ตอนที่ 3 คู่หมั้นคนที่หนึ่ง (1)
ศาลเจ้าเทพเยว่เหล่า
ภายในศาลเจ้าที่มีรูปปั้นเทพเยว่เหล่าหรือเทพผู้เฒ่าใต้แสงจันทร์ตั้งอยู่ตรงกลางศาล สตรีน้อยนางหนึ่งกำลังจุดธูปขอพรอธิษฐานอย่างเอาเป็นเอาตาย
“เทพเยว่เหล่าเจ้าคะ ข้าขอให้เจอสามีที่ดี ชาติตระกูลดี เป็นผู้สูงศักดิ์ และก็มีข้าเป็นฮูหยินคนเดียวนะเจ้าคะ”
“คุณหนู” เหวินซิงส่งเสียงเตือนเจ้านายตนเอง “พูดเบาๆ หน่อยเจ้าค่ะ มีหลายคนกำลังเดินเข้ามา” สตรีน้อยเหลือบมองพลางเม้มริมฝีปากแน่นเก็บอาการกระดากอาย
คุณหนูของนางเพิ่งเข้าวัยปักปิ่นได้เพียงปีเดียว หากให้ผู้อื่นได้ยินว่านางมาขอสามีคงจะถูกติฉินนินทาเป็นแน่
“แปลกตรงไหนกัน อย่างไรเสียก็ต้องแต่งงานออกเรือน ข้าแค่มาขอพรให้ได้บุรุษตรงตามปรารถนา” สตรีพูดพลางก้มตัวลงไหว้อีกสามครั้งก่อนลุกขึ้นยืน
........
จวนสกุลซุน
เช้าวันรุ่งขึ้น ซุนซือจิ้งตื่นตั้งแต่พระอาทิตย์เริ่มทอแสงสว่างบนท้องฟ้า นางลุกขึ้นมาทำความสะอาดร่างกายแล้วนั่งปัดแก้มทาชาดอย่างอารมณ์ดี
“ทำไมวันนี้คุณหนูตื่นเช้าจังเลยเจ้าคะ” เหวินซิงเปิดประตูเรือนเดินเข้ามาถามด้วยความสงสัย
“ก็เพราะวันนี้ไม่มีเรียนน่ะสิ”
ซุนซือจิ้งหัวเราะชอบใจ แต่เมื่อเห็นดวงตาของสาวใช้จึงหยุดหัวเราะ เพราะอย่างไรเสียไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเรียนนางก็มักตื่นสายอยู่เสมอ
“ก็ได้ๆ ข้าฝันดีน่ะ ฝันว่ามีท่านผู้เฒ่าคนหนึ่งส่งผีเสื้อมาให้ข้า” ซุนซือจิ้งยิ้มกว้างชอบอกชอบใจ
“เจ้าก็น่าจะรู้ ผีเสื้อเป็นตัวแทนของความรัก เช่นนั้นข้าคงใกล้จะได้พบคนรักแล้ว อีกทั้งผีเสื้อตัวนั้นก็ตัวใหญ่สีสวย แสดงว่าบุรุษที่เข้ามาในชีวิตข้าคงรูปงามและตระกูลดี ส่วนท่านผู้เฒ่าคนนั้นต้องเป็นเทพเยว่เหล่าแน่นอน”
“โถ่ คุณหนู ไปกินข้าวเถอะเจ้าค่ะ”
เหวินซิงถอนหายใจเพราะคุณหนูของนางนั้นฝันแทบทุกอาทิตย์ แถมยังชอบทำนายฝันด้วยตัวเองไม่ปรึกษาผู้ใด
จะให้นางพูดว่าคุณหนูเก็บเอาไปฝันหรือชอบฝันเป็นตุเป็นตะประจำคงได้ถูกบ่นแน่ๆ
เมื่อซุนซือจิ้งกินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางจึงตัดสินใจไปทำความเคารพท่านย่าและท่านแม่ทุกคนของตนที่ห้องโถงของเรือนเหลียนเฟิง
“ท่านย่า ท่านแม่ใหญ่ แม่รอง ท่านแม่ แม่เล็กสวัสดีตอนเช้าเจ้าค่ะ”
สตรีถือโอกาสกล่าวทักทายผู้อาวุโสของตนทุกคนในครั้งเดียว
“จิ้งเอ๋อร์ เจ้าเนี่ยนะ ชอบทำเป็นเล่นไปเรื่อย” สตรีผมสีดอกเลาส่ายศีรษะด้วยความเอ็นดู
“จิ้งเอ๋อร์ตื่นเช้าเช่นนี้คงต้องมีเรื่องดีๆ เข้ามาแน่นอน”
สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวพลางยกนิ้วขึ้นมาทำท่าเหมือนกับคำนวณอะไรบางอย่าง
“จริงหรือเจ้าคะ ข้าก็คิดเหมือนแม่เล็กเช่นกันเจ้าค่ะ”
ซุนซือจิ้งยิ้มตาหยีก่อนจะหันมองไปที่ประตูห้องโถง
“นายหญิงผู้เฒ่า นายหญิง ม่ะม่ะมี แฮกๆ” ซุนเถิงพ่อบ้านประจำตระกูลวิ่งหอบเหนื่อยเข้ามา
“ค่อยๆ พูด ช้าๆ หายใจเข้าก่อน ลึกๆ”
เวินเหยา มารดาของซุนซือจิ้งพูดกับเขา “มีเรื่องอะไรหรือ”
ซุนเถิงยกมือกุมที่หน้าท้องแล้วหายใจตามที่เวินเหยาพูดก่อนรายงานต่อจนจบ
“ฮูหยินใหญ่ตระกูลเจี้ยนมาขอรับ นำสินสอดมาสู่ขอคุณหนูห้า”
“หา ห้า ข้าน่ะหรือ”
ซุนซือจิ้งยกมือเรียวทั้งสองข้างมาปิดปากด้วยความตื่นเต้น ก่อนบิดตัวทำท่าทางเขินอาย
“สกุลเจี้ยน อย่าบอกนะว่าคุณชายเจี้ยนอิงผิง”
“ใช่แล้วขอรับ” ซุนเถิงตอบก่อนเงยหน้าขึ้นมองผู้พูด
“อะ อ้าวคุณหนูห้า ข้ามองแวบแรกนึกว่าคุณหนูสาม ทำไมวันนี้คุณหนูตื่นเร็วเชียว”
“โอ้ย ท่านอาเถิงอย่าพูดเสียงดังไป อายเขา ตอนนี้พวกคนสกุลเจี้ยนอยู่ที่ไหนหรือ” สตรีน้อยถามด้วยความอยากรู้
“จิ้งเอ๋อร์ เก็บอาการ”
เวินเหยาดุบุตรสาว นางคิดไว้ว่าซุนซือจิ้งต้องรู้เรื่องที่จะถูกสู่ขอแน่นอน จึงตื่นเช้ามาอาบน้ำแต่งตัวรอเช่นนี้
“ไว้ข้าจะมาซักถามเจ้า” นางส่งสายตาดุก่อนหันไปหานายหญิงผู้เฒ่าและสตรีคนอื่นๆ
“ท่านแม่ ท่านพี่ทั้งสอง น้องลู่ พวกเราไปต้อนรับแขกกันเถอะเจ้าค่ะ ส่วนเจ้ารอที่นี่ก่อน หากข้าเรียกพบค่อยตามเข้าไป”
พูดจบนายหญิงผู้เฒ่าก็เดินนำหน้าตามหลังด้วยลูกสะใภ้ทั้งสี่คนไปยังเรือนรับรองแขก
ซุนซือจิ้งกวักมือเรียกเหวินซิงให้มาใกล้ตน “ข้าบอกแล้วว่าจะเจอคนรัก ข้านี่ฝันแม่นที่สุด”
สตรีพูดก่อนวิ่งไปหาคันฉ่องมาส่องใบหน้าและจัดทรงผมของตนเองอีกครั้งให้งดงามน่าประทับใจ
........
โถงรับแขก
ตอนที่ซุนซือจิ้งเดินเข้ามาในโถงรับแขก นางพยายามทำกิริยาเรียบร้อยที่สุดในชีวิตนี้และชีวิตที่แล้ว
‘ค่อยๆ ก้าว ช้าๆ เชิดหน้าหลังตรง แย้มยิ้มเล็กน้อย สายตาอ่อนหวาน’ หญิงสาวพร่ำบอกตัวเองในใจ
‘เฮ้อ ชาติก่อนข้าไม่เห็นจำเป็นต้องพยายามขนาดนี้เลย’
ขณะที่สตรีกำลังคิด ฮูหยินใหญ่สกุลเจี้ยนก็จ้องมองซุน ซือจิ้งด้วยสายตาชื่นชม
“คุณหนูห้าช่างเป็นกุลสตรียิ่งนัก เหมาะกับผิงเอ๋อร์บ้านข้ามาก”
“จริงเจ้าค่ะ”
ซุนซือจิ้งตอบรับขณะที่กำลังลงนั่งบนเก้าอี้ แต่เมื่อเหลือบมองเวินเหยาผู้เป็นมารดาก็รีบปิดริมฝีปากตนเองโดยพลัน
“ไม่เป็นไรๆ กล้าคิดกล้าพูด ข้านี่ชอบยิ่งนัก”
สตรีวัยกลางคนหันมองบุตรชายตนที่นั่งอมยิ้มอยู่ด้านข้าง ที่เจี้ยนอิงผิงอมยิ้มนั้นก็เป็นเพราะว่าสายตาหวานฉ่ำของซุนซื้อจิ้งส่งมาให้เขาแทบจะตลอดเวลา
เวินเหยาอยากจะกระแอมเตือนบุตรสาว แต่ก็เกรงใจฮูหยินใหญ่สกุลเจี้ยน นายหญิงผู้เฒ่าซึ่งก็คือท่านย่าของซุนซือจิ้งจึงเอ่ยปากให้หนุ่มสาวออกไปพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว
“พวกเจ้าไปพูดคุยกันเถอะ ไหนๆ ก็ใกล้จะดองกันแล้ว ทำความรู้จักกันมากขึ้นยิ่งดี”
ซุนซือจิ้งพยักหน้ารับคำ “เจ้าค่ะ” นางลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าต้องสำรวมกิริยา
“ท่านพี่เจี้ยน ข้าพาท่านไปเดินชมรอบจวนนะเจ้าคะ”
“ได้สิ” บุรุษยิ้มตอบจากนั้นก็ขออนุญาตผู้อาวุโสในห้องโถงแล้วเดินตามสตรีอย่างรวดเร็ว
........
เรือนมู่เซียง
ซุนซือหานคุณชายสามกำลังนั่งเล่นหมากรุกอยู่กับซุนซือ หมิงคุณชายสี่ของสกุลซุน
“ท่านพี่ เจี้ยนอิงผิงผู้นั้นดีหรือไม่ขอรับ” บุรุษวัยสิบห้าปีเอ่ยถามพี่ชายตนเอง
“ข้าก็ไม่ได้สนิทกับสหายเจี้ยนเท่าใดนัก แต่ข้าสอบถามมาแล้วว่านิสัยเขาใช้ได้ เชื่อฟังบิดามารดา และเป็นคนพูดจริงทำจริง” ซุนซือหานบอกอีกฝ่าย
“ที่สำคัญเจี้ยนอิงผิงผู้นี้ไม่ชอบการทะเลาะวิวาท มักจะยอมผู้อื่นเสมอ นิสัยแบบนี้คงไม่ชวนจิ้งเอ๋อร์ทะเลาะแน่นอน”
“อ่อ ก็ดีขอรับ ถ้าเขายอมเงียบแล้วฟังอย่างเดียวก็ไม่มีปัญหา” ซุนซือหมิงตอบ ตัวเขา ซุนซือหานและซุนซือจิ้งเป็นพี่น้องร่วมมารดาบิดาเดียวกัน ย่อมต้องห่วงกันเป็นธรรมดา
........
ศาลาแปดเหลี่ยมในสวนหิน
“ข้าคิดไม่ถึงว่าท่านพี่เจี้ยนจะเลือกข้าเป็นคู่หมั้นคู่หมาย” สตรีเริ่มชวนเขาพูดคุยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ก็ข้ารู้จักเจ้าเพียงคนเดียว” บุรุษตอบดวงตาใสซื่อ
‘อุ๊ย จริงใจไม่โกหก’ สตรีชมชอบในใจแล้วยิ้มกว้างให้บุรุษ
“ท่านพี่คิดอย่างไรบ้างเจ้าคะกับคำกล่าวที่ว่า ‘สามีเชื่อฟังภรรยาจะได้ดี’”
“หืม มีด้วยหรือ” เจี้ยนอิงผิงขมวดคิ้วสงสัย “ข้าไม่เคยได้ยินนะ แต่ถ้าเจ้าบอกว่ามีคำกล่าวนี้ก็คงมีจริงๆ อืม ข้าคิดว่าหากภรรยาพูดด้วยความจริงใจไม่หลอกลวง สามีเชื่อฟังก็คงจะได้ดีแน่นอน”
“แม้ข้าจะเป็นเพียงคู่หมั้น แต่ข้าก็จริงใจกับท่านพี่เจี้ยนนะเจ้าคะ” ซุนซือจิ้งป้อนคำหวานแก่บุรุษ
“ข้าเชื่อเจ้า”
