สยนแค้นหทัยมังกรในเงาจันทร์

139.0K · จบแล้ว
หงฮวา
45
บท
1.0K
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ชาติที่แล้วเสิ่นเจาเยว่มอบหัวใจให้องค์รัชทายาทผู้เย็นชา ยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา แต่กลับถูกหักหลังจนจวนเสนาบดีต้องโทษประหารเก้าชั่วโคตร ก่อนตายถึงได้รู้ว่าน้องสาวที่นางรักและเชื่อใจ คือดอกบัวขาวที่อาบยาพิษ เมื่อสวรรค์เมตตาให้นางลืมตาตื่นขึ้นมาในวัยสิบห้าปี พร้อมกับความลับในหยกประจำตัวที่ซ่อนมิติน้ำพุวิเศษเอาไว้ ชาตินี้นางสาบานว่าจะไม่มีวันเป็นพระจันทร์ที่มืดมิดในเงาใจของใครอีก นางเริ่มกอบโกยสมบัติเข้ามิติทีละนิดและเตรียมแผนตลบหลังศัตรูให้สาสม แต่แล้วแผนการหนีของนางกลับสะดุด มื่อองค์รัชทายาทที่ควรจะไปพลอดรักกับบุตรีกั่วกง กลับมาวุ่นวายและตามตื๊อนางไม่เลิกรา นางอุตส่าห์ถอยให้ เขาก็หาว่านี่คือแผนถอยเพื่อรุก นางเมินเฉย เขากลับบุกเข้าเรือนยามวิกาล รวบนางเข้าสู่อ้อมกอดที่รัดรึงราวกับพันธนาการที่ไม่อาจดิ้นหลุด ร่างกายสูงใหญ่บดบังแสงสว่าง นัยน์ตาแฝงความรุ่มร้อนที่นางไม่เคยเห็นในชาติก่อน "หากข้ายอมถอย เจ้าจะตัดขาดข้าตลอดกาลใช่หรือไม่" "ใช่" "เช่นนั้นชาตินี้ ข้าก็จะไม่ยอมปล่อยเจ้าไปเด็ดขาด" จนกระทั่งวันหนึ่ง เสิ่นเจาเยว่ถึงได้รู้ความลับสวรรค์ว่า ไม่ใช่นางคนเดียวที่ได้กลับมามีชีวิตใหม่ แต่บุรุษหน้าหนาผู้นี้ก็ถูกสตรีดอกบัวขาวหักหลังจนตายเยี่ยงสุนัขข้างถนน และหวนคืนมาเพื่อทำทุกวิถีทางเพื่อทวงนางคืน เช่นเดียวกัน ******************* นิยายสนุก จบดี เน้นการวางแผนและรับมือ

นิยายจีนโบราณฮ่องเต้ฮองเฮานางเอกเก่งเกิดใหม่จีนโบราณ

ตอนที่ 1 ลืมตาตื่นจากฝันร้าย

ความเจ็บปวดแผดเผาทะลุทุกอณูขุมขน เปลวไฟสีแดงฉานเลียไล้ผิวหนัง ส่งกลิ่นเนื้อไหม้คลุ้งคาวคละเคล้ากลิ่นโลหิต เสิ่นเจาเยว่กรีดร้องจนเสียงแหบแห้ง สองตาเบิกกว้างจ้องมองบุรุษผู้เคยเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิต เขาผู้นั้นยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า แววตาคมกริบเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี

เซียวหรงเซวียน นามที่นางเคยสลักเสลาไว้ในหทัย บัดนี้กลับเป็นดั่งเหล็กแหลมร้อนแดงที่ทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ข้างกายของเขาคือสตรีในอาภรณ์สีขาวพิสุทธิ์ นั่นก็คือ หลี่ว่านหนิง เจ้าของใบหน้างดงามบอบบางที่กำลังเปื้อนรอยยิ้มสมใจ นางก้าวเข้ามากระซิบข้างหูเสิ่นเจาเยว่ด้วยน้ำเสียงหวานล้ำแต่แฝงยาพิษ

“เสิ่นเจาเยว่เอ๋ย ดูสภาพเจ้าตอนนี้สิ ไม่ต่างอะไรกับสุนัขข้างถนนที่กำลังจะสิ้นใจ ตระกูลเสิ่นของเจ้าสิ้นแล้ว บิดาของเจ้าถูกประหารเพราะข้อหากบฏ พี่ชายของเจ้าก็ถูกส่งไปชายแดน ส่วนเจ้าน่ะก็แค่หมากโง่ๆ ตัวหนึ่งที่หมดประโยชน์แล้ว”

สิ้นสุดคำพูดของหลี่ว่านหนิง คมดาบเย็นเยียบก็ได้แทงทะลุทรวงอกจากด้านหลังจนโลหิตทะลักท่วมริมฝีปาก เสิ่นเจาเยว่ก็ได้ยินเสียงบิดาคำรามก้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ศีรษะจะหลุดออกจากบ่า หลังจากนั้นนางก็ได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันของศัตรู และได้เห็นเพียงแววตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึกของเขา บุรุษผู้ที่นางยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างให้…

“เฮือก”

แต่ทว่าเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เสิ่นเจาเยว่สะดุ้งสุดตัว ร่างกายกระตุกเกร็ง ลืมตาโพลงท่ามกลางความมืดสลัวและกลิ่นกำยานจันทน์หอมอ่อนๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศแทนที่กลิ่นคาวเลือดและควันไฟ นางก้มลงมองมือของตัวเอง สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายและผ้าห่มแพรเนื้อดีที่คลุมทับอยู่

ไม่มีบาดแผล ไม่มีเปลวไฟ ไม่มีคมดาบ

เสิ่นเจาเยว่ยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้า ลำคอ และแผงอกของตนเองด้วยความงุนงง ทุกส่วนยังคงเรียบเนียนไร้รอยแผลเป็น ผิวเนื้อนุ่มนิ่มสมวัยดรุณี

นี่มันเรื่องอะไรกัน นี่มันเป็นความฝันหรือ

แต่ความเจ็บปวดนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ ความรู้สึกของการถูกทรยศหักหลังยังคงสดใหม่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่

“คุณหนู” เสียงร้องที่คุ้นหูดังขึ้นด้วยความตกใจข้างเตียง เสี่ยวฮวา สาวใช้คนสนิทรีบจุดตะเกียงน้ำมันขึ้นทันที ทำให้แสงสีนวลส่องสว่างขับไล่ความมืดมิด เผยให้เห็นห้องนอนที่คุ้นเคย ซึ่งก็คือเรือนอิงเยว่ในจวนเสนาบดีซ้าย ซึ่งเป็นเรือนนอนของเสิ่นเจาเยว่

“ฝันร้ายหรือเจ้าคะ เหตุใดเหงื่อจึงท่วมตัวเช่นนี้” เสี่ยวฮวาถามพร้อมกับประคองถ้วยน้ำชาอุ่นๆ ส่งให้ผู้เป็นนายด้วยความเป็นห่วง และสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล

เสิ่นเจาเยว่มองสาวใช้ผู้ภักดีที่ตายตกไปพร้อมกับนางในชาติก่อนอย่างสับสนงุนงง เสี่ยวฮวาในยามนี้ยังคงมีแก้มยุ้ย ดวงตากลมโตฉายแววซุกซนสดใส ไม่ใช่ร่างผ่ายผอมที่ถูกทุบตีจนสิ้นใจในคุกหลวงอย่างในภาพจำ

แต่เสิ่นเจาเยว่ก็รีบปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน นางรับถ้วยชามาจิบอย่างเชื่องช้า ความอุ่นของน้ำชาช่วยให้สติสัมปชัญญะที่กระจัดกระจายเริ่มกลับเข้าที่เข้าทาง นางมองไปรอบห้อง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม แจกันลายครามที่นางโปรดปรานยังตั้งอยู่บนโต๊ะ ภาพปักลายหงส์คู่ที่นางใช้เวลาปักแรมปีก็ยังคงแขวนเด่นเป็นสง่าอยู่บนผนัง

นี่คือห้องนอนของนางเมื่อครั้งอายุสิบห้า ก่อนที่วังวนแห่งอำนาจและความรักจอมปลอมจะพรากทุกสิ่งทุกอย่างไป

“เสี่ยวฮวา ตอนนี้คือปีใดฤดูใดรึ” เสิ่นเจาเยว่ถามเสียงพร่า

เสี่ยวฮวาเมื่อได้ยินคำถามจากคุณหนู นางก็เอียงคอด้วยความประหลาดใจ “คุณหนู ท่านหลับจนเลอะเลือนไปแล้วหรือเจ้าคะ ตอนนี้ก็คือปีเซิ่งหยวนที่สิบห้า ย่างเข้าต้นฤดูสารทแล้วเจ้าค่ะ อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงงานปักปิ่นของท่านแล้วนะเจ้าคะ”

ปีเซิ่งหยวนที่สิบห้าอย่างนั้นรึ

เมื่อได้ยินอย่างนั้นหัวใจของเสิ่นเจาเยว่ก็กระหน่ำเต้นรัวรุนแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก พลางคิดในใจว่า

สวรรค์ นี่นางไม่ได้ฝันไปใช่ไหม นางย้อนเวลากลับมาจริงๆ ใช่หรือเปล่า อีกทั้งยังกลับมาในช่วงเวลาก่อนที่โศกนาฏกรรมทั้งหมดจะเริ่มต้นขึ้นอีกด้วย

ยามนี้เสิ่นเจาเยว่ยังคงเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีซ้าย บิดายังคงมีอำนาจล้นฟ้า ตระกูลเสิ่นยังคงรุ่งเรือง และที่สำคัญที่สุดนางยังไม่ได้ถลำลึกเข้าไปในหล่มพรางของเซียวหรง เซวียนและหลี่ว่านหนิง

“ข้าอยากส่องคันฉ่อง” เสิ่นเจาเยว่สั่งเสียงเรียบและ พยายามข่มความรู้สึกที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในใจเอาไว้

หลังจากได้รับคำสั่ง เสี่ยวฮวาก็รีบไปนำคันฉ่องทองเหลืองขัดเงามาให้คุณหนูขอตนอย่างว่าง่าย ภาพที่สะท้อนกลับมาในกระจกก็คือดรุณีวัยแรกแย้ม ใบหน้ารูปไข่ยังคงเจือแววไร้เดียงสา ดวงตาหงส์คู่สวยกระจ่างใส ผิวพรรณขาวผ่องดุจหยกเนื้อดี

นี่คือเสิ่นเจาเยว่ในวัยสิบห้าปีก่อนที่ความทุกข์ระทมจะกัดกร่อนความงดงามสดใสของนางจนหมดสิ้น

ความทรงจำอันโหดร้ายในชาติก่อนฉายซ้ำในมโนสำนึกราวกับภาพวาดที่ถูกกางออก น้ำคำหวานล่อลวงของหลี่ว่านหนิง การกระทำเย็นชาของเซียวหรงเซวียน แผนการร้ายที่ค่อยๆ บ่อนทำลายตระกูลเสิ่นทีละน้อย ทั้งหมดเป็นเพราะความโง่เขลาและความรักที่มืดบอดของเสิ่นเจาเยว่เอง

เสิ่นเจาเยว่หลงเชื่อว่าหลี่ว่านหนิงว่าเป็นสหายแท้ที่น่าสงสาร ยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือสตรีจิตใจอสรพิษผู้นั้นให้ได้ครองคู่กับองค์ชายรอง

นอกจากนี้เสิ่นเจาเยว่ยังหลงรักเซียวหรงเซวียนอย่างหัวปักหัวปำ ยอมเป็นหมากให้เขาใช้เดินเกมชิงบัลลังก์ ทำเรื่องโง่เขลามากมายจนบิดาต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย เพียงเพื่อหวังว่าสักวันเขาจะหันมามองนางบ้าง

แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ได้รับตอบแทนมาก็คือความตายอันน่าอนาถและตระกูลที่ล่มสลาย

“คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าคะ หน้าซีดเหลือเกิน” เสี่ยว ฮวาถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นนายสาวของตนนิ่งเงียบไปนาน

“ไม่มีอะไร ข้าแค่นอนมากไปเท่านั้น เจ้าออกไปก่อนเถิด ข้าอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ สักครู่” เสิ่นเจาเยว่กล่าวพลางโบกมือไล่

และหลังจากเสี่ยวฮวาออกไปแล้ว เสิ่นเจาเยว่ก็ลุกขึ้นจากเตียง เดินไปหยุดยืนริมหน้าต่าง แสงจันทร์นวลใยสาดส่องลงมากระทบใบหน้าของนาง นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับไอเย็นยามค่ำคืนเข้ามาเต็มปอด ความเย็นยะเยือกช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้น

เสิ่นเจาเยว่ยกมือขึ้นลูบจี้หยกรูปหยดน้ำที่ห้อยคออยู่ นี่คือหยกประจำตัวที่มารดามอบให้ก่อนสิ้นใจ นางมักจะลูบคลำมันเสมอเมื่อใช้ความคิด

เสิ่นเจาเยว่หอบหายใจสะท้าน กลิ่นคาวโลหิตจากลานประหารยังคงคละคลุ้งติดจมูก ความเจ็บปวดจากการถูกคมดาบสะบั้นคอเพิ่งจะเลือนหายไป นางยกมือขึ้นสั่นเทาลูบลำคอของตนเองที่ไร้รอยแผล ไร้เลือดสาดกระเซ็น ทว่าความหนาวเหน็บจากความตายยังคงเกาะกินลึกซึ้งไปทั่วร่างกาย

บัดซบ!

เสิ่นเจาเยว่สบถในใจอย่างเกรี้ยวกราด ภาพวาระสุดท้ายยังคงฉายชัดในความทรงจำ

ไม่กี่วันก่อนหน้า เสิ่นเจาเยว่ยังเป็นเพียงสตรีที่โง่งม มอบหัวใจให้เซียวหรงเซวียนอย่างหมดจด ทว่าสิ่งที่องค์รัชทายาทผู้เลือดเย็นผู้นั้นตอบแทนความรักของนาง กลับเป็นข้อหากบฏที่ยัดเยียดให้บิดา!

เสิ่นเจาเยว่จำได้ดีถึงแววตาเฉยเมยของเซียวหรงเซวียน ในยามที่องครักษ์เงาเข้ามารายงานว่า ‘ทูลองค์รัชทายาท นักโทษตระกูลเสิ่นถูกประหารสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ’ เขากลับทำเพียงพยักหน้ารับ ไร้ซึ่งความอาวรณ์ใดๆ ความรักโง่เขลาที่นางเคยมอบให้ บัดนี้กลายเป็นดั่งพันธนาการหนามที่รัดรึงจนนางแทบกระอักเลือด

แล้วยังมีหลี่ว่านหนิง สตรีจอมเสแสร้งผู้นั้น ดอกบัวขาวบริสุทธิ์ที่เอาแต่น้ำตาคลอเบ้า แสร้งทำเป็นสหายรักที่แสนดี แต่เบื้องหลังกลับซุกซ่อนมีดอาบยาพิษไว้ทิ่มแทงเสิ่นเจาเยว่จนมิดด้าม ข้อหากบฏปลอมแปลงเหล่านั้น หากมิใช่เพราะคนของจวนกั่วกงคอยยุแยงและบงการอยู่เบื้องหลัง มีหรือที่ตระกูลเสิ่นของนางจะพังพินาศจนต้องตายตกตามกันเก้าชั่วโคตร!

สวรรค์ ในเมื่อท่านมีเมตตาให้ข้าได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ข้าก็จะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเด็ดขาด

ความโกรธแค้นและจิตสังหารอันแรงกล้าพวยพุ่งขึ้นมาในดวงตาคู่สวย เสิ่นเจาเยว่กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เล็บที่ยาวขึ้นเล็กน้อยจิกลงบนฝ่ามืออย่างแรงจนรู้สึกเจ็บแปลบ จนหยดโลหิตสีแดงสดผุดซึมออกมาจากรอยแผล

เซียวหรงเซวียน เส้นทางสู่บัลลังก์มังกรของท่านเชิญท่านบุกบั่นไปตามลำพังเถิด ชาตินี้ข้าจะไม่ขอข้องเกี่ยวใดๆ กับท่านอีก ส่วนหลี่ว่านหนิงเจ้าเตรียมตัวรอรับผลกรรมได้เลย ข้าจะกระชากหน้ากากดอกบัวขาวของเจ้าออกมาให้ทุกคนได้ประจักษ์ แล้วเหยียบย่ำพวกเจ้าทุกคนที่เคยทำร้ายตระกูลเสิ่นให้จมดิน