ตอนที่ 4 คู่หมั้นคนที่หนึ่ง (2)
จวนสกุลซุน
สองวันถัดมา ซุนซือจิ้งแต่งตัวอย่างประณีตงดงามตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า นางขึ้นรถม้าของจวนอย่างอารมณ์ดี
“คุณหนูจะไปไหนหรือเจ้าคะ” เหวินซิงถามด้วยความสงสัย เจ้านายบ้านตนไม่ได้บอกกล่าวสิ่งใดก็เรียกรถม้ามาใช้เสียแล้ว
“ไปไป่เซียงจิ่วโหลว ข้าจะพาคู่หมั้นรูปงามไปอวดโฉมต่อหน้าสาธารณชนสักหน่อย”
........
ไป่เซียงจิ่วโหลว
ซุนซือจิ้งให้รถม้าของตนจอดอยู่หน้าหอไป่เซียงจิ่วโหลว เมื่อรถม้าของเจี้ยนอิงผิงมาถึง นางจึงให้เขามารับนางลงจากรถม้า
สตรียิ้มหวานกวาดสายตาไปโดยรอบ เห็นหญิงสาวจำนวนมากมองมาทางนางด้วยความสนใจ เมื่อเห็นว่าซุนซือจิ้งเดินควงคู่มากับคุณชายสกุลเจี้ยน เจี้ยนอิงสือ หลายคนก็แสดงท่าทางอิจฉาออกมาอย่างเห็นได้ชัด
‘หึ สำเร็จ บุรุษผู้นี้เป็นของข้าแล้วนะ ห้ามแย่ง’
นางยิ้มมุมปากแล้วชวนเจี้ยนอิงผิงเข้าไปรับประทานอาหารภายในห้องส่วนตัวที่จองไว้
........
“สตรีที่มากับคุณชายเจี้ยนคือใครหรือ”
ในห้องส่วนตัวด้านข้าง สตรีน้อยนางหนึ่งเอ่ยถามสหายชายของตนด้วยความสงสัย
“คุณหนูห้าสกุลซุน ซุนซือจิ้ง” บุรุษเจ้าสำอางที่ถูกถามเอ่ยตอบน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตาคมจ้องมองซุนซือจิ้งไม่วางตา “น่าสนใจๆ”
“ก็น่าสนใจจริงๆ” สตรีตอบแล้วหันมาคุยกับบุรุษเจ้าสำอางในเรื่องที่คุยค้างไว้
“นี่ ข้าอยากไปเที่ยวอุทยานสวรรค์ เจ้าไปกับข้าหน่อยสิ”
“ได้ แต่ข้าต้องถามเหอหลิ่วก่อน” บุรุษตอบพลางใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้หยิบอิงเถาเข้าปากตนเอง
“อะไรอะไรก็ถามเหอหลิ่ว เห็นข้าอยู่ในสายตาบ้างหรือไม่” สตรีทำหน้างอนแล้วหยิบผลหยางเหมยยัดใส่ปากเขา
“เห็นสิ คุณหนูรองสกุลว่าน ว่านหนิง ใครจะไม่กล้าเห็นบุตรสาวของเจ้ากรมคลังอย่างเจ้าอยู่ในสายตาล่ะ”
“ก็จริง เช่นนั้นข้าลองไปทักทายคุณชายเจี้ยนกับคุณหนูห้าสกุลซุนหน่อยดีกว่า”
........
ห้องรับรองส่วนตัว
ซุนซือจิ้งนั่งตักอาหารให้เจี้ยนอิงผิงด้วยแววตาสดใส นางเลือกที่นั่งติดหน้าต่างเผื่อมีคนมองเห็นพวกนางจากภายนอก
“ปลาเปรี้ยวหวานเจ้าค่ะ” สตรีคีบเนื้อปลาใส่ถ้วยให้คู่หมั้นของตนจนพูน
เจี้ยนอิงผิงสบสายตาหวานของหญิงสาวแล้วก็คีบปลาใส่ปากตัวเอง แม้ว่าเขาจะเริ่มรู้สึกอิ่มแต่ก็ยังสามารถกินได้เรื่อยๆ ถ้ามีซุนซือจิ้งนั่งอยู่ใกล้ๆ
“คุณหนู คุณชายเจี้ยน มีแม่นางคนหนึ่งบอกว่าจะมาทักทายพูดคุยเจ้าค่ะ” เหวินซิงเคาะประตูเข้ามารายงาน
“ก็เข้ามาสิ” ซุนซือจิ้งแม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครแต่เพราะความอยากอวดจึงให้เข้ามา
“คุณชายเจี้ยน คุณหนูห้าสกุลซุน เห็นว่าพวกท่านมากินอาหารที่นี่เหมือนกัน ข้าจึงถือโอกาสมาทำความรู้จัก”
ว่านหนิงเดินเข้ามาพร้อมกับเผยอริมฝีปากอวบอิ่มทักทาย
“ไม่ทราบว่าคุณหนูคือ” เจี้ยนอิงผิงเหลือบมองนางแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้าชื่อว่านหนิงบุตรสาวเจ้ากรมคลัง พอทราบข่าวว่าคุณชายใหญ่สกุลเจี้ยนและคุณหนูห้าสกุลซุนหมั้นหมายกันจึงมาทำความรู้จักก่อนวันจัดงานแต่ง”
“อ่อ” ซุนซือจิ้งพยักหน้า มือเรียววางตะเกียบลงด้านบนของถ้วย “ข้าชื่อซุนซือจิ้ง ยินดีที่ได้รู้จักคุณหนูว่านหนิง”
“คุณหนูเข้ามาทักทายทั้งที แสดงว่ารู้จักชื่อของข้าอยู่แล้ว เช่นนั้นข้าไม่แนะนำตัว แต่ยินดีที่ได้รู้จัก”
เจี้ยนอิงผิงตอบเสียงเรียบ นิ้วเรียวจับตะเกียบคีบปลาเข้าปากอย่างตั้งใจ
ว่านหนิงมองกิริยาของเจี้ยนอิงผิงก็อมยิ้มชอบใจ บุรุษผู้นี้ซื่อตรงตามที่เคยได้ยินมาจริงๆ
“รู้จักกันแล้ว เช่นนั้นข้าไปล่ะ” นางกล่าวลาหนุ่มสาวที่นั่งอยู่ในห้องแล้วออกมาอย่างรวดเร็ว
“แม่นางว่านก็ตรงๆ ดีนะ น่าจะคบหาด้วยง่าย” ซุนซือจิ้งรอสตรีจากไปจึงชวนเจี้ยนอิงผิงคุยเรื่องของว่านหนิง
บุรุษพยักหน้าตอบรับ “ข้าก็คิดเช่นเจ้า” พูดจบก็ชวนซุน ซือจิ้งกินอาหารต่อไม่สนใจแขกที่มาโดยไม่ได้รับเชิญ
........
เรือนมู่เซียง
“จิ้งเอ๋อร์ มาคัดตำราเดี๋ยวนี้”
ซุนซือหานร้องเรียกเมื่อเห็นน้องสาวตนเองเดินผ่านมาทางหน้าเรือน
“ท่านพี่ ข้าเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ ขอพักก่อนไม่ได้หรือเจ้าคะ” สตรีหน้าทำตาออดอ้อนทันที
“เจ้าเหนื่อยอะไร กินเหนื่อยหรือ อย่าหาข้ออ้าง อู้มาหลายวันต้องขยันได้แล้ว แม้เจ้าจะแต่งงานออกเรือนก็ต้องมีความรู้ ไม่เช่นนั้นหากเจี้ยนอิงผิงแต่งอนุที่มีความรู้มากกว่าเข้าจวน เจ้าจะขายหน้าได้” ซุนซือหานพูดยาวไม่พักหายใจราวกับท่องจำมาอย่างดี
“ท่านพี่” ซุนซือจิ้งขึ้นเสียงไม่พอใจ เมื่อได้ยินคำว่าอนุ ในใจก็รู้สึกเจ็บทันใด ประสบการณ์ที่ไม่ดีในชาติที่แล้วหวนเข้ามาในความคิดอีกครั้ง
สตรีเดินมายังโต๊ะเขียนหนังสือไม่มีท่าทีอิดออด มือเรียวหยิบตำราแล้วตั้งใจคัดลอกไม่ยอมพูดจา
‘เป็นอะไรของนาง’ ซุนซือหานมองน้องสาวด้วยความงุนงง เขากวักมือเรียกซุนซือหมิงให้มานั่งเล่นหมากด้วยกัน
“พี่หญิงห้าตั้งใจคัดนะขอรับ ข้ากับพี่สามจะเล่นหมากอยู่เป็นเพื่อนท่านเอง” ซุนซือหมิงกล่าวกับหญิงสาว
“ถ้าตั้งใจเรียนข้าจะพาเจ้าไปเที่ยวอุทยานสวรรค์” ซุนซือหานเอ่ยเสียงราบเรียบ
ซุนซือจิ้งจากที่กำลังมีสมาธิ เมื่อได้ยินคำว่าไปเที่ยวนางก็อ้าปากตอบอย่างรวดเร็ว
“พูดแล้วต้องเป็นคำพูดนะเจ้าคะ สัญญาหรือเปล่า”
“สัญญา” บุรุษหัวเราะเล็กน้อยแล้วเงียบเสียง ปล่อยให้นางมีสมาธิคัดตำราต่อไป
........
ศาลเจ้าเทพเยว่เหล่า
“เทพเยว่เหล่าเจ้าคะ ข้าขอพรให้เจอสามีที่ดี ชาติตระกูลดี สูงศักดิ์ และก็มีข้าเป็นฮูหยินคนเดียวนะเจ้าคะ” ซุนซือจิ้งนั่งหลับตาพนมมืออธิษฐานขอพรซ้ำไปซ้ำมา
“คุณหนู ท่านก็มีคุณชายเจี้ยนอยู่แล้ว ยังจะมาขอพรอีกหรือเจ้าคะ” เหวินซิงหันมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีคนจึงรีบถามเจ้านายตน
“เจ้าจะไปรู้อะไร ตราบใดที่ยังไม่ได้แต่งงาน ข้าจำเป็นต้องขอพรเรื่อยๆ เดี๋ยวเทพเยว่เหล่าเปลี่ยนใจ” ซูนซือจิ้งทำท่าสั่งสอนสาวใช้วัยใกล้เคียงกันของตน
“เจ้าค่ะ ข้าจะจำไว้”
........
สองอาทิตย์ผ่านไป
ซุนซือจิ้งและพี่น้องชายหญิงอีกห้าคนนั่งรถม้าแยกกันสองคัน แบ่งเป็นสตรีหนึ่งคันและบุรุษหนึ่งคัน มีเจี้ยนอิงผิงร่วมนั่งมาในรถม้าของบุรุษด้วย
“จิ้งเอ๋อร์ ทำไมเจ้าถึงรีบรับหมั้นคุณชายเจี้ยนล่ะ” ซุนซือ หลิงคุณหนูสามเริ่มต้นบทสนทนากับน้องสาวต่างมารดา
“คุณชายเจี้ยนเชียวนะ เขาก็รูปงามดีออก เป็นข้าก็ตกลง”
ซุนซือโหรวคุณหนูสี่รีบเอ่ยปากตอบแทน นางยกมือเรียวขึ้นมาลูบแก้มตนเองอย่างเขินอาย
“ข้าก็คิดเหมือนพี่สี่ ท่านพี่เจี้ยนของข้าทั้งฉลาด รูปงาม ชาติตระกูลดี ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ ความคิดเรียบง่ายไม่ซับซ้อน คนแบบนี้คบหาด้วยแล้วสบายใจ”
ซุนซือจิ้งอธิบายให้พี่สาวทั้งสองฟังอย่างกระตือรือร้น
“ไว้ข้าจะหาบุรุษเหมือนว่าที่พี่เขยบ้าง” ซุนซือจ้าวคุณหนูหกได้ฟังก็รีบหยิบสมุดเล่มเล็กมาจดบันทึกไว้
“ไม่จำเป็นต้องจดหรอก เจ้าหาคนที่เข้าใจเจ้า นิสัยเข้ากับเจ้าได้ก็พอ” ซุนซือจิ้งรีบบอกนาง
ช่วงนี้เป็นวันหยุดของสำนักศึกษาซ่างเทียน อาจารย์หม่าที่สอนทั้งในสำนักศึกษาและที่จวนสกุลซุนจึงขอหยุดสอน ดังนั้นจึงทำให้คุณชายคุณหนูสกุลซุนมีเวลามาเที่ยวต่างเมือง
เหลือเพียงซุนซือจวินคุณหนูเจ็ดและซุนซือเหอคุณชายหกที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นครอบกวนอยู่ที่จวน เพราะนายท่านผู้เฒ่าสกุลซุนหรือท่านปู่เห็นว่ายังเด็กจึงไม่อนุญาตให้พวกเขาเดินทางมาด้วย
........
อุทยานสวรรค์
อุทยานสวรรค์เป็นพื้นที่ป่าที่มีภูเขาหินทรงสูงปลายแหลมมนกระจัดกระจายทั่วบริเวณ มีเจดีย์ไม้ขนาดใหญ่เก่าแก่ถูกสร้างมาหลายร้อยปีอยู่บริเวณยอดของภูเขาหินที่สูงที่สุด ต้นไม้ที่ขึ้นโดยรอบมีทั้งต้นท้อและต้นบ๊วย ทำให้เมื่อถึงวสันตฤดูหุบเขาที่นี่จึงกลายเป็นทะเลดอกไม้สีชมพู
สถานที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานหลวง ไม่ได้เปิดให้เข้าชมทุกวัน จะเปิดเฉพาะเดือนสองถึงเดือนเจ็ดเท่านั้น แต่บุตรหลานขุนนางและราษฎรทั่วไปสามารถติดต่อขอเข้าได้แค่ช่วงเดือนห้าถึงเดือนเจ็ด
“มีแต่พวกราชวงศ์สินะที่ได้ชมอุทยานสวรรค์ยามที่งดงามที่สุด”
ซุนซือจิ้งบ่นเบาๆ นางคิดถึงชาติก่อนของตน สามีเฮงซวยถึงเป็นขุนนางแต่ก็เป็นขุนนางคนสนิทของฮ่องเต้ นางจึงมีโอกาสติดตามสามีเข้าชมอุทยานสวรรค์ในช่วงที่สวยที่สุดได้
เมื่อคิดถึงชาตินี้ก็ถอนหายใจ คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศแบบนั้นอีกแล้ว
