บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 คู่หมั้นคนที่หนึ่ง (4)

“จิ้งเอ๋อร์ เจ้ามาดูทิวทัศน์ตรงนี้สิ สวยมากเชียวนะ”

เจี้ยนอิงผิงกวักมือเรียกซุนซือจิ้งตรงระเบียงของเจดีย์ชั้นห้า

ซุนซือจิ้งได้ยินก็ปั้นสีหน้าเย็นชา นางเดินไปหาเขาแต่ไม่พูดสิ่งใดสักคำ

“เห็นไหม สวยหรือไม่” บุรุษชี้นิ้วเรียวไปทางยอดภูเขาหินที่ตั้งเรียงรายซ้อนกันเป็นชั้น

“ก็งั้นๆ” ซุนซือจิ้งตอบ นางเคยเห็นภาพทิวทัศน์นี้มาตั้งแต่ชาติที่แล้ว พอมาถึงชาตินี้ธรรมชาติรอบตัวต่างๆ ที่เคยเห็นก็ไม่แตกต่างกันมากนัก

เพียงแต่ชาติก่อนมากับสามีเฮงซวย ส่วนชาตินี้มากับคู่หมั้นที่ซื่อบื้อไม่เข้าใจหญิงสาว

“เจ้าเป็นอะไร” เจี้ยนอิงผิงจับสังเกตจากน้ำเสียงที่ค่อนข้างประชดประชันแล้วถามด้วยความสงสัย

“ไม่ได้เป็นอะไร” สตรีตอบแล้วเดินหนีเขาขึ้นไปอีกชั้น

‘ฮึ ทำอะไรผิดไม่รู้ตัวเลยหรืออย่างไร’ นางบ่นในใจ ระหว่างเดินขึ้นบันไดสู่ชั้นบน สายตาจึงไม่ได้มองว่ามีบุรุษกลุ่มใหญ่เดินสวนลงมา

บุรุษร่างสูงชุดดำสวมหน้ากากปิดบังเต็มใบหน้าเดินนำลงมา ไหล่กว้างของเขากระแทกร่างซุนซือจิ้งที่ไม่ทันระวังตัวจนนางเสียหลักเกือบจะหงายหลังตกบันได

ซุนซือจิ้งหลับตาไม่กล้ามองว่าตนเองจะตกบันไดท่าไหน แต่พอรู้สึกตัวอีกทีก็มีคนฉุดแขนรั้งไว้ไม่ให้ตกลงไปกองกับพื้น

“แม่นางระวังด้วย”

บุรุษใบหน้าหล่อเหลาคว้าแขนของซุนซือจิ้งไว้พร้อมเตือนน้ำเสียงอ่อนโยน ซุนซือจิ้งลืมตาขึ้นมาเมื่อเห็นเขาก็รีบขอบคุณแทบจะทันที

“ขอบคุณคุณชายเจ้าค่ะ” นางจ้องมองใบหน้าเขาจนลืมสนใจชายสวมหน้ากากที่เป็นคนเดินชนตนเอง

“ไม่เป็นไร” บุรุษตอบพลางยิ้มให้นางเล็กน้อย เขามองตามขั้นบันไดลงไปก็มีสีหน้าประหลาดใจแล้วปล่อยมือจากหญิงสาวทันที

“เจ้ามาที่นี่ก็ไม่บอกข้านะ” เขาส่งเสียงคุยกับตู้สวินที่กำลังเดินขึ้นบันไดมา

“ข้ารู้ว่าเจ้ามาทำงานจึงไม่อยากรบกวน” ตู้สวินพูดกับบุรุษผู้นั้นด้วยแววตาเป็นประกาย “ไม่ได้เจอเจ้าหลายวัน ได้พบระหว่างทางก็ดีใจแล้ว”

“ไม่ทราบว่าคุณชายผู้นี้คือ” ซุนซือจิ้งมองบุรุษทั้งสองที่ทักทายกัน เขาดูเป็นผู้ชายรักสะอาดและเจ้าสำอางทั้งคู่ อยู่ใกล้แล้วรู้สึกสบายตาดี

“อ่อ นี่เหอหลิ่ว บุตรชายเหอกั๋วกง” ตู้สวินพูดอย่างอารมณ์ดี “เจ้ารีบหรือไม่ เราไปคุยตรงนั้นกันดีไหม”

เหอหลิ่วมองกลุ่มบุรุษที่ตนเองมาด้วย เห็นชายสวมหน้ากากเดินลงบันไดเกือบถึงชั้นสองแล้ว เขาเม้มริมฝีปากครุ่นคิด

“พอมีเวลาคุยอยู่นิดหน่อย” เขาตอบแล้วพากันไปหลบมุมคุยกันสองต่อสองทันที

ซุนซือจิ้งมองตาม นางตะโกนเรียกหาเหวินซิงแล้วขึ้นไปรอที่ชั้นเจ็ด

“คุณชายตู้พูดคุยกับคุณชายเหอ แล้วคุณหนูว่านล่ะอยู่กับผู้ใด” นางเอ่ยถามสาวใช้ตนที่ขึ้นบันไดตามมาทีหลัง

“คุณหนูว่านเหนื่อยจนเดินไม่ไหว คุณชายตู้จึงฝากให้คุณชายเจี้ยนอยู่เป็นเพื่อนเจ้าค่ะ” เหวินซิงพูดตามที่ตนเองได้พบเห็นมา

“ดียิ่งนัก ทีข้างอนไม่มาง้อ แต่กลับไปอยู่กับสตรีนางอื่นได้” ซุนซือจิ้งบ่น อารมณ์เริ่มหงุดหงิดขุ่นมัว

“จิ้งเอ๋อร์อยู่ที่นี่เอง มาที่ชั้นเก้าเร็วๆ” ซุนซือหานชะโงกหน้าลงมาเห็นน้องสาวอยู่ที่ชั้นเจ็ด เขาจึงร้องเรียกเสียงดัง

“เจ้าค่ะๆ” สตรีตอบรับแล้วเดินขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว

นางไปไหว้พระโพธิสัตว์ที่ชั้นบนแล้วออกไปชมวิวที่ระเบียง มีซุนซือหานคอยอธิบายว่าหากมองจากตรงนี้จะเห็นสิ่งใดบ้าง

ดวงตากลมสวยมองเห็นกลุ่มบุรุษที่เดินสวนกับตนตอนขึ้นบันไดกำลังเดินลงภูเขา ซุนซือจิ้งชี้นิ้วเรียวแล้วถามด้วยความสงสัย

“คนกลุ่มนั้นคือใครหรือเจ้าคะ ทำไมคนเดินนำหน้าต้องสวมหน้ากากด้วย”

ซุนซือหานมองตามปลายนิ้วแล้วถลึงตามองน้องสาวตน

“พูดไกลๆ แบบนี้ได้ แต่อย่าไปพูดใกล้ๆ เป็นอันขาด นั่นชินอ๋องเชียวนะ เขาคงมาดูงานอะไรสักอย่าง”

“แล้วทำไมต้องสวมหน้ากากล่ะเจ้าคะ” สตรีน้อยถามอีกครั้ง

“ก็ได้ยินมาว่า” ซุนซือหานโน้มตัวลงกระซิบข้างหูน้องสาว “ชินอ๋องหน้าบึ้งแทบตลอดเวลา ผู้ใดเห็นก็กลัวจนลนลาน จึงต้องใส่หน้ากากปิดบังสีหน้าตนเอง”

“ขี้หงุดหงิดโมโหขนาดนั้นเชียว” สตรีพูดตามที่ตนคิดก่อนถูกมือหนาของซุนซือหานยกมาปิดปาก

“อย่าวิจารณ์ไป องครักษ์เงามีอยู่แทบทุกที่”

“เจ้าค่ะ” ซุนซือจิ้งรีบเม้มริมฝีปากตนเองทันที

........

เมื่อทุกคนเดินชมทิวทัศน์กันจนเต็มอิ่มแล้วพวกเขาก็พากันเดินลงเขา ซุนซือจิ้งมองหาเจี้ยนอิงผิงที่ยังคงยืนเป็นเพื่อนว่านหนิง

“ท่านพี่อิงผิงจะกลับพร้อมคุณหนูว่านหรือเจ้าคะ ข้าจะได้กลับกับคุณชายตู้แทน” ซุนซือจิ้งเอ่ยหมายพูดจาประชดชายหนุ่ม

“ข้าเดินกับว่านหนิงจนเบื่อแล้ว เดินกับคุณหนูห้าก็ไม่เลว” ตู้สวินหัวเราะแล้วเดินมายืนข้างซุนซือจิ้ง

“ก็ดีเจ้าค่ะ” ซุนซือจิ้งพยักหน้า “คุณชายตู้สนิทกับคุณชายเหอหรือเจ้าคะ วันนี้เขาช่วยข้าเอาไว้ ข้าอยากเลี้ยงน้ำชาขอบคุณสักครั้งถ้ามีโอกาส”

“ได้สิ ไว้ข้าจะบอกกับเขาให้นะ น่าจะอีกสามสี่วันเขาถึงจะมีเวลาว่าง” ตู้สวินพูดอย่างกระตือรือร้น

เขาชวนซุนซือจิ้งพูดคุยตลอดทางกลับ จนถึงโรงเตี๊ยมที่พัก เจี้ยนอิงผิงก็มายืนรอก่อนแยกย้ายเข้าห้องพัก

“จิ้งเอ๋อร์ วันนี้เจ้าเป็นอะไรไป เหนื่อยหรือไม่” ชายหนุ่มถามด้วยความใส่ใจ

“ไม่ได้เป็นอะไรเจ้าค่ะ ไม่เหนื่อย” สตรีตอบพร้อมหันหลังให้เขา

“เจ้าต้องเป็นอะไรแน่ๆ” เจี้ยนอิงผิงสีหน้าสงสัย เขาจ้องหน้าสตรีแล้วก็ยื่นหน้าเข้าใกล้นาง “มีรอบเดือนหรือ”

“ไม่มีเจ้าค่ะ” ซุนซือจิ้งตอบเสียงเรียบ

“แล้วเป็นอะไรไป” เขาถามซ้ำอีกครั้ง

“ท่านพี่อิงผิงไม่รู้หรือเจ้าคะ” สตรีที่เริ่มหงุดหงิดปั้นหน้าบึ้งใส่เขา

“ถ้าข้ารู้จะถามเจ้าหรือ”

“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”

สตรีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางงอนเขาตั้งแต่เรื่องปลาเปรี้ยวหวาน เรื่องที่เขาไม่มาปลุกนาง ไม่ขอโทษและไม่ง้อ ที่สำคัญคือเรื่องที่เขาอยู่กับว่านหนิง

“ถ้าท่านพี่อิงผิงไม่รู้ก็ลองไปถามคุณหนูว่านสิเจ้าคะ หากคิดว่าข้าไร้เหตุผลท่านก็ถอนหมั้นข้าแล้วไปหมั้นกับคนอื่นเถอะ”

ซุนซือจิ้งพูดประชดแล้วเดินหน้าบูดเข้าห้องนอน ไม่สนใจเจี้ยนอิงผิงที่ยังยืนขมวดคิ้วครุ่นคิดเหมือนกับเจอปัญหาใหญ่ในชีวิต

ดูซิว่าเขาจะเข้าใจว่าตัวเองผิดแล้วมาขอโทษหรือไม่

ซุนซือจิ้งเข้านอนพร้อมกับหวังให้บุรุษมาง้อตนไวๆ

........

เช้าของอีกวัน ซุนซือจิ้งตื่นขึ้นมาตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ส่องแสงสว่างให้ความอบอุ่น ถ้าจะให้กล่าวตามจริงคือนางยังไม่ได้นอนทั้งคืน

มัวแต่พลิกตัวซ้ำไปมารอว่าเมื่อไหร่ที่เจี้ยนอิงผิงจะมาง้อ

“ท่านพี่สาม ท่านพี่อิงผิงล่ะเจ้าคะ” ซุนซือจิ้งถามซุนซือหานเมื่อพบหน้าเขาตอนเช้า

“สหายเจี้ยนกลับพร้อมกับคุณชายตู้และคุณหนูว่านตั้งแต่เช้าแล้ว เจ้าไม่รู้หรือ”

“ถ้ารู้ข้าจะถามท่านพี่หรือเจ้าคะ” สตรีตอบน้ำเสียงกังวลใจ นางเพิ่งเคยพบเจอบุรุษที่ง้อสตรีไม่เป็น

........

จวนสกุลซุน

เมื่อซุนซือจิ้งกลับถึงบ้านก็ถูกเวินเหยาผู้เป็นมารดาเรียกพบทันที นางเข้าไปหาก็พบฮูหยินอีกสามคนนั่งสีหน้าไม่สู้ดีมองมายังตน

“ท่านแม่ แม่ใหญ่ แม่รอง แม่เล็ก มีอะไรหรือเจ้าคะ” สตรีถามด้วยใจหวาดหวั่น

“เฮ้อ เจ้าก็นะ ฮูหยินใหญ่สกุลเจี้ยนมาถอนหมั้นตั้งแต่เช้าแล้ว” เวินเหยาตอบสีหน้าเหนื่อยใจ คิดไว้แล้วไม่มีผิดว่าอาจเกิดเรื่องสักวัน แต่นึกไม่ถึงว่าจะเร็วขนาดนี้

ซุนซือจิ้งได้ยินก็เข่าอ่อน นางรีบหาเก้าอี้นั่งทันที

“คุณชายเจี้ยนฝากจดหมายมาให้เจ้าด้วย” เวินเหยายื่นซองจดหมายให้เหวินซิงรับแล้วส่งต่อให้ซุนซือจิ้ง

สตรีเปิดจดหมายด้วยมืออันสั่นเทา เมื่อเห็นข้อความในจดหมายน้ำตาก็ไหลออกมา

‘จิ้งเอ๋อร์ ข้ากลับไปคิดตามที่เจ้าพูดแล้ว สามีเชื่อฟังภรรยาย่อมได้ดี แม้เราทั้งสองยังไม่ได้แต่งงานกันแต่ข้าก็เชื่อเจ้า เจ้าบอกว่าไม่เป็นไรข้าก็เชื่อว่าไม่เป็นไร เจ้าบอกว่าหากข้าคิดว่าเจ้าไร้เหตุผลก็ให้ถอนหมั้น ข้าทำตามที่เจ้าบอกแล้ว ขาดแต่หมั้นกับคนใหม่ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้านะ ข้าจะรีบหาแม่นางคนใหม่มาหมั้นหมายโดยเร็ว’

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel