บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 เชื่อใจข้า

บรรยากาศรอบด้านถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมน จู่ ๆ ดวงตะวันที่กำลังส่องสว่างก็เกิดปรากฏการณ์ไม่คาดฝัน และแปรเปลี่ยนเป็นความอนธการ[1]

สุริยคราสกำลังมาเยือน!

กลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบต่างชูไม้ชูมือ บ้างตื่นตระหนกกระถดถอยหนีออกจากวงกว้างของการประมือของทั้งสองฝ่าย บางคนวิ่งเข้าไปหลบที่เบื้องหลังของต้นไม้ บ้างวิ่งหลบหลังโขดหินให้จ้าละหวั่น

ว่ากันว่าสุริยคราสคือลางบอกเหตุที่แสนเลวร้าย เฟยเลี่ยงหรูแหงนเงยใบหน้าขึ้นมองดวงตะวัน พลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ 'ท่านเทพสุริยัน ท่านว่างมากหรืออย่างไรจึงล้อเล่นกับเมืองมนุษย์เช่นนี้'

'พี่ชายท่านกำลังกล่าวกับผู้ใดเช่นนั้นหรือ?' มังกรนิลที่ถูกกักขังภายใต้ค่ายกลอักขระเบื้องล่างตน ตอบกลับกระแสจิตของเฟยเลี่ยงหรู เนื่องจากบังเอิญความคิดของเขานั้นกลับดังจนอีกฝ่ายได้ยินเสียนี่

ช่างยุ่งยากโดยแท้ นี่เท่ากับว่าหากเขาคิดอ่านสิ่งใดมังกรน้อยตนนี้ก็สามารถอ่านใจของเขาได้ทั้งหมดอย่างนั้นหรือ น่าขันเกินไปแล้ว

"ท่านนักพรต เขาไม่ใช่เทพ นี่มันมารกับปีศาจชัด ๆ จัดการเขาทั้งสองไปพร้อมกันเลย" เสียงของชายผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากเบื้องล่าง

เฟยเลี่ยงหรูลดสายตามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลางเหลียวกลับมาสนใจนักพรตสามตาที่เบื้องหน้าตนอีกหน "ท่านนักพรต สวรรค์มอบดวงตาที่สามให้แก่ท่าน ทว่าท่านกลับใช้มันในทางที่ผิดเช่นนี้หรือ"

"เหอะ!...ข้าจะใช้ในทางที่ผิดได้อย่างไร ในเมื่อแดนประจิมต่างเกิดกลียุคข้าวยากหมากแพง ทว่าเทพผู้ดูแลไม่เคยได้ยินสิ่งที่พวกข้าสวดภาวนา มิหนำซ้ำกลับเมินเฉยต่อสรรพสิ่ง ดังนั้น เพื่อให้เสียงภาวนาของพวกข้าดังไปถึงสรวงสวรรค์ พวกข้าจำเป็นต้องถอดเกล็ดมังกรตนนี้เพื่อบูชาแด่มหาเทพ ท่านอย่าได้มาขวางทางข้า"

"อะไรนะ!! ท่านบอกว่าแดนประจิมเช่นนั้นหรือ"

จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อเขามองผ่านกระจกส่องปราการเทพอยู่ทุกวี่วัน ดินแดนแห่งทิศประจิมช่างสงบสุขยิ่งนัก แล้วเหตุใดอยู่ ๆ นักพรตผู้หนึ่งก็มากล่าวหาว่าเพลานี้ราษฎรของเขากำลังได้รับความลำบาก

"ท่านจะตกใจไปไย หรือท่านคือเทพผู้ดูแลดินแดนแห่งนั้นกันเล่า" นักพรตคลี่ยิ้มเหยียดหยาม

"ท่านนักพรต เป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรอย่าได้กล่าววาจาโป้ปดมดเท็จ"

"ข้าไม่เคยพูดปด หากวันนี้ข้าไม่ได้เกล็ดมังกรตนนี้ ข้าไม่มีทางกลับเป็นแน่" นักพรตกล่าวเสียงแข็ง

บริเวณโดยรอบจึงปรากฏพายุลมฝนพัดกรรโชกขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ท้องทะเลกำลังส่งเสียงร้องคำรามคล้ายดั่งวารีร่ำไห้ นักพรตดีดกายขึ้นสูงเสมอเฟยเลี่ยงหรู ฝ่ามือทั้งสองแผ่ขยายเป็นวงกว้าง พลางส่งฝ่ามือเต็มเปี่ยมไปยังเบื้องหน้า

"หัตถ์โลหิต!"

สิ้นเสียงประกาศกร้าวฝ่ามือขนาดใหญ่สีแดงฉานราว ฝ่ามือพระพุทธรูปองค์โตก็เคลื่อนเข้ามาเบื้องหน้าของเฟยเลี่ยงหรู ด้วยขุมพลังมหาศาล ทว่าวิชาหัตถ์โลหิตเคลื่อนตัวช้ากว่าเฟยเลี่ยงหรูไปหนึ่งขุม เทพองค์น้อยโฉบกายหลบดั่งกินนรเคลื่อนตัวหลบลูกศรด้วยความฉิวเฉียด

ร่างเทพงามสง่าประจักต่อสายตาทุกคู่ที่อยู่บริเวณแห่งนั้นในที่สุด ความงามนี้แลดูสูงส่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง เจ้าของร่างเล็กรวบรวมพลังวิญญาณไว้บนท่อนแขนทั้งสองฝั่ง พลางยอบกายและท่อนแขนเป็นสัญลักษณ์กากบาท ก่อนปล่อยกายพุ่งทะยานไปด้านหน้า พลันเปล่งแสงเจิดจรัส พลังวิญญาณซัดสาดเป็นวงกว้าง พลางปะทะลำแขนเข้าไปเบื้องหน้าของอีกฝ่ายด้วยความรุนแรง นักพรตจึงยกมือขึ้นป้องกันการปะทะที่กระโจนเข้ามาถึงกายของเขา เรือนร่างนับว่าสูงใหญ่กว่าเฟยเลี่ยงหรูลอยหวือไปเบื้องหลัง

เมื่อนักพรตถูกพลังวิญญาณที่เต็มเปี่ยมเช่นนั้นซัดเข้ามาที่ตนเต็ม ๆ ทำให้โลหิตนั้นไหลทะลักออกมาดั่งทำนบแตก ทว่ากลับไม่ใช่เพียงฝ่ายนักพรตเท่านั้นที่มีสภาพน่าอเนจอนาถ เฟยเลี่ยงหรูก็ไม่ต่างจากเขา

พลังวิญญาณเกินขีดจำกัด!

ภายในกายของเขาสาหัสสากรรจ์ ทว่าเฟยเลี่ยงหรูยังยืนหยัดที่จะประมือต่อไปอย่างไม่คิดยอมแพ้ เมื่อมังกรที่ถูกคุมขังอยู่เห็นเช่นนั้น จึงเบิกดวงตามองด้วยความตื่นตะลึง เขาส่งกระแสจิตไปยังเฟยเลี่ยงหรูด้วยความร้อนรน

'พี่ชาย ท่านไหวหรือไม่?'

'ห่าวหลง เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า วันนี้ข้าไม่มีทางปล่อยให้ใครมาทำร้ายเจ้าได้แน่' เฟยเลี่ยงหรูส่งกระแสจิตตอบกลับ พลางยกท่อนแขนที่อ่อนระโหยโรยแรงปาดโลหิตบนริมฝีปากส่ง ๆ ขุมพลังงานในกายเริ่มแห้งขอดดั่งบ่อน้ำแล้ง ทว่าเขายังฝืนเรียกอาวุธคู่กายของตนออกมา

"ดาบโค้งวงจันทร์" ดาบโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยวสีทองอร่ามหมุนวนอยู่ที่เบื้องหลังของเขาอย่างคลุ้มคลั่ง

ทว่าศัตรูเบื้องหน้าของเขากลับยิ้มเยาะออกมา "เด็กน้อย คิดจะใช้สิ่งนั้นต่อกรกับข้าเช่นนั้นหรือ ข้ายอมรับว่าพลังวิญญาณเมื่อสักครู่ของเจ้าช่างแข็งแกร่ง แต่เพลานี้เกรงว่าขุมพลังงานของเจ้าคงแห้งขอดไม่เหลือแล้วกระมัง"

เฟยเลี่ยงหรูไม่สนใจคำสบประมาทนั้นของอีกฝ่าย เขากล่าวลอดไรฟัน "ปล่อยสหายของข้า!"

'สหายของข้า?' ภายในใจของซีห่าวหลงกระตุกวูบในทันทีเมื่อได้ยินเฟยเลี่ยงหรูกล่าวเช่นนั้น สหายอย่างนั้นหรือ ทั่วทั้งแดนสมุทรไม่มีผู้ใดกล้าเป็นสหายกับเขาสักตน อาจเป็นเพราะเขาถือกำเนิดขึ้นมาด้วยดวงพิฆาตมารดา บรรดาสัตว์วิเศษในท้องทะเลล้วนรังเกียจเขา แม้บิดาของเขาจะสูงส่งเป็นถึงเจ้าแห่งมหาสมุทรก็ตาม แต่นั่นมันคือคนละส่วนกัน ตัวหายนะเช่นเขาผู้ใดจะกล้าเข้าหากันเล่า และนี่เป็นเหตุผลที่ซีห่าวหลงมักออกมาเที่ยวเล่นผู้เดียวอยู่ตลอด

คาดไม่ถึงว่าจะมีคนคอยปกป้องและดูแลเขาเช่นสหายจริง ๆ มิหนำซ้ำยังไม่สนชีวิตตน กายของซีห่าวหลงเต้นเร้าตุบ ๆ เขาต้องการหลุดพ้นจากพื้นที่กักขังนี้ เหตุใดตัวเขาช่างไร้ประโยชน์ ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ใดได้เลย มังกรตัวน้อยแผดเสียงคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง เฟยเลี่ยงหรูได้ยินเช่นนั้นจึงเหลียวกายกลับไปมองด้วยท่าทีตื่นตระหนก

'ห่าวหลง เจ้าเป็นอันใด'

'พี่ชายข้าเจ็บ ข้าอยากไปช่วยเหลือท่าน'

'ห่าวหลง ฟังคำข้า เจ้ายิ่งดิ้นค่ายกลนี้จะยิ่งบีบแน่นขึ้นเรื่อย ๆ อยู่นิ่ง ๆ พี่ชายจะช่วยเจ้าออกไปเอง เชื่อใจข้า'

มังกรน้อยได้ยินวาจาเช่นนั้นจึงสงบสติอารมณ์ลงในทันใด เขาทำได้เพียงมองภาพการประมือของทั้งสองคนด้วยสีหน้าเศร้าสลด หากเขาเชื่อฟังคำบิดา พยายามบำเพ็ญตบะและเลิกเที่ยวเล่นไปเรื่อยเสียที เขาอาจมีพลังแกร่งกล้ามากพอที่จะปลดพันธนาการนี้ได้เป็นแน่ ทว่าคิดได้ตอนนี้ก็สายไปหรือไม่ หากเฟยเลี่ยงหรูเพลี่ยงพล้ำขึ้นมา เกรงว่าเขาทั้งสองคงไม่อาจรอดพ้นจากกลุ่มคนเหล่านี้เป็นแน่

ระหว่างที่ซีห่าวหลงกำลังครุ่นคิดจนแทบศีรษะระเบิด ภาพบางอย่างก็ปรากฏที่เบื้องหน้าของเขา

ฉั๊วะ!

ของแหลมคมลักษณะคล้ายพระจันทร์เสี้ยวตัดฉับลงบนท่อนแขนซ้ายของนักพรตด้วยความเหี้ยมโหด ทันทีที่แขนท่อนนั้นขาดสะบั้นลง นักพรตที่ลอยกายอยู่บนบรรยากาศ ก็ร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง พลางกระอักโลหิตออกมาคำโต ลูกประคำขาดกระเด็นไปทั่วสารทิศ โลหิตซะสาดไปทั้งผืนทรายสีขาวนวล

ค่ายกลที่ถูกควบคุมด้วยพลังวิญญาณของนักพรตก็ถูกปลดออกในที่สุด ตอนนี้ร่างกายของเฟยเลี่ยงหรูสูญสิ้นพลังวิญญาณแล้วเช่นเดียวกัน ร่างเล็กกำลังร่วงหล่นลงไปเบื้องล่าง ใบหน้างามเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิต ของเหลวสีแดงสดเยิ้มหยดออกมาข้างริมฝีปาก

เมื่อซีห่าวหลงถูกปล่อยให้เป็นอิสระเขาจึงเคลื่อนตัวดิ่งลงเบื้องล่างอย่างเร่งรีบ และหมุนเรือนร่างของตนเพื่อโอบรัดกายที่ไร้เรี่ยวแรงของเฟยเลี่ยงหรูไว้ได้ในที่สุด

'พี่ชาย พี่ชาย ท่านไหวหรือไม่'

'ห่าวหลง ดีจังข้าช่วยเจ้าได้แล้ว' เฟยเลี่ยงหรูกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเขาพยายามส่งกระแสจิตตอบอีกฝ่าย ทันทีที่กล่าวจบประโยค สติของเขาก็ดับวูบลงในที่สุด

เมื่อการประมือสิ้นสุดลง ความมืดมนเมื่อสักครู่ก็เลือนหายไป ความสว่างไสวประดับบนท้องฟ้าอีกครั้ง ประกายสีทองอาบย้อมลงมายังเรือนกายของมังกรและผู้ที่อยู่ในอ้อมกอดของมังกรนิล ร่องรอยของการต่อสู้แผ่กระจายโลหิตเป็นวงกว้าง

เมื่อบรรดาชายฉกรรจ์พบว่านักพรตผู้เป็นดังเช่นอาวุธหนึ่งเดียวของพวกเขาสิ้นไร้ไม้ต่อ จึงพากันวิ่งกรูเข้ามาแบกร่างที่กำลังหายใจรวยริน และวิ่งรี่จากไปให้จ้าละหวั่น ไม่วายชายผู้หนึ่งยังคงหันหลังกลับมาเพ่งมองพวกเขาทั้งสองด้วยแววตาขุ่นเคือง

"ฝากไว้ก่อนเถอะเจ้ามารปีศาจทั้งสอง สักวันข้าจะกลับมาหาอีกครา"

ซีห่าวหลงทอดสายตามองตามขบวนชายแปลกหน้าแบกร่างนักพรตด้วยแววตาเย็นชา

'ข้าจะรอวันนั้น วันที่ข้าจะสามารถปกป้องพี่ชายได้ด้วยตัวข้าเอง'

เชิงอรรถ

1. ^ อนธการ หมายถึง ความมืด, ความมืดมน, ความมัว.

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel