บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 ถอยเพื่อรุก

ศาลากลางน้ำที่ตั้งอยู่อย่างสงบท่ามกลางสระบัวที่เริ่มโรยราตามฤดูกาล ลมที่พัดผ่านผิวน้ำนำไอเย็นมาปะทะร่างบางของเสิ่นเจาเยว่ นางเห็นแผ่นหลังกว้างอันคุ้นเคยของเซียวหรงเซวียนที่กำลังยืนหันหลังให้นาง ทอดสายตามองปลาคาร์ปสีทองที่แหวกว่ายอยู่ในสระ เขาอยู่ในอาภรณ์ผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองลายเมฆมงคล แม้จะเห็นเพียงด้านหลัง แต่รัศมีความสูงส่งและน่าเกรงขามก็แผ่ออกมาจนทำให้บ่าวไพร่ที่อยู่ห่างออกไปไม่กล้าเข้าใกล้

เสิ่นเจาเยว่สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ กดเก็บความเกลียดชังที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในอกเอาไว้ แล้วก้าวเดินเข้าไปหาบุรุษตรงหน้าอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง

“ถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันมาล่าช้า ขอฝ่าบาทโปรดอภัย” เสิ่นเจาเยว่กล่าวพร้อมกับย่อกายลงทำความเคารพตามธรรมเนียม เสียงของนางราบเรียบไร้ความรู้สึกอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

เซียวหรงเซวียนหันกลับมา นัยน์ตาสีหมึกลึกล้ำจนน่าพรั่นพรึงของเขามองสำรวจเสิ่นเจาเยว่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แววตาของเขาในชาตินี้มันต่างออกไป ไม่ใช่แววตาอ่อนโยนเสแสร้งที่นางคุ้นเคย แต่เป็นสายตาที่คมปลาบราวกับสามารถมองทะลุเข้าไปถึงจิตใจคนได้

“ลุกขึ้นเถิด” น้ำเสียงของผู้ทรงอำนาจทุ้มต่ำและทรงอำนาจ “ข้ามาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ถือเป็นการเสียมารยาทเอง”

เซียวหรงเซวียนผายมือไปยังโต๊ะหินอ่อนกลางศาลา บนนั้นมีกล่องไม้จันทน์สลักลายวิจิตรวางอยู่ “ข้าเดินทางผ่านร้านเครื่องดนตรี พบพิณเจ็ดสายตัวนี้เข้าโดยบังเอิญ เจ้าของร้านบอกว่าเป็นไม้จากต้นถงพันปีซึ่งหาได้ยากยิ่ง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเจ้าชื่นชอบการดีดพิณ ข้าจึงซื้อมันมาให้กับเจ้า”

เสิ่นเจาเยว่มองพิณตัวนั้นด้วยหัวใจที่ด้านชา ในอดีตชาติ ของขวัญชิ้นนี้คือสิ่งที่ทำให้นางหลงคิดว่าเซียวหรงเซวียนมีใจให้ นางเคยดีดพิณตัวนี้ขับกล่อมเขาในคืนจันทร์เต็มดวงนับครั้งไม่ถ้วน เป็นภาพความทรงจำที่เคยหอมหวานแต่บัดนี้กลับขมขื่นราวกับยาพิษ

“องค์รัชทายาททรงมีพระเมตตา หม่อมฉันซาบซึ้งในน้ำพระทัยเพคะ” เสิ่นเจาเยว่ตอบกลับด้วยถ้อยคำสุภาพ แต่ไม่ได้แสดงความตื่นเต้นยินดีแม้แต่น้อย นางเพียงแค่ยืนนิ่ง ไม่ขยับเข้าไปดูของขวัญล้ำค่าชิ้นนั้นใกล้ๆ เสียด้วยซ้ำ

สิ่งที่เสิ่นเจาเยว่แสดงออกมาทำให้ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้แห้งและเสียงน้ำกระเพื่อมเบาๆ เซียวหรงเซวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ความเย็นชาของสตรีเบื้องหน้าดูจะไม่ใช่การเสแสร้งเล่นตัวอย่างที่สตรีทั่วไปพึงกระทำ

“ดูเหมือนเจ้าจะไม่ค่อยสบาย” เซียวหรงเซวียนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบอันน่าอึดอัด “ใบหน้าซีดเซียว”

“หม่อมฉันเพียงแค่รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้นเพคะ ขอบพระทัยที่เป็นห่วง” เสิ่นเจาเยว่ยังคงรักษาระยะห่าง ทั้งทางกายและวาจา

ทว่าเซียวหรงเซวียนกลับไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายรักษาระยะห่างนั้นไว้ เขาก้าวเข้าไปนางหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่ของเขาทอดเงาลงมาบดบังร่างของนางจนมิด ไอความร้อนที่แผ่ออกจากร่างกายของเขาทำให้นางรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด

“จริงหรือ” เซียวหรงเซวียนถามเสียงเรียบ แต่แววตาที่จ้องมองไปนั้นกลับเต็มไปด้วยคำถาม “ข้ากลับรู้สึกว่าครั้งนี้เจ้าเปลี่ยนไปมาก”

หัวใจของเสิ่นเจาเยว่กระตุกวูบ นางเบือนหน้าหนีสายตาของอีกฝ่ายแล้วเอ่ยตอบเสียงแผ่ว “หม่อมฉันไม่เข้าใจที่ท่านตรัสเพคะ”

“เจ้าเข้าใจ” ร่างสูงยืนกราน ก่อนจะก้าวเข้าไปอีกก้าว จนปลายเท้าของเขาแทบจะชิดกับชายกระโปรงของร่างเล็ก “เจ้าหลบตาข้า เสิ่นเจาเยว่”

เสิ่นเจาเยว่ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับเสาไม้เย็นเฉียบของศาลา ทำให้นางไม่มีทางให้ถอยอีกแล้ว

“องค์รัชทายาท ได้โปรดรักษาระยะด้วยเพคะ ที่นี่เป็นที่สาธารณะ หากมีผู้ใดมาเห็นเข้าจะเป็นการไม่งาม” เสิ่นเจาเยว่พยายามใช้เหตุผลเข้าสู้ แต่เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่ควบคุมไม่ได้

“แล้วอย่างไรเล่า” เซียวหรงเซวียนไม่สนใจคำทัดทาน ของสตรีเบื้องหน้า เขายกแขนข้างหนึ่งขึ้นเท้ากับเสาต้นที่นางพิงอยู่ กักขังนางไว้ในวงแขนของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ กลิ่นไม้จันทน์หอมเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาลอยเข้ามากระทบจมูกจิ้มลิ้ม ปลุกเร้าความทรงจำอันน่ารังเกียจในอดีตชาติให้เด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง

“เจ้ากับข้ามีราชโองการสมรสพระราชทาน จะใกล้ชิดกันบ้างจะเป็นไรไป” เซียวหรงเซวียนโน้มใบหน้าลงไปใกล้เสิ่นเจาเยว่ ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารินรดอยู่ข้างแก้มของนางอย่างต่อเนื่อง “ตอบข้ามาตามตรง เหตุใดเจ้าจึงทำตัวห่างเหินกับข้าเช่นนี้”

การกระทำและคำถามของร่างสูงตรงหน้าทำให้ร่างกายเล็กของเสิ่นเจาเยว่แข็งทื่อราวกับถูกสาป ความเกลียดชังและความกลัวปะทุขึ้นในใจรุนแรงจนแทบจะระเบิดออกมา นางพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะรักษาสีหน้าให้เรียบเฉย แต่มือที่กำแน่นอยู่ข้างลำตัวจนเล็บจิกเข้าเนื้อนั้นได้ทรยศความรู้สึกของนางเสียสิ้น

“หม่อมฉันไม่เคยทำตัวห่างเหินเพคะ พระองค์อาจจะทรงคิดไปเอง”

“ข้าคิดไปเองอย่างนั้นรึ” เสียงทุ้มขององค์รัชทายาชแฝงแววเย้ยหยัน “สายตาที่เจ้าใช้มองข้า มันไม่ใช่สายตาของคู่หมั้นที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ แต่มันเป็นสายตาของศัตรูที่พบหน้ากันในสนามรบ”

คำพูดของเซียวหรงเซวียนแทงใจดำของเสิ่นเจาเยว่เข้าอย่างจัง

คำพูดของเขาเมื่อครู่ทำไมฟังดูแล้วรู้สึกแปลกๆ เช่นนี้ หรือว่าการเกิดใหม่ของข้าจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ความสับสนวุ่นวายถาโถมเข้าใส่จิตใจที่เคยเยือกเย็นของเสิ่นเจาเยว่เป็นครั้งแรก ก่อนที่นางจะตัดสินใจเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษตรงหน้าอย่างท้าทาย พยายามค้นหาคำตอบบางอย่างในดวงตาสีนิลคู่นั้น แต่กลับพบเพียงความลึกล้ำที่ไม่อาจหยั่งถึงได้

และในวินาทีนั้นเอง ใบหน้ารูปไข่ก็โน้มลงมาใกล้ขึ้นกว่าเดิมอีกจนชิดใบหูเล็ก กระซิบด้วยน้ำเสียงที่เคยใช้พร่ำพลอดรักกันในยามค่ำคืนของชาติก่อน เสียงที่เสิ่นเจาเยว่เคยหลงใหลแต่บัดนี้กลับเป็นเหมือนมีดที่กรีดเฉือนหัวใจ

“เจ้ารังเกียจข้าหรือเจาเยว่”

สรรพนามที่เปลี่ยนไป และชื่อที่เรียกอย่างสนิทสนม มันเหมือนกับค้อนหนักที่ทุบลงบนกำแพงน้ำแข็งที่เสิ่นเจาเหยว่สร้างขึ้นจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ นางตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึก ความทรงจำอันเจ็บปวดในคืนสุดท้ายทะลักเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตกเปลวเพลิงความทรมานและคำพูดหวานหูที่แฝงยาพิษของบุรุษผู้นี้

“ผลัก”

เสิ่นเจาเยว่รวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีผลักร่างสูงใหญ่นั้นออกไปอย่างแรงจนเซียวหรงเซวียนเซถอยหลังไปสองสามก้าว เซียวหรงเซวียนมองร่างเล็กด้วยแววตาประหลาดใจระคนค้นคว้า แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองที่ถูกล่วงเกินแต่อย่างใด

เสิ่นเจาเยว่ไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดอะไรอีกต่อไป หันหลังกลับและวิ่งหนีออกจากศาลานั้นทันที ความสง่างามและความเยือกเย็นที่พยายามรักษาไว้พังทลายลงไม่เป็นท่า นางวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตราวกับกำลังหนีจากปีศาจร้ายที่ตามหลอกหลอนมาจากขุมนรก

และเมื่อกลับมาถึงเรือนของตน เสิ่นเจาเยว่ก็เอ่ยสาวใช้ข้างกายสั่งเสียงสั่น

“เสี่ยวฮวาปิดประตู ห้ามผู้ใดเข้ามาอย่างเด็ดขาด”

เสี่ยวฮวา สาวใช้คนสนิทรีบทำตามคำสั่งทันทีด้วยความตกใจ เมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดและท่าทางลุกลี้ลุกลนของคุณหนูที่ปกติมักจะสุขุมเยือกเย็นเสมอ

เสียงกลอนประตูไม้ดัง กริ๊ก เป็นสัญญาณแห่งการตัดขาดจากโลกภายนอก ทว่ามันกลับไม่อาจตัดขาดความสับสนที่กำลังตีรวนอยู่ในหัวของเสิ่นเจาเยว่ได้เลย นางทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนุ่ม สองมือยกขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบๆ

เจ้ารังเกียจข้าหรือ เจาเยว่

น้ำเสียงนั้น สรรพนามนั้น มันช่างเหมือนกับชาติที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน แต่ในยามนี้ ก่อนที่เสิ่นเจาเยว่จะก้าวเข้าสู่พิธีปักปิ่น เซียวหรงเซวียนผู้สูงส่งและหมางเมิน ไม่เคยเรียกนางด้วยชื่อเล่นอย่างสนิทสนมเช่นนี้มาก่อน เขามักจะเรียกนางด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า คุณหนูเสิ่น เสมอ

เกิดอะไรขึ้นกันแน่? หรือว่าพฤติกรรมที่ห่างเหินของข้าในชาตินี้เป็นตัวกระตุ้นให้ความสนใจของเซียวหรงเซวียนเปลี่ยนทิศทาง หรือ... หรือว่า...

เสิ่นเจาเยว่เบิกตากว้าง ความคิดหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในหัวประดุจสายฟ้าฟาด

เป็นไปไม่ได้... หรือว่าเขาก็กลับมาเช่นกัน?

ใบหน้าเล็กส่ายแรงๆ ขับไล่ความคิดเหลวไหลนั้นออกไป หากเซียวหรงเซวียนเกิดใหม่เหมือนกันจริงๆ เขาควรจะรีบฉวยโอกาสนี้ยกเลิกการหมั้นหมาย แล้วไปเสวยสุขกับหลี่ว่านหนิง ดอกบัวขาวจอมเสแสร้งของเขาตั้งแต่แรกสิ เหตุใดจึงต้องมาตามตื๊อและทำท่าทีหวงแหนนางเช่นนี้ มันขัดแย้งกับความเป็นจริงในชาติที่แล้วอย่างสิ้นเชิง

“คุณหนู... คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ” เสียงสั่นๆ ของเสี่ยวฮวาดังขึ้นทำลายภวังค์ความคิดของเสิ่นเจาเยว่ “องค์รัชทายาททรงรังแกคุณหนูหรือเจ้าคะ”

เสิ่นเจาเยว่สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามดึงสติสัมปชัญญะกลับคืนมา นางจะตื่นตระหนกเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำของบุรุษผู้นั้นไม่ได้ นางคือเสิ่นเจาเยว่ผู้รอดพ้นจากความตายและกลับมาพร้อมกับระบบมิติน้ำพุวิเศษ

“ข้าไม่เป็นไร” เสิ่นเจาเยว่ปรับน้ำเสียงให้กลับมาเยือกเย็นดังเดิม แม้ภายในใจจะยังคงสั่นไหว “เสี่ยวฮวา ไปเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าที ข้าต้องการพักผ่อน และส่งคนไปสืบดูความเคลื่อนไหวของจวนกั่วกงอย่างเงียบๆ จับตาดูหลี่ว่านหนิงให้ดีที่สุด”

“เจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวฮวารับคำก่อนจะถอยออกไป

เมื่ออยู่เพียงลำพังอีกครั้ง เสิ่นเจาเยว่ก็ก้มลงมองจี้หยกที่ห้อยคออยู่ นางใช้ปลายนิ้วลูบคลำผิวสัมผัสเรียบเย็นของมันเบาๆ

ไม่ว่าท่านจะคิดทำสิ่งใด เซียวหรงเซวียน ชาตินี้ข้าจะไม่ยอมตกเป็นหมากให้ท่านหลอกใช้อีกต่อไป หากท่านรุก ข้าก็จะตั้งรับ หากท่านแสร้งรัก ข้าก็จะมอบยาพิษให้ท่านดื่ม

รอยยิ้มเย็นเยียบจุดขึ้นที่มุมปากบางขณะคิด ก่อนที่เสิ่นเจาเยว่จะรวบรวมสมาธิแล้วส่งจิตกลับเข้าไปในมิติหยกเร้นลับอีกครั้ง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะพัดโหมกระหน่ำเข้ามาในไม่ช้า

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel