บทที่ 2 ฮ่องเต้พระองค์นี้ทรงว่างงานหรือเพคะ?
“โธ่ตอบแบบนี้ก็ไม่สนุกน่ะสิ!” ฮ่องเต้หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี ดูเหมือนว่ายิ่งเห็นนางทำหน้านิ่งเท่าไร เขาก็ยิ่งได้ใจและสนุกกับการยั่วประสาทนางมากขึ้นเท่านั้น!
จนกระทั่งยามเย็น ฮ่องเต้ก็ยังคงนั่งเอกเทศอยู่บนเก้าอี้ในตำหนักนาง ไม่ยอมกลับตำหนักหลวงเสียที เอาแต่นั่งเล่นหมากรุกคนเดียวบ้าง ชวนนางคุยเรื่องแปลก ๆ บ้าง จนหลินอันเริ่มมองด้วยสายตาจงกวาดและตั้งข้อสงสัยในใจอย่างหนัก
‘นี่มันแปลกเกินไปแล้ว...’
หลินอันจ้องมองฮ่องเต้หนุ่มที่กำลังนั่งเอาหมากรุกมาต่อเล่นเป็นคอนโดอย่างเพลิดเพลิน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดในใจด้วยความฉุนเฉียวและสงสัยเต็มประดา
บ้านเมืองจีนโบราณยุคนี้มันไม่มีฎีกาให้ตรวจหรืออย่างไร? แผ่นดินไม่มีสงคราม หรือเสด็จพ่อของเขาจัดการทุกอย่างไว้หมดแล้ว?
ฮ่องเต้พระองค์นี้ทรงว่างงานมากหรือเพคะ?! เหตุใดถึงได้มีเวลามานั่งกวนประสาท หาเรื่องสลับฉากยั่วโทสะฮองเฮาตั้งแต่เช้าจรดค่ำแบบนี้กัน!!
“ท่านมิมีราชกิจหรือเพคะ?” หลิงอันถามเขาไปตรงๆ
“โถ่! ฮองเฮาของข้า ข้าก็เพิ่งจักหายไข้หวัดใหญ่… เอ่อ หายประชวรเช่นกันกับเจ้า ขอข้าทำตัวตามสบายๆ สักครู่มิได้หรือไร?” ฮ่องเต้ตอบอย่างยิ้มแย้มและไม่แยแสสิ่งที่นางถาม ‘แปลก…’ นางคิดในใจ
ขณะที่หลินอันกำลังจ้องมองฮ่องเต้ผู้นี้ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความฉุนเฉียวและตั้งคำถามในใจอยู่นั้น เสียงก้าวเท้าแผ่วเบาของนางกำนัลประจำตำหนักก็ดังขึ้น พร้อมกับถาดไม้สลักลายวิจิตรที่บรรจุชุดชาและขนมมงคลรสเลิศชุดใหม่เข้ามาถวายเพิ่มอีกชุดใหญ่
“ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ ขนมกุ้ยฮวาทำเสร็จใหม่ ๆ เพคะ”
นางกำนัลย่อกายลงอย่างนอบน้อม วางจานขนมและถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยความระมัดระวัง
หลินอันกวาดสายตามองขันทีและนางกำนัลยกขนมเข้ามารอบที่สามของวันแล้ว... ว่างงานกันทั้งวังหลวงเลยหรืออย่างไร?
สัญชาตญาณสาว INFJ ที่ต้องวางแผนและต้องการความชัดเจนในชีวิตเริ่มทนไม่ไหว ในเมื่อประวัติศาสตร์จีนก็ไม่เคยตั้งใจเรียน แถมยังไม่รู้เลยสักนิดว่าตัวเองหลุดมาอยู่ในยุคสมัยไหนของแผ่นดินนี้ หลินอันจึงตัดสินใจหรี่ตาลงนิด ๆ ปรับสีหน้าให้ดูเรียบเฉยทรงอำนาจ ก่อนจะเอ่ยถามนางกำนัลด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
“ยามนี้... คือรัชศกอะไรหรือ?”
นางกำนัลที่กำลังย่อกายถอยหลังถึงกับชะงักกึก นางเงยหน้าขึ้นมองฮองเฮาด้วยสายตาประหลาดใจและสับสนอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นฉายแววงุนงงสงสัยว่าเหตุใดฮองเฮาผู้สูงส่งจึงเอ่ยถามเรื่องพื้นฐานเช่นนี้ขึ้นมา
“ทูลฮองเฮา... ยามนี้คือ รัชศกเฉิงอัน ปีที่สาม เพคะ”
‘รัชศกเฉิงอันปีที่สาม?!’
หลินอันทวนคำในใจ หัวคิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นโบ... เฉิงอัน? ราชวงศ์ไหน? ยุคถัง? ยุคซ่ง? ยุคหมิง? หรือราชวงศ์ที่ตั้งขึ้นมาเองในประวัติศาสตร์ที่ฉันไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนกันแน่?!
นางกำนัลเห็นฮองเฮานิ่งเงียบไป ก็แอบทำหน้าตาเลิ่กลั่ก อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ก่อนจะแอบเหลือบสายตาไปทางฮ่องเต้เซียวจิ่งเหิงที่นั่งอยู่อีกฝั่งอย่างระมัดระวัง
และภาพที่ปรากฏแก่สายตาทั้งสองคนก็คือ... ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดิน กำลังนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้า ยื่นมือไปหยิบขนมกุ้ยฮวาเข้าปากเคี้ยวหยุบหยับอย่างสบายอารมณ์!
พระองค์ไม่ได้สนใจฟังประโยคสนทนาระหว่างฮองเฮากับนางกำนัลเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังเอาขนมอีกชิ้นขึ้นมาถือเล็งไว้ แล้วพึมพำกับตัวเองเบา ๆ เหมือนกำลังพิจารณาสัดส่วนวัตถุดิบแป้งขนมอย่างเพลิดเพลินใจ ไร้ซึ่งกิริยาสุภาพเรียบร้อยของโอรสสวรรค์โดยสิ้นเชิง!
นางกำนัลรีบก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าเอ่ยปากสิ่งใดต่อ ได้แต่สวดอ้อนวอนในใจให้ฟ้าดินช่วย
ฝ่ายหลินอันเมื่อเห็นท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อนและกิริยาร่างกายสุดแสนจะ ‘ชิล’ ของฮ่องเต้ กับชื่อรัชศกที่ไม่คุ้นหู ก็ได้แต่สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามกักเก็บความรู้สึกประสาทจะกินไว้ภายใต้ใบหน้าอันเยือกเย็นและนิ่งสนิท
‘รัชศกเฉิงอันปีที่สาม... แล้วมันยุคสมัยไหนของจีนกันล่ะเนี่ยยยย!!’ หลินอันกรีดร้องโวยวายอยู่ในใจอย่างหนักหน่วง!
