บทที่ 5 อาเพศสลับร่าง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่!? - 1
เช้าวันงานเลี้ยงฉลองราตรีบุปผา บรรยากาศในวังหลวงเต็มไปด้วยความครึกครื้นและตึงเครียด
ณ ว่าการท้องพระโรง การประชุมราชกิจยามเช้าของ ฮ่องเต้เซียวจิ่งเหิง ก็ยังคงสร้างความงุนงงให้แก่เหล่าขุนนางเฉกเช่นทุกวัน!
การทำงานของฮ่องเต้พระองค์นี้ช่างประหลาดวิปริตผิดมนุษย์มะนา แทนที่จะนั่งขรึมฟังรายงานอย่างสง่างาม พระองค์กลับชอบนั่งชันเข่าบ้าง นั่งเอนหลังเอามือเท้าคางบ้าง พลางเสนอไอเดียแปลกใหม่ที่ทำเอาขุนนางรุ่นเก่าหัวหมุน เช่น การเสนอให้เปลี่ยนระบบตัดงบประมาณแบบอนุมัติซ้ำซ้อนให้กลายเป็นตารางเปรียบเทียบความคุ้มค่า หรือการสั่งให้กรมคลังทำรายงานสั้น ๆ แบบสรุปหน้าเดียวจบ!
ขุนนางคนไหนพูดจาเยิ่นเย้อไร้แก่นสาร พระองค์ก็จะพูดตัดบทอย่างตรงไปตรงมาด้วยรอยยิ้มยียวน จนขุนนางทั้งราชสำนักต่างเกรงกลัวในความฉลาดแกมโกงและความนึกคิดที่คาดเดาไม่ได้ของโอรสสวรรค์ผู้นี้เป็นที่สุด
กระทั่งยามเย็น... งานเลี้ยงฉลองราตรีบุปผา อันยิ่งใหญ่ประจำปีก็มาถึง
วันนี้ไม่ใช่วันธรรมดา แต่เป็นวันที่ดวงดาวบนท้องฟ้าโคจรมาบรรจบในรอบร้อยปี ปรากฏการณ์ดาวล้อมเดือนส่งแสงเจิดจ้าปกคลุมไปทั่วทั้งวังหลวง โคมไฟนับพันดวงถูกจุดขึ้นสว่างไสวดุจกลางวัน
พิธีการถูกจัดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ลำดับขั้นตอนไหลลื่น การแสดงงดงามตระการตา และอาหารรสเลิศไร้ที่ติ ทุกอย่างถูกจัดระเบียบอย่างเนียบกริบสมพระเกียรติด้วยฝีมือการบริหารของหลินอัน!
เมื่อพิธีการเสร็จสิ้นลง ฮ่องเต้เซียวจิ่งเหิงก็แย้มยิ้มร่า ทรงยกจอกสุราขึ้นแล้วเอ่ยปากชื่นชมฮองเฮาต่อหน้าธารกำนัลด้วยน้ำเสียงร่าเริงและภาคภูมิใจยิ่ง
“งานเลี้ยงในวันนี้ช่างงดงามและเป็นไปอย่างดียิ่ง! ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้ ฮองเฮา ของข้าแต่เพียงผู้เดียว! สมแล้วที่เป็นแม่ของแผ่นดิน!”
คำชมเชยอย่างโจ่งแจ้งทำเอาเหล่านางสนมน้อยใหญ่ที่นั่งอยู่ด้านล่างถึงกับหมั่นไส้จนเบะปากไปตาม ๆ กัน! พวกนางที่เคยโดนหลินอันกำราบไว้ทำได้เพียงส่งสายตาอิจฉาริษยา แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากสิ่งใด
หลังเลิกราจากงานเลี้ยงอันคึกคัก...
ท้องฟ้ายามค่ำคืนสว่างไสวด้วยแสงจันทร์วันฤกษ์งามยามดี ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จประพาสมายังอุทยานหลวงเพียงลำพัง เพื่อร่ำสุราและพักผ่อนภายใต้ศาลากลางน้ำอันเงียบสงบ
หลินอันในร่างฮองเฮานั่งพิงเสาศาลา ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่งานใหญ่ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่นางก็ยังคงไว้ซึ่งใบหน้านิ่งสงบและเย็นชา ขณะที่ฮ่องเต้รินสุราดอกไม้กุ้ยฮวาหอมกรุ่นลงในจอกหยกของทั้งสองฝ่าย
“ฮองเฮา... เจ้าทำได้ดีมากจริง ๆ จิบสุราแก้เหนื่อยหน่อยเป็นไร” ฮ่องเต้ยิ้มกวน ๆ ยื่นจอกสุราให้
ทว่า... ในวินาทีนั้นเอง เหตุการณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้ก็เกิดขึ้น!
ลำแสงจันทร์ดวงโตบนท้องฟ้าพลันส่องสว่างวูบวาบ สะท้อนลงมายังกลางจอกสุราหยกของทั้งสองพอดีเป๊ะ! พร้อม ๆ กับที่ดอกไม้ประหลาดสีทองจากต้นโบราณข้างศาลาได้ปลิดขั้ว ร่วงหล่นลงสัมผัสผิวน้ำสุราในจอกของทั้งคู่พร้อมกันอย่างอัศจรรย์!
ซ่า...
สุราในจอกส่องประกายแสงระยิบระยับเกิดปฏิกิริยาประหลาดที่ไม่อาจใช้วิทยาศาสตร์อธิบายได้ หลินอันและฮ่องเต้ต่างมองหน้ากันด้วยความฉงน ทว่าด้วยบรรยากาศและรสสุราอันหอมหวาน ทั้งสองจึงยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมดจอกพร้อม ๆ กัน...
ตึก... ตึก...
ทันทีที่น้ำสุราไหลลงคอ... ความรู้สึกร้อนวูบวาบก็แล่นผ่านทั่วร่าง!
ดวงตาของหลินอันเริ่มพร่ามัว ท้องฟ้าและดวงดาวรอบตัวหมุนเกลียวอย่างรุนแรง ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปหมด เช่นเดียวกับฮ่องเต้ที่ยกมือกุมศีรษะ ร่างกายอ่อนแรงลงอย่างกะทันหัน
“นี่มัน... สุราอะไร...” หลินอันพึมพำเสียงแผ่วเบา ก่อนที่หน้าจะมืดคล้ายจะเป็นลม
ทั้งสองสลบไสลและล้มลงไปบนตั่งไม้ในอุทยานหลวงพร้อมกัน ภายใต้แสงจันทร์และดวงดาวที่ส่องสว่างสะท้อนอาเพศแห่งกาลเวลา!
ความเงียบสงบอันน่าพรั่นพรึงปกคลุมไปทั่วทั้งวังหลวงตลอดสามวันสามคืนที่ผ่านมา…
นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ประหลาดในคืนราตรีบุปผา ทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาต่างสลบไสลไม่ได้สติไปพร้อม ๆ กัน หมอหลวงทั่วทั้งราชสำนักถูกเกณฑ์มารักษา แต่กลับหาสาเหตุไม่ได้แม้แต่น้อย บรรยากาศในวังเต็มไปด้วยความตึงเครียด ขุนนางและเหล่าพฤฒาจารย์เริ่มใจคอไม่ดี ใบหน้าแต่ละคนหมองคล้ำด้วยความหวาดวิตก กลัวว่าโอรสสวรรค์จะวายชนม์ไปเสียก่อน ทั้ง ๆ ที่ยังมิได้มีรัชทายาทสืบทอดบัลลังก์เลยแม้แต่พระองค์เดียว!
กระทั่งอรุณรุ่งของวันที่สี่... แสงแดดยามเช้าส่องกระทบผ้าม่านมุกในตำหนักหงส์
หลินอันค่อย ๆ รู้สึกตัว สะลึมสะลือลืมตาขึ้นมองเพดานเตียงสลักลายวิจิตร นางเหม่อมองด้านบนเตียงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างตกใจ นึกขึ้นมาได้ในใจ ‘จริงสิ… ฉันทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณนี่นา นึกว่าฝันไปเสียอีก’
