้สวินและคนอื่นๆ ก็ทยอยลงมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ทำไมจิ้งเอ๋อร์ถึงยังไม่ลงมา”
ซุนซือหานขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย ตอนนี้เกินเวลานัดมาแล้วหนึ่งถ้วยน้ำชา แต่ก็ยังไม่เห็นร่างของน้องสาวตนลงมาเสียที
“เหวินซิงอยู่ไหน ไปตามคุณหนูเจ้าให้รีบลงมาได้แล้ว” บุรุษตะโกนเสียงดัง
เหวินซิงรีบออกมาจากกลุ่มสาวใช้ด้วยกันแล้ววิ่งขึ้นบันไดด้วยความรวดเร็ว
“คุณหนู ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ” นางยกมือเล็กเขย่าตัวเจ้านายตนจนสตรีบนเตียงลุกตื่นตกใจ
“อะไรกัน สายแล้วหรือ”
ซุนซือจิ้งกระเด้งขึ้นมาจากเตียงแล้วรีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าล้างตามานั่งให้เหวินซิงทำผมให้ทันที
“ท่านพี่อิงผิงบอกว่าจะปลุกข้าแต่ก็ไม่เห็นมา ทำให้ข้าเสร็จคนสุดท้ายขายขี้หน้าที่สุด”
สตรีนั่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันหน้าคันฉ่อง เมื่อวานนางบอกกับเจี้ยนอิงผิงก่อนแยกย้ายเข้านอนว่าให้เขามาปลุกตอนเช้า แต่เขาก็ไม่มาปลุก ปล่อยให้นางนอนหลับเพลินจนลืมเวลา
........
เมื่อเริ่มเดินขึ้นเขา เจี้ยนอิงผิงก็เริ่มชวนซุนซือจิ้งคุย
“จิ้งเอ๋อร์ดูทิวทัศน์ทิศนั้นสิ มองเห็นน้ำตกสายยาวด้วย” บุรุษชี้นิ้วเรียกสตรีด้านข้างตนเองให้หันดู
ซุนซือจิ้งได้ยินแต่ก็ทำเป็นหูทวนลม นางเดินตรงไปไม่หยุดมองทิวทัศน์ที่เขาบอกแม้แต่น้อย
เจี้ยนอิงผิงเดินตามสตรี เขาคิดว่านางไม่ได้ยินที่เขาพูด มือหนายื่นไปข้างหน้าหวังจะจับข้อมือซุนซือจิ้งให้เดินพร้อมกัน
ทว่าเมื่อฝ่ามือของเขาใกล้จะถึงตัวซุนซือจิ้ง หญิงสาวก็เบี่ยงตัวหลบทันทีราวกับมีดวงตาอยู่ด้านหลัง นางยังคงทำเป็นไม่สนใจกับสิ่งที่เขากระทำ
“เป็นอะไรของนาง”
เจี้ยนอิงผิงพูดเบาๆ เมื่อเห็นว่าคู่หมั้นไม่สนใจแต่ไปเดินกับกลุ่มพี่สาวน้องสาวตัวเอง เขาจึงเดินกับพวกซุนซือหานแทน
“ฮึ พวกผู้ชาย พวกไม่รู้ความ”
ซุนซือจิ้งมองแผ่นหลังคู่หมั้นหนุ่มแล้วก็บ่นพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์ “เหวินซิง มาประคองข้าที”
“เจ้าค่ะ” สตรีที่เดินอยู่เกือบท้ายแถวเมื่อได้ยินก็รีบวิ่งมาโดยพลัน
ระหว่างเดินขึ้นเขานั้นบางช่วงเส้นทางก็แคบและชัน ทำให้แต่ละคนต้องคอยจับมือเพื่อช่วยกันระวังไม่ให้ลื่นล้ม ทั้งยังพยุงดึงกันเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย ซุนซือจิ้งจับมือกับเหวินซิงและซุนซือโหรวพี่สาว สายตาก็คอยชำเลืองมองเจี้ยนอิงผิงเป็นระยะ
เห็นเขาหันหลังแล้วส่งมือให้ว่านหนิงจับก่อนจะดึงตัวนางให้เดินขึ้นทางชัน มีตู้สวินคอยประกบสตรีอยู่ทางด้านหลังอีกคนยิ่งทำให้ซุนซือจิ้งหงุดหงิดมากขึ้น
ครั้นถึงเจดีย์เสินกวง เจดีย์สูงเก้าชั้น แต่ละชั้นประดิษฐานรูปแกะสลักองค์เทพและพระพุทธรูปแตกต่างกันไป ซุนซือจิ้งไม่รอช้า นางสลัดพี่น้องทุกคนแล้วเรียกเหวินซิงให้ติดตามนางไปไหว้อธิษฐานขอพร
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าคะ ขอให้ข้าพบเจอคู่ครองดีๆ หากที่มียังไม่ดีก็ขอให้แยกทางกันเร็วๆ ด้วยเถิด”
“คุณหนูเอาอีกแล้ว” เหวินซิงชำเลืองมองซ้ายขวาก่อนพูดออกมา
“เหวินซิง เจ้าน่ะต้องรู้ไว้นะ ชีวิตแต่งงานของผู้หญิงต้องเลือกให้ถูกคน ถ้าผิดตัวเมื่อไหร่ชีวิตจะไร้ความสุขทันที” นางสั่งสอนสาวใช้ราวกับคนผ่านโลกมานาน
“อ่อ เจ้าค่ะ”
เหวินซิงตอบรับทั้งที่ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก ไม่เข้าใจว่าเจ้านายตนเองไปรับรู้ถึงความทุกข์ของคนมีคู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งๆ ที่นางเพิ่งหมั้นหมายได้เพียงเดือนกว่าเท่านั้น
“คุณหนูรู้ได้อย่างไร จะบอกว่าอ่านจากนิยายก็คงไม่ใช่ นางไม่ใช่คนขยันอ่านหนังสือเสียหน่อย”
เหวินซิงขมวดคิ้วแล้วพูดออกมาลับหลังเจ้านาย เท้าเรียวรีบเดินตามขึ้นไปบนเจดีย์แต่ละชั้น
