ตอนที่ 5 ดอกบัวขาวเผยโฉม
การเกิดใหม่ครั้งนี้เต็มไปด้วยตัวแปรที่คาดไม่ถึง ศัตรูในเงามืดอย่างจวนกั่วกงก็ต้องระวัง ทว่าบุรุษที่เอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างเซียวหรงเซวียนกลับรับมือยากยิ่งกว่า เสิ่นเจาเยว่ไม่รู้ว่าเขามาดีหรือมาร้าย แต่นางรู้ดีว่าตนเองไม่อาจประมาทบุรุษผู้นี้ได้แม้แต่ก้าวเดียว
หลายวันต่อมา บรรยากาศในเรือนอิงเยว่กลับสู่ความสงบ กลิ่นหอมหวานของดอกม่อลี่ที่เพิ่งผลิบานโชยมาตามลม ช่วยขับไล่ความอึดอัดในใจของเสิ่นเจาเยว่ไปได้บ้าง นางกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ คัดลอกตำรายาเล่มเก่าด้วยลายพู่กันที่มั่นคง การจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งทำให้นางรู้สึกสงบลง
ทว่าความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน เสี่ยวฮวาก็เดินเข้ามารายงานด้วยสีหน้าลำบากใจ
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูหลี่ว่านหนิงมาขอพบเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินคำรายงานนี้ มุมปากของเสิ่นเจาเยว่ก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไร้ความยินดี นางวางพู่กันลงบนที่พักอย่างแช่มช้าแล้วเอ่ยขึ้น “เชิญนางไปที่โถงรับรอง ข้าจะตามไป”
ดอกบัวขาวที่แสนจอมปลอมนั่น ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนต้องมาหยั่งเชิงด้วยตนเองสินะ
ในโถงรับรอง กลิ่นชาชั้นดีลอยอบอวล หลี่ว่านหนิงนั่งอยู่ในท่วงท่าสง่างามสมเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ นางสวมอาภรณ์สีชมพูอ่อนปักลายดอกโบตั๋น ขับให้ผิวขาวผ่องของนางดูบอบบางน่าทะนุถนอมยิ่งขึ้น ข้างกายของนางคือชุ่ยผิง สาวใช้คนสนิทที่ยืนเชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง
เมื่อเห็นเสิ่นเจาเยว่เดินเข้ามา หลี่ว่านหนิงก็รีบลุกขึ้นยืน ใบหน้างดงามฉายแววกังวลระคนดีใจ “พี่หญิงเจาเยว่ ในที่สุดท่านก็ยอมออกมาพบข้า ข้าเป็นห่วงท่านเหลือเกิน ได้ยินว่าท่านไม่สบาย ข้าตั้งใจจะมาเยี่ยมหลายวันแล้ว แต่ก็เกรงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของท่าน”
น้ำเสียงของหลี่ว่านหนิงอ่อนหวานและจริงใจ หากเป็นเสิ่นเจาเยว่ในชาติก่อน คงซาบซึ้งจนน้ำตาคลอไปแล้ว แต่วันนี้ คำพูดเหล่านั้นกลับเสียดแทงราวกับเข็มน้ำแข็ง
“ขอบใจน้องหญิงว่านหนิงที่เป็นห่วง ข้าสบายดีแล้ว” เสิ่นเจาเยว่ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ไม้จันทน์หอมตัวประธานอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วปรายตามองไปยังถ้วยชาตรงหน้าหลี่ว่านหนิง “เชิญนั่งก่อนเถิด ชาจะเย็นเสียหมด”
ท่าทีที่เหินห่างและเย็นชาของเสิ่นเจาเยว่ทำให้รอยยิ้มของหลี่ว่านหนิงแข็งค้างไปชั่วขณะ แต่นางก็ปรับสีหน้าได้อย่างรวดเร็ว กลับมาเป็นคุณหนูผู้อ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยดังเดิม
“พี่หญิง ข้าได้ยินข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับท่านกับองค์รัชทายาท” หลี่ว่านหนิงเริ่มต้นบทสนทนาอย่างระมัดระวัง ดวงตากลมโตของนางฉ่ำน้ำเล็กน้อยราวกับจะร้องไห้ได้ทุกเมื่อ “ชาวบ้านพูดกันไปต่างๆ นานาว่าท่านได้ทำให้องค์รัชทายาททรงขุ่นเคืองพระทัยเมื่อหลายวันก่อน ข้ารู้ว่าพี่หญิงไม่ได้ตั้งใจใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เสิ่นเจาเยว่รู้ดีว่านี่คือกับดัก หากปฏิเสธก็เท่ากับยอมรับว่านางอ่อนแอและถูกรังแก หากนางยอมรับ ก็เท่ากับยืนยันข่าวลือว่านางเป็นสตรีร้ายกาจที่ทำตัวไม่เหมาะสมกับองค์รัชทายาท
เสิ่นเจาเยว่ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน กลิ่นหอมของชาหลงจิ่งช่วยทำให้จิตใจของนางปลอดโปร่ง นางวางถ้วยชาลงเบาๆ เสียงกระเบื้องกระทบไม้ดังกังวานในความเงียบ
“เรื่องระหว่างข้ากับคู่หมั้นเป็นเรื่องส่วนตัว เหตุใดน้องหญิงจึงใส่ใจนักเล่า หรือว่า…” เสิ่นเจาเยว่หยุดเว้นจังหวะ ดวงตาที่เคยสุกใสในอดีตบัดนี้คมปลาบราวกับมีดสั้น “เจ้ามีใจให้องค์รัชทายาทเช่นกัน”
ใบหน้าของหลี่ว่านหนิงซีดเผือดลงในทันที นางไม่คาดคิดว่าเสิ่นเจาเยว่ที่เคยโง่งมและว่านอนสอนง่ายจะกล้าพูดจาตรงไปตรงมาและเสียดสีได้ถึงเพียงนี้
“พี่หญิง ท่านพูดอะไรเช่นนี้” หลี่ว่านหนิงเสียงสูงขึ้น “ข้ากับองค์รัชทายาทเป็นเพียงสหายในวัยเยาว์ ข้าเพียงเป็นห่วงท่านในฐานะพี่สาวเท่านั้น ท่านจะเข้าใจเจตนาดีของข้าผิดไปได้อย่างไร”
หยาดน้ำใสๆ เริ่มเอ่อคลอที่ขอบตาของนาง ดูน่าสงสารจับใจ
ชุ่ยผิงที่ยืนอยู่ด้านหลังทนไม่ไหวอีกต่อไป นางก้าวออกมาข้างหน้า ตะคอกใส่เสิ่นเจาเยว่ด้วยความโกรธ “คุณหนูเสิ่น คุณหนูของบ่าวอุตส่าห์เป็นห่วงท่าน แต่ท่านกลับใส่ร้ายป้ายสีนางเช่นนี้ ช่างไม่รู้จักบุญคุณคนเสียจริง”
“ชุ่ยผิง หุบปาก” หลี่ว่านหนิงแสร้งดุสาวใช้ แต่ในแววตากลับฉายแววพึงพอใจ
เสิ่นเจาเยว่หัวเราะในลำคอ นางมองชุ่ยผิงด้วยสายตาเย็นเยียบ “บ่าวในจวนตระกูลหลี่ ช่างกล้าหาญยิ่งนัก กล้าขึ้นเสียงต่อหน้าคุณหนูจวนเสนาบดี นี่หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่น้องหญิงว่านหนิง ข้าคงสั่งให้คนมาลากเจ้าไปโบยแล้ว”
คำพูดของเสิ่นเจาเยว่ไม่ดัง แต่กลับแฝงไปด้วยอำนาจและความกดดันที่ทำให้ชุ่ยผิงหน้าถอดสีและถอยกลับไปยืนหลังนายของตนโดยอัตโนมัติ
หลี่ว่านหนิงตัวสั่นเทาด้วยความโกรธและความอัปยศ นางไม่เคยถูกเสิ่นเจาเยว่ต้อนจนมุมเช่นนี้มาก่อน สตรีโง่เขลาผู้นี้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
“พี่หญิงเจาเยว่ ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจะมองข้าในแง่ร้ายเช่นนี้” น้ำตาของหลี่ว่านหนิงไหลอาบแก้มในที่สุด “หากการมาเยี่ยมของข้าทำให้ท่านไม่พอใจ ข้า.. ข้ากลับก็ได้”
หลี่ว่านหนิงทำท่าจะลุกขึ้นยืน เตรียมจะจากไปอย่างผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเองไว้ แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงทุ้มทรงอำนาจก็ดังขึ้นจากหน้าประตูโถง
“เกิดอะไรขึ้น”
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองลายเมฆมงคลขององค์รัชทายาทเซียวหรงเซวียนปรากฏขึ้นที่นั่น ดวงตาสีนิลของเขากวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของเสิ่นเจาเยว่ที่ยังคงนั่งนิ่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทีสงบ
วินาทีที่เห็นเซียวหรงเซวียน หลี่ว่านหนิงก็ราวกับได้พบที่พึ่งพิง นางรีบวิ่งเข้าไปหาเขาทันที ใบหน้างดงามเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา “ถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะรบกวน แต่หม่อมฉันเป็นห่วงพี่หญิงเจาเยว่ ทว่าพี่หญิงกลับเข้าใจผิดคิดว่าหม่อมฉันมีเจตนาไม่ดีเพคะ”
หลี่ว่านหนิงพูดพลางสะอึกสะอื้น เล่าเรื่องราวที่บิดเบือนจากความจริงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ชี้ให้เห็นว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกใส่ร้ายอย่างน่าเห็นใจ
เซียวหรงเซวียนฟังอย่างเงียบงัน ดวงตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่เสิ่นเจาเยว่ ซึ่งไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมา นางเพียงแค่มองกลับมาที่เขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า และอ่านไม่ออกว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
เซียวหรงเซวียนนึกถึงเหตุการณ์ที่ศาลาริมน้ำเมื่อหลายวันก่อน ท่าทีเย็นชาและคำพูดทิ่มแทงของเสิ่นเจาเยว่ยังคงติดอยู่ในใจ สตรีที่เคยไล่ตามเขาเหมือนเงา บัดนี้กลับทำราวกับเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดและสนใจใคร่รู้ในเวลาเดียวกัน
เมื่อหลี่ว่านหนิงเล่าจบ นางก็ซบหน้าร้องไห้อยู่ข้างกายเขา รอคอยให้เขาปลอบโยนและตำหนิเสิ่นเจาเยว่ตามที่นางคาดหวัง
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมายของทุกคน
เซียวหรงเซวียนไม่ได้มองหลี่ว่านหนิงเลยแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องเสิ่นเจาเยว่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นราวกับน้ำค้างแข็งยามเหมันต์
“ชุ่ยผิง”
สาวใช้ของหลี่ว่านหนิงสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกเรียกชื่อ
“บังอาจขึ้นเสียงในจวนเสนาบดี ดูแคลนคู่หมั้นของเปิ่นไท่จื่อ” ดวงตาสีนิลตวัดไปมองชุ่ยผิงเป็นครั้งแรก คมปลาบจนนางขนลุกซู่ “องครักษ์ ลากตัวนางออกไปข้างนอก โบยยี่สิบไม้”
คำสั่งนั้นเด็ดขาดและน่าหวาดหวั่น หลี่ว่านหนิงตกตะลึงจนลืมร้องไห้ นางเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา “องค์รัชทายาท ชุ่ยผิง นางเพียงแค่ปกป้องหม่อมฉันเท่านั้นนะเพคะ”
“แล้วอย่างไร” เซียวหรงเซวียนมองหลี่ว่านหนิงด้วยสายตาที่เย็นชาจนน่ากลัว “สตรีของข้า ไม่ใช่คนที่บ่าวไพร่ชั้นต่ำจะมาล่วงเกินได้”
องครักษ์เงาสองนายปรากฏตัวขึ้นราวกับภูตพราย พวกเขาลากตัวชุ่ยผิงที่กรีดร้องอย่างน่าเวทนาออกไปจากโถงรับรองอย่างรวดเร็ว เสียงร้องโหยหวนของนางค่อยๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัด
หลี่ว่านหนิงยืนตัวแข็งทื่อ ใบหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ นางมองเซียวหรงเซวียนสลับกับเสิ่นเจาเยว่ด้วยความสับสนและอัปยศอดสู นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดองค์รัชทายาทจึงเข้าข้างสตรีที่แสดงท่าทีเย็นชาต่อเขาเช่นนี้ แทนที่จะเป็นนางที่แสดงความภักดีมาโดยตลอด
เสิ่นเจาเยว่เองก็ประหลาดใจไม่น้อย นางจ้องมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่กลางห้องอย่างพิจารณา การกระทำของเขาในวันนี้ต่างจากในความทรงจำของนางโดยสิ้นเชิง เขาไม่ใช่ผู้พิทักษ์ แต่เป็นผู้ปกครองที่ประกาศอาณาเขตของตนอย่างชัดเจน
เซียวหรงเซวียนไม่สนใจท่าทีของสตรีทั้งสอง เขาก้าวเดินอย่างมั่นคงมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะที่เสิ่นเจาเยว่นั่งอยู่ แล้วเอื้อมมือไปรินชาจากกาที่เย็นชืดแล้วลงในถ้วยของนางอย่างถือวิสาสะ
“หากไม่มีธุระอันใดแล้ว ก็กลับไปเสียเถิด” เซียวหรงเซวียนกล่าวกับหลี่ว่านหนิงโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง “อย่ามารบกวนการพักผ่อนของเจาเยว่”
หลี่ว่านหนิงหน้าซีดเผือด นัยน์ตาดอกท้อรื้นไปด้วยหยาดน้ำใสทันที นางกัดริมฝีปากล่างราวกับถูกรังแกอย่างแสนสาหัส “องค์รัชทายาท หม่อมฉันเพียงแค่มาเยี่ยมเยียนคุณหนูเสิ่นด้วยความหวังดี เหตุใดพระองค์จึงตรัสเช่นนี้เพคะ” นางบีบเสียงสั่นเครือ หวังให้ความน่าสงสารนี้ดึงดูดความเห็นใจของบุรุษตรงหน้า
ทว่าเซียวหรงเซวียนกลับกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง กึก! แววตาที่ตวัดมองหลี่ว่านหนิงนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปี “ความหวังดีของเจ้า เก็บเอาไว้ใช้กับตัวเองเถิด หากยังชักช้า ข้าจะให้องครักษ์โยนพวกเจ้าออกไปหน้าจวน!”
หลี่ว่านหนิงสะดุ้งสุดตัว รีบเข้ามาประคองร่างกายที่สั่นเทาของออกไปจากเรือนอิงเยว่แทบไม่ทัน นางจำต้องล่าถอยจากไปอย่างอับอายและเคียดแค้น
เมื่อคล้อยหลังความเงียบอันน่าอึดอัดก็โรยตัวลงมาปกคลุมห้องอีกครั้ง เสิ่นเจาเยว่ลอบกำมือแน่นซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ
สวรรค์ นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน
เสิ่นเจาเยว่สบถในใจ ชาติก่อนเขากางปีกปกป้องหลี่ว่านหนิงจนหน้ามืดตามัว ทว่าชาตินี้เขากลับไล่ตะเพิดและฉีกหน้ากากดอกบัวขาวของนางทิ้งอย่างไม่ไยดี
“ท่านทำเช่นนี้ต้องการสิ่งใดกันแน่” เสิ่นเจาเยว่เอ่ยถามเสียงเย็น พยายามสลัดความรู้สึกที่เหมือนถูกพันธนาการด้วยสายตาคมกริบของเซียวหรงเซวียนที่เอาแต่จ้องมองนางไม่วางตา
บุรุษตรงหน้าไม่ตอบคำถาม เขากลับเลื่อนถ้วยชาที่รินไว้เมื่อครู่มาตรงหน้าของนาง ก่อนจะโน้มตัวลงมาประชิดจนได้กลิ่นไม้จันทน์หอมจางๆ อันคุ้นเคย
“ข้าเพียงแค่มากำจัดขยะให้พ้นหูพ้นเจ้าเพียงเท่านั้น” น้ำเสียงของเซียวหรงเซวียนทุ้มต่ำและหนักแน่น แฝงความนัยที่ลึกล้ำ “ต่อจากนี้ ผู้ใดที่กล้าทำให้เจ้าขุ่นเคืองใจ ข้าจะจัดการพวกมันเอง”