บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 แขกบนหลังคา

ในยามที่ราตรีกาลแผ่คลุมจวนตระกูลเสิ่นดุจม่านไหมสีนิล ท้องฟ้าไร้ดาว มีเพียงจันทร์เสี้ยวที่ซ่อนกายอยู่หลังเมฆาบางเบา กลิ่นดินชื้นหลังฝนพรำเมื่อยามเย็นลอยปะปนมากับกลิ่นหอมของดอกราตรีที่เริ่มแย้มบานในสวน เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมขับกล่อมความเงียบสงัด

ผ่านไปกว่าสิบวันแล้วนับตั้งแต่วันที่เซียวหรงเซวียนมาเยือนเรือนอิงเยว่ ภาพเงาร่างสูงใหญ่ที่กักกั้นสตรีผู้บอบบางเอาไว้ใต้ศาลาริมน้ำยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ สัมผัสจากปลายนิ้วเย็นเยียบของเขาที่เชยคางมนขึ้น และประกายตาวาวโรจน์ที่ฉายแววคุกคามยังคงตามหลอกหลอนเสิ่นเจาเยว่เป็นบางครั้ง ทำให้แผนการของนางต้องรัดกุมและเร่งรีบขึ้นกว่าเดิม

ภายในห้องหนังสือ แสงเทียนสลัวทอดเงาของสตรีสาวร่างระหงลงบนผนัง เสิ่นเจาเยว่ยืนพิงโต๊ะไม้จันทน์หอม ทอดสายตามองหีบไม้ใบเล็กที่วางอยู่เบื้องหน้า ในขณะที่เสี่ยวฮวากำลังปิดฝาหีบใบสุดท้ายอย่างแผ่วเบาที่สุด

“คุณหนูเจ้าคะ ของมีค่าชิ้นเล็กๆ ที่สามารถแปรเป็นเงินได้ทันทีถูกรวบรวมไว้หมดแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวฮวากระซิบบอกนายสาวอย่างระวังเล็ดลอด เสียงของนางเจือความกังวลจากการต้องแอบซ่อน “แต่ตั๋วเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้…”

เสิ่นเจาเยว่ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้สาวรับใช้คนสนิทหยุดพูด นางกวาดสายตาไปยังกองตั๋วเงินที่วางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะ มันคือทรัพย์สินเกือบครึ่งหนึ่งของสินเดิมมารดา และเงินส่วนตัวทั้งหมดของนางที่สั่งให้เสี่ยวฮวาลอบนำไปแลกมาจากโรงรับจำนำและร้านค้าต่างๆ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา การกระทำเช่นนี้เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง หากข่าวแพร่ออกไป ย่อมสร้างความสั่นสะเทือนไม่น้อย

“ท่านพ่อยังไม่ระแคะระคายใช่หรือไม่”

“บ่าวจัดการอย่างระมัดระวังที่สุดเจ้าค่ะ นายท่านยังคงวุ่นวายอยู่กับราชกิจที่กรมกลาโหม ไม่ได้เข้ามาตรวจดูบัญชีส่วนในเจ้าค่ะ”

“ดีแล้ว” เสิ่นเจาเยว่พยักหน้า “เจ้าออกไปก่อนเถิด ไปพักผ่อนได้แล้ว คืนนี้ข้าจะจัดการที่เหลือเอง บอกชิงหลิวให้เฝ้าอยู่ด้านนอกตามเดิม”

เสี่ยวฮวามองคุณหนูของตนด้วยแววตาเป็นห่วง แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง นางโค้งคำนับแล้วจึงถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ บานประตูไม้เนื้อหนักปิดลง เหลือเพียงเสิ่นเจาเยว่ตามลำพังกับความมืดและความลับของนาง

ร่างบางสูดลมหายใจลึกกว่าทุกครั้ง กลิ่นกำยานอ่อนๆ ภายในห้องช่วยให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบลงได้บ้าง มือเรียวขาวเอื้อมไปกุมจี้หยกรูปหยดน้ำที่คล้องอยู่กึ่งกลางอก ผิวสัมผัสเรียบเย็นของมันช่วยดึงสติของนางให้ตั้งมั่น

ก่อนที่เสิ่นเจาเยว่จะค่อยๆ หลับตาลง เพื่อเพ่งสมาธิจดจ่อไปยังของวิเศษประจำตัว บัดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้หยาดโลหิตเป็นสื่อนำเพื่อเปิดทางดังเช่นครั้งแรกอีกต่อไป เพียงแค่รวบรวมจิตให้เป็นหนึ่ง แล้วนึกภาพถึงดินแดนเร้นลับในห้วงคำนึงเท่านั้น

พริบตาเดียวร่างกายบอบบางของเสิ่นเจาเยว่ก็เลือนหายวับไปจากเตียงนอน ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและกลิ่นกำยานที่ยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายในห้องที่ปิดสนิท

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เสิ่นเจาเยว่ก็มายืนอยู่กลางทุ่งหญ้าเขียวขจีในมิติน้ำพุสวรรค์แล้ว อากาศภายในนี้สดชื่นและบริสุทธิ์เสียจนนางรู้สึกว่าปอดของตนถูกชำระล้างอย่างไรอย่างนั้น นางวางหีบไม้ใบเล็กลงข้างหนึ่ง แล้วเริ่มนำตั๋วเงินปึกหนาออกมาจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบภายในบ้านไม้ไผ่หลังน้อยที่นางสร้างขึ้นเอาไว้ด้วยพลังจิตเมื่อหลายวันก่อน และนับจากนี้ที่นี่คือคลังสมบัติที่ปลอดภัยที่สุดของนาง

เสิ่นเจาเยว่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ทุกการกระทำล้วนผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี หลังจากเก็บตั๋วเงินจนหมดสิ้นแล้ว ความรู้สึกหนักอึ้งในใจก็คลายลงไปเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยที่สุด หากตระกูลเสิ่นต้องประสบเคราะห์กรรมอีกครั้ง นางก็ยังมีทุนสำรองเอาไว้สำหรับตั้งตัวใหม่และชำระแค้น

ทว่าขณะที่เสิ่นเจาเยว่กำลังจะนำสมุนไพรล้ำค่าบางส่วนออกจากมิติเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ จู่ๆ ในใจกลับรู้สึกชาวาบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เป็นความรู้สึกเหมือนถูกจับตามอง เป็นสายตาที่แหลมคมและเยียบเย็นจนน่าขนลุก

เสิ่นเจาเยว่ขมวดคิ้ว พลางคิดในใจว่านี่เราคิดไปเองหรือ ในมิติแห่งนี้มีเพียงนางผู้เดียว จะมีใครมาจับจ้องนางได้อย่างไร

เสิ่นเจาเยว่สะบัดศีรษะไล่ความรู้สึกแปลกประหลาดในหัวนั้นทิ้งไป แล้วคิดว่านี่อาจจะเป็นเพราะนางเคร่งเครียดเกินไปในช่วงนี้ หลังจากนั้นนางก็ตัดสินใจออกจากมิติไปพร้อมกับความคิดว่า…

ที่นี่ปลอดภัยเพราะไม่มีใครเข้ามาได้ จึงไม่น่าจะมีอันตรายใดๆ หรอก

ร่างของเสิ่นเจาเยว่ปรากฏขึ้นในห้องเดิม ทุกอย่างยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงเทียนที่เผาไหม้ดังเปรี๊ยะเบาๆ นางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก และคิดว่าบางทีตัวเองอาจจะอ่อนไหวเกินไปจริงๆ

ขาเรียวก้าวไปที่หน้าต่าง เพื่อจะเอื้อมมื้อไปปิดบานไม้ฉลุลายที่เปิดแง้มระบายอากาศเอาไว้นิด ๆ แต่ทว่า…

ฉับพลัน!!

ปราณสังหารอันเยือกเย็นสายหนึ่งก็ระเบิดขึ้นจากความมืดนอกหน้าต่าง

มันรวดเร็วและเฉียบขาดจนแทบไม่ทันได้ตั้งตัว เสิ่นเจาเยว่ยังคงนิ่งค้าง ในขณะที่เงาร่างสีเขียวอ่อนสายหนึ่งพุ่งปราดออกมาจากมุมหนึ่งของสวนราวกับภูตพราย

กระบี่อ่อนในมือตวัดออกจากฝักราวกับอสรพิษที่ฉกพุ่ง ปลายกระบี่สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายวูบวาบ มุ่งตรงไปยังตำแหน่งบนสันหลังคาที่ปราณสังหารแผ่ออกมา

เคร้ง!!

เสียงโลหะปะทะกันดังกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบยามค่ำคืน สะเก็ดไฟแตกกระจายอยู่บนแผ่นกระเบื้องสีเข้ม ชิงหลิวทะยานร่างขึ้นไปบนหลังคาอย่างปราดเปรียว ปะทะกับเงาดำร่างสูงที่ซุ่มซ่อนอยู่ตรงนั้น

เสิ่นเจาเยว่ใจหายวาบ นางรีบถอยห่างจากหน้าต่าง ดวงตาจับจ้องไปยังการต่อสู้บนหลังคาอย่างไม่วางตา การเคลื่อนไหวของคนทั้งสองรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน มีเพียงเสียงกระบี่ที่กระทบกันดังขึ้นเป็นระยะๆ และเงาร่างที่ผลัดกันรุกผลัดกันรับอยู่ภายใต้แสงจันทร์สลัว

เพลงกระบี่ของชิงหลิวอ่อนช้อยแต่แฝงไว้ด้วยความอำมหิต ทุกท่วงท่ามุ่งเอาชีวิต แต่เงาดำผู้นั้นก็มิใช่ธรรมดา แม้จะตกเป็นฝ่ายตั้งรับเป็นส่วนใหญ่ แต่ทุกกระบวนท่าที่ใช้ป้องกันกลับมั่นคงดุจขุนเขา ไม่เผยช่องว่างให้โจมตีได้เลยแม้แต่น้อย

นี่มันยอดฝีมือระดับไหนกัน เหตุใดจึงมีคนเช่นนี้ลอบเข้ามาในจวนแม่ทัพใหญ่ได้

การต่อสู้ดำเนินไปเพียงไม่กี่สิบกระบวนท่า ชิงหลิวก็พบว่าตนเองมิอาจปิดฉากการต่อสู้ได้รวดเร็วอย่างที่คิด จิตสังหารของฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มุ่งมาที่คุณหนูของเรือนนี้โดยตรง แต่เป็นเพียงจิตคุกคามที่ใช้สำรวจเท่านั้น เมื่อถูกพบนัยน์ตาของอีกฝ่ายก็ยังคงสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น

ทันใดนั้นเอง เงาดำก็ชิงจังหวะที่กระบี่ปะทะกัน ดีดตัวถอยหลังไปหลายก้าว ยืนนิ่งอยู่บนสันหลังคาอีกด้านหนึ่ง เป็นการส่งสัญญาณว่าไม่ต้องการต่อสู้อีกต่อไป

ชิงหลิวไม่ได้ไล่ตาม นางยืนคุมเชิง ปลายกระบี่ชี้ไปยังร่างนั้นอย่างระแวดระวังพลางเอ่ยถามเสียงแข็ง “เจ้าเป็นใคร บังอาจลอบเข้ามาในจวนตระกูลเสิ่นยามวิกาลเช่นนี้”

เงาดำไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับโน้มกายลงเล็กน้อย เป็นการแสดงความเคารพอย่างน่าประหลาด จากนั้นก็พลิ้วกายลงจากหลังคามายืนอยู่บนพื้นสวนเบื้องล่างอย่างเงียบกริบราวกับใบไม้ร่วง

ชิงหลิวไม่รอช้า รีบทะยานตามลงไปทันที ปลายกระบี่จ่ออยู่ที่ลำคอของบุรุษในชุดดำสนิทผู้นั้นอย่างแม่นยำ

เสิ่นเจาเยว่เห็นอย่างนั้นก็รีบผลักประตูห้องก้าวเดินออกไป ก่อนที่เสี่ยวฮวาจะวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาสมทบแล้วเอ่ยถามหน้าตาตื่นแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ “เกิดอะไรขึ้น”

ภายใต้แสงจันทร์ที่ลอดผ่านกิ่งหลิว เสิ่นเจาเยว่มองเห็นบุรุษชุดดำผู้นั้นได้อย่างชัดเจน เขาสวมหน้ากากครึ่งหน้าสีดำสนิท เผยให้เห็นเพียงดวงตาคมกริบและริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรง รูปร่างสูงโปร่งแต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ

สิ่งที่ทำให้เสิ่นเจาเยว่ประหลาดใจที่สุดคือ เขาไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน เขายืนนิ่ง ปล่อยให้ปลายกระบี่ของชิงหลิวจ่ออยู่ที่คอหอยของตนอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“ตอบมา เจ้าเป็นใคร” ชิงหลิวเค้นเสียงถามอีกครั้ง คมกระบี่ขยับเข้าใกล้ผิวเนื้อจนแทบจะบาดเข้าไป

บุรุษชุดดำเหลือบมองชิงหลิวด้วยหางตา ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังเสิ่นเจาเยว่ที่ยืนอยู่ตรงระเบียง ทันใดนั้น เขาก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างนอบน้อม สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน

ร่างสูงในชุดดำปลดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เรียบเฉยหมดจด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเฉียบคมอย่างประหลาด

“คารวะคุณหนูเสิ่น” เสียงของเขาทุ้มต่ำและไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง “ผู้น้อยมีนามว่าโม่อิ่ง เป็นองครักษ์เงาประจำพระองค์องค์รัชทายาท”

องครักษ์เงาของเซียวหรงเซวียนอย่างนั้นรึ

คำตอบนั้นหนักหน่วงราวกับค้อนที่ทุบลงกลางใจของเสิ่นเจาเยว่ นางยืนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ สมองพยายามประมวลผลกับสิ่งที่ได้ยิน

นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดคนของเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้

ชิงหลิวเองก็ชะงักไปเช่นกัน แต่นางยังคงไม่ลดกระบี่ลง “เจ้ามีหลักฐานอะไร”

โม่อิ่งล้วงป้ายหยกสีดำทมิฬออกมาจากอกเสื้อ บนป้ายสลักอักษร ‘เซียว’ ด้วยรูปแบบเฉพาะของวังตะวันออก สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เขาบอกนั้นมันคือของจริง

“พระองค์ทรงมีรับสั่งให้ข้ามาอารักขาความปลอดภัยให้ว่าที่พระชายาขอรับ” โม่อิ่งกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม ราวกับกำลังรายงานเรื่องดินฟ้าอากาศ

ถึงแม้ว่าองครักษ์เงาประจำองค์รัชทายาทจะพูดเช่นนั้น แต่เสิ่นเจาเยว่กลับรู้สึกว่าตนเองได้ยินเรื่องตลกที่สุดในใต้หล้า

อารักขาความปลอดภัย หรือว่าสอดแนมกันแน่

เสิ่นเจาเยว่คิดในใจก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอเสียงเย็น “องค์รัชทายาททรงใส่พระทัยในตัวข้าเกินไปแล้วกระมัง จวนแม่ทัพใหญ่มีการป้องกันแน่นหนา ไม่จำเป็นต้องรบกวนคนของพระองค์ให้ลำบาก”

ความทรงจำถึงการคุกคามในศาลาริมน้ำวันนั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง เซียวหรงเซวียนในชาติภพนี้แตกต่างจากคนที่เสิ่นเจาเยว่เคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง เขาไม่เพียงแต่เฉียบแหลมขึ้น แต่ยังเจ้าเล่ห์และเผด็จการอย่างร้ายกาจ การส่งองครักษ์เงามาจับตาดูนางเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการส่งสายสืบมาไว้ข้างกายนาง

“พระองค์ตรัสว่า ความปลอดภัยของว่าที่พระชายาเอกคือภารกิจสำคัญอันดับหนึ่ง” โม่อิ่งตอบกลับมาโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ “ต่อให้มีการป้องกันที่แน่นหนาเพียงใด ก็ย่อมมีช่องโหว่ได้เสมอ”

คำพูดของโม่อิ่งแฝงความนัยอย่างชัดเจน ช่องโหว่ที่ว่าคงหมายถึงการที่เสิ่นเจาเยว่แอบลักลอบขนย้ายทรัพย์สินในยามค่ำคืนกระมัง

ยิ่งฟังเหตุผลมากเท่าไรหัวใจของเสิ่นเจาเยว่ก็ยิ่งเย็นเยียบลงเรื่อยๆ

เซียวหรงเซวียนรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร หรือว่าเขาเพียงแค่สงสัยในพฤติกรรมของข้าจึงส่งคนมาจับตาดู แล้วบังเอิญมาพบเห็นการกระทำของเราในคืนนี้พอดี

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ก็ล้วนเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายสำหรับเสิ่นเจาเยว่ทั้งสิ้น

ร่างบางสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความตื่นตระหนกที่ก่อตัวขึ้นในใจ และบอกตัวเองว่าต้องตั้งสติให้มั่น “ชิงหลิว ลดกระบี่ลง”

ชิงหลิวลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสายตาที่แน่วแน่ของคุณหนู นางจึงยอมเก็บกระบี่เข้าฝัก แต่ยังคงยืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง

เสิ่นเจาเยว่เดินลงจากระเบียงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโม่อิ่งที่ยังคงคุกเข่าอยู่ นางมองลึกลงไปในดวงตาที่สงบนิ่งของเขาก่อนจะพูดขึ้น “กลับไปทูลองค์รัชทายาท ข้าซาบซึ้งในความห่วงใย แต่ข้าไม่ต้องการคนคุ้มกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบซุ่มซ่อนอยู่บนหลังคาเรือนของผู้อื่น”

“ผู้น้อยเพียงทำตามคำสั่ง” โม่อิ่งตอบสั้นๆ “หากว่าที่พระชายาทรงต้องการให้ผู้น้อยกลับไป ต้องให้องค์รัชทายาทเป็นผู้มีรับสั่งเองขอรับ”

ช่างเป็นองครักษ์ที่ซื่อสัตย์และน่ารำคาญในเวลาเดียวกัน

เสิ่นเจาเยว่เม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าการไล่คนผู้นี้ไปคงไม่เป็นผล และการใช้กำลังก็อาจจะสร้างเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาได้ ในเมื่อเซียวหรงเซวียนส่งเขามา เขาก็คงไม่กลับไปง่ายๆ

เสิ่นเจาเยว่หรี่ตามองโม่อิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจได้ “ในเมื่อเจ้าบอกว่ามาเพื่ออารักขา เช่นนั้นก็จงทำหน้าที่ของเจ้าไป แต่อย่าให้ข้าเห็นว่าเจ้ามาเพ่นพ่านในเขตเรือนของข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก”

พูดจบ เสิ่นเจาเยว่ก็หันหลังกลับ เตรียมจะเดินเข้าเรือน แต่แล้วก็หยุดชะงัก หันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดอีกครั้ง

“และจำไว้ให้ดี ข้าคือเสิ่นเจาเยว่ ไม่ใช่ ‘ว่าที่พระชายา’ ของใครทั้งนั้น”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel