บทย่อ
'ซีห่าวหลง'สายเลือดจักรพรรดิมังกรนิลตนสุดท้ายที่รอดชีวิตจากการถูกกวาดล้างจากเผ่าปีศาจมัจฉา หลังจากที่เขาสามารถแปลงกายได้เพียงหนึ่งวัน บิดาของซีห่าวหลงจึงนำตัวไปฝากฝังไว้กับมหาเทพยังแดนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เจ้าสมุทรผู้เป็นบิดาของเขาถูกสังหารในสมรภูมิ แต่ทว่าผู้นำของเผ่าปีศาจมัจฉากลับไม่อาจยึดอำนาจวังมหาสมุทรได้สำเร็จ เพราะยังขาดของสำคัญบางสิ่งที่อยู่ในกายทายาทเผ่าจักรพรรดิมังกรนิล มหาสมุทรร้างไร้ผู้ปกครองเนิ่นนาน จึงส่งผลให้เกิดความโกลาหล ท้องทะเลเจิ่งนองไปด้วยหยาดโลหิต สัตว์น้ำน้อยใหญ่แบ่งพรรคแบ่งพวกเป็นฝักเป็นฝ่าย เพื่อตั้งตนเป็นใหญ่ หนึ่งหมื่นปีให้หลังเจ้าสมุทรตนใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น เขาไล่ล่าสังหารปีศาจมัจฉาทุกตนด้วยความเหี้ยมโหด ทว่าน่าเสียดายที่ผู้นำเผ่าปีศาจมัจฉากลับได้รับความช่วยเหลือจากมือที่มองไม่เห็นจึงสามารถหลุดรอดเงื้อมมือของเขาไปได้ ความโกรธแค้นในครานี้จึงยังไม่อาจสะสาง ทั่วทั้งเมืองสมุทรล้วนขนานนามเขาว่าเจ้าสมุทรผู้ไร้ซึ่งความปรานี
บทที่ 1 เทพผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ลอบเยือนแดนมนุษย์
ประตูมิติสวรรค์ถึงคราเบิกเนตร ดาราจักรทั้งเจ็ด[1] กำลังสับเปลี่ยนหมุนเวียนห้วงเวลาเพื่อผันผ่านฤดูกาล ทว่าภาพงดงามตระการตาเบื้องหน้ากลับไม่ได้อยู่ในสายตาของเทพองค์หนึ่ง เทพน้อยองค์นั้นอายุเพียงหมื่นปี หากจะนับไปแล้วอายุหมื่นปีเท่ากับเด็กเพียงสิบขวบในแดนมนุษย์เท่านั้น นัยน์เนตรสีอำพันทอดมองไปยังเบื้องล่าง พลางครุ่นคิดบางสิ่ง นับตั้งแต่เขาจุติขึ้นก็พบกับสงครามสุดแสนโกลาหล หลังจากสงครามบรรพกาลยุติลง มหาเทพผู้เป็นบิดาของเขาจึงฟื้นฟูความรุ่งโรจน์บนแดนสวรรค์กลับมาอีกครา แต่กระนั้นช่างเป็นสิ่งที่น่าเบื่อสำหรับเขายิ่งนัก
เมื่อความสงบสุขที่มีเริ่มเอ่อล้นจนเกินพรรณนา บรรดาทวยเทพแห่งแดนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าจึงต่างสำเริงสำราญเสียจนละเลยหน้าที่ เพลานี้มวลมนุษย์เบื้องล่างต่างได้รับความลำบากไปทั่วทุกหย่อมหญ้า เพียงชั่วข้ามคืนโรคระบาดได้เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้คนล้มตายคล้ายดั่งผักปลา ณ แดนอาคเนย์[2] แม้เจ้าปกครองท้องสมุทรผู้สูงส่งก็ไม่อาจยับยั้งสิ่งเหล่านั้นได้
ขณะเดียวกันผู้ที่นับว่าเป็นโอรสแห่งสวรรค์ก็พยายามสวดภาวนาต่อเทพผู้ดูแลประจำทิศ แต่ทว่าเสียงภาวนาเหล่านั้นกลับไม่เคยดังขึ้นมาถึงแดนแห่งสวรรค์ ความละโมบและเห็นแก่ตัวส่งผลให้เหล่าทวยเทพผู้ปกปักรักษาเมืองมนุษย์ลอบร่ายอาคมปิดกั้นม่านเมฆาโดยที่มหาเทพไม่อาจล่วงรู้ เมื่อดาราจักรเกิดการแปรผัน ส่งผลให้อาคมกั้นผืนฟ้าเกิดการเสื่อมสลาย เสียงสวดภาวนาจึงดังระงมเข้ามาถึงหูของเขาในที่สุด
คิ้วโค้งมนเริ่มเคลื่อนเข้าหากันช้า ๆ ใบหน้าอ่อนเยาว์เคร่งขรึมเกินกว่าวัย เขาจะสอดมือเข้าแทรกเรื่องนี้ได้อย่างไร ในเมื่อตนนั้นจุติขึ้นมาเพื่อดูแลทิศประจิม[3] เท่านั้น ซึ่งเวลานี้ดินแดนด้านโน้นช่างดูอุดมสมบูรณ์ มากพร้อมด้วยทุกสรรพสิ่ง ส่งผลให้เขาช่างรู้สึกว่างเปล่าไร้ตัวตน หนึ่งวันในแดนสวรรค์ดั่งร้อยปี ณ ดินแดนมนุษย์
'เฟยเลี่ยงหรู' ถอนหายใจออกมาหนึ่งคำรบเขาไม่อาจอดกลั้นเมินเฉยต่อเสียงสวดภาวนาเหล่านั้นได้แล้วจริง ๆ นัยน์ตาคู่งามหลับลงช้า ๆ ด้วยความรู้สึกปลดปลง พลางเพ่งจิตสอดส่องเนตรสวรรค์เข้าไปยังลานบุปผา เพื่อตามหาเทพผู้ดูแลทิศอาคเนย์ด้วยสีหน้าจริงจัง
'พบเสียทีท่านเทพไป๋หู่[4] ' เสียงนุ่มส่งกระแสจิตไปยังเทพไป๋หู่ผู้ซึ่งกำลังสำเริงสำราญอยู่ภายในลานดอกท้อ เทพผู้งามสง่าแปรผันเป็นเทพแห่งโลกีย์ ภาพจากเนตรสวรรค์ส่งผลให้เฟยเลี่ยงหรูมองเห็นการกระทำทุกสิ่ง ฝ่ามือที่กำลังลูบไล้เทพธิดาบุปผานั้นช่างสุดแสนไร้ยางอายยิ่งนัก
"ผู้ใด? ผู้ใดกำลังเรียกข้า" เทพไป๋หู่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ พลางเหลือบซ้ายแลขวา เพื่อเสาะหาที่มาของเสียง
ผู้ที่กำลังเพ่งกระแสจิตอย่างตั้งใจเมื่อเห็นภาพเช่นนั้นปรากฏ พลอยให้เขาไม่สบอารมณ์จนไม่อาจฝืนมองภาพระคายสายตาจากเนตรสวรรค์ได้อีกต่อไป เขากระแอมไอออกมาเล็กน้อย
'ท่านเทพไป๋หู่ เหตุใดท่านจึงไม่บรรเทาความเดือดร้อนให้บรรดามวลมนุษย์เล่า เพลานี้ ณ ดินแดนอาคเนย์แร้นแค้นยิ่งนัก ไฉนท่านยังคงสำเริงสำราญอยู่กับเหล่าสุราและนารี'
'อ่า...ข้าก็คิดว่าผู้ใด บุตรมหาเทพหรอกหรือ แดนอาคเนย์จะเดือดร้อนได้อย่างไร ข้าไม่เห็นว่าจะมีผู้ใดสวดอ้อนวอนต่อข้า' เทพไป๋หู่ตอบกลับผ่านกระแสจิตเช่นเดียวกัน ทว่ามือของเขาก็ยังคงยกสุรากรอกริมฝีปากจอกแล้วจอกเล่า พร้อมโน้มใบหน้าสูดดมกลิ่นกายเทพธิดาบุปผาซ้ายทีขวาที
'เฮ้อ!...' เฟยเลี่ยงหรูถอนหายใจออกมาอีกหน ในที่สุดความอดทนของเขาก็ขาดสะบั้นลง เนตรสวรรค์เบิกขึ้นส่องประกายสีทองอร่ามวูบหนึ่ง พลันตัดการเชื่อมกระแสจิตกับเทพไป๋หู่ลงด้วยความปลดปลง
"ช่างน่าเบื่อเต็มทน หากพวกท่านไม่ไป ข้าจะลงไปเอง"
เรียวนิ้วทั้งสองจึงประสานเข้าหากัน ริมฝีปากสีกุหลาบร่ายอาคมเบาบาง ร่างสูงโปร่งของเทพองค์น้อยผู้งามสง่าพลันหายวับออกจากประตูมิติสวรรค์ในที่สุด
.
.
.
ลำแสงสีทองส่องประกายต้องกระทบเหนือผิวน้ำ เรือนร่างที่โอบล้อมไปด้วยม่านพลังวิญญาณสีทองอร่ามหมุนวนลงไปยังท้องธาราด้วยความเชื่องช้า พลางแตะปลายเท้าบางเบาลงบนผืนมหาสมุทร
"นี่หรือโลกมนุษย์ เดิมทีข้าทำได้เพียงมองลงมาจากเบื้องบนเท่านั้น บรรยากาศโดยรอบก็ช่างดูแปลกตาโดยแท้"
เฟยเลี่ยงหรูในวัยเพียงหนึ่งหมื่นปี เพลานี้นับว่าเป็นเทพที่มีอายุน้อยที่สุดของสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ทว่าพลังวิญญาณกลับกล้าแกร่ง ในขณะที่ไม่มีเทพองค์ใดสามารถฝึกปรือเนตรสวรรค์ได้ ทว่าเขาสามารถใช้เนตรสวรรค์ได้ในวัยเพียงห้าร้อยปีเท่านั้น
ตลอดเวลาที่เขาบรรเทาความเดือดร้อนให้มวลมนุษย์ เขาสามารถช่วยเหลือผ่านกระจกส่องปราการเทพโดยไม่เคยย่างกรายลงมาเบื้องล่างจริง ๆ สักครา เนื่องจากมหาเทพให้เหตุผลเพียงว่าเมืองมนุษย์หามีสิ่งใดน่าสนใจ เพียงเขาทำตามหน้าที่และจงอยู่บนแดนสวรรค์ให้มีความสุขก็พอ เฟยเลี่ยงหรูเชื่อฟังมหาเทพมาโดยตลอด ทว่าหนนี้เกรงว่าหากตนไปรายงานต่อมหาเทพเขาอาจไม่ได้ลงมายังเบื้องล่างแน่แล้ว ในเมื่ออยู่แดนเทพเพียงหนึ่งวันนั้นเท่ากับเมืองมนุษย์หนึ่งร้อยปี เช่นนั้นการที่เขาลอบลงมาในครานี้ มหาเทพก็คงไม่อาจทราบ ถึงอย่างไรก็อยู่ในช่วงเวลาเข้าบำเพ็ญฌานเจ็ดวันเจ็ดคืน
เทพองค์น้อยคลี่ยิ้มออกมาด้วยท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่อง เขากวาดสายตามองไปโดยรอบ เมืองมนุษย์ตอนนี้นับว่าคือราตรีกาล เฟยเลี่ยงหรูแหงนใบหน้าขึ้นมองท้องฟ้า และกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว
"ท่านพ่อ ลูกขออภัยที่ต้องขัดคำสั่งแล้ว ในเมื่อผู้ที่อยู่ภายใต้อาณัติของท่านช่างมีจิตละโมบต่อความสุข จนไม่สนใจมวลมนุษย์ว่ากำลังเดือดร้อน แม้นเทพนั้นกำลังสำเริงสำราญอยู่เพียงหนึ่งวัน แต่ทราบหรือไม่ ว่าเมืองมนุษย์นั้นได้ผันผ่านรัชศกใหม่ไปแล้วกี่ครา"
เฟยเลี่ยงหรูพ่นลมหายใจออกมาช้า ๆ ขณะนี้เขากำลังลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำ ดวงตาคู่งามพยายามกวาดหาพื้นที่ที่เหมาะสม ฉับพลันดวงตาของเขาจึงสะดุดเข้ากับไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ กลีบดอกบนลำต้นส่งกลิ่นลอยมาตามสายลม เฟยเลี่ยงหรูสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย
"หอมหมื่นลี้[5] เช่นนั้นหรือ?"
เจ้าของร่างงามจึงร่อนกายเข้าใกล้ต้นไม้ขนาดใหญ่ เท้าสูงยาวเหยียบยืนอยู่บนก้านของต้นไม้ขนาดพอดีที่ยื่นออกมา เขาแย้มยิ้มด้วยความอบอุ่น พลางยอบกายลงนั่งพิงศีรษะไปยังลำต้นขนาดใหญ่ช้า ๆ
"เมืองมนุษย์ก็มีสิ่งนี้ด้วยหรือ ช่างหอมหวานและรู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก" เฟยเลี่ยงหรูดื่มด่ำกับกลิ่นอายแห่งท้องทะเล ที่เคล้ากับกลิ่นจากดอกของต้นหอมหมื่นลี้ได้อย่างลงตัว พลางฉุกนึกถึงบางสิ่ง
"ช่วยคนต้องช่วยให้ถึงที่สุด ส่งพระต้องส่งให้ถึงแดนตะวันตก[6] " ร่างทองคำที่ลงมาจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า จึงแปลงกายเป็นมนุษย์ธรรมดาด้วยอาภรณ์ทะมัดทะแมง ทว่าใบหน้าของเขายังคงอ่อนเยาว์งามสง่าเหนือกว่าคนทั่วไป เฟยเลี่ยงหรูมองเรือนกายของตนผ่านผิวน้ำ
"ข้ายังเด็กเช่นนั้นหรือ หากข้าเป็นเด็กในแดนมนุษย์อายุเพียงสิบขวบ เช่นนั้นใบหน้าและการแต่งกายของข้าเหมาะสมแล้วหรือไม่นะ" เฟยเลี่ยงหรูพยายามเอียงคอมองตัวเองซ้ายทีขวาทีผ่านผืนน้ำ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าเบื้องล่างของท้องสมุทรนั้นยังมีสัตว์วิเศษตัวน้อย ซึ่งกำลังจ้องมองการกระทำของเขาผ่านม่านธาราด้วยความฉงน ดวงตาสีนิลพิศมองใบหน้าของเขาพลางกะพริบดวงตาปริบ ๆ
'นั่นเขาไม่ใช่มนุษย์ใช่หรือไม่ เด็กน้อยตัวเท่านี้เหตุใดมาอยู่เพียงลำพังเหนือท้องทะเลของข้า'
'ซีห่าวหลง' มังกรนิลตัวน้อยผู้ยังไม่อาจแปลงกายเป็นมนุษย์เนื่องจากเขามีอายุเพียงห้าร้อยปีเท่านั้น เขามองการกระทำของเด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องบนต้นไม้ใหญ่ด้วยความสนใจใคร่รู้ ทันใดเด็กน้อยผู้นั้นก็นั่งหย่อนปลายเท้าพลางกวัดแกว่งไปมาด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์ ห้อยต่องแต่งลงจากต้นไม้ก้านโตอีกครั้ง
เฟยเลี่ยงหรูคลี่ฝ่ามือออกด้วยความแผ่วเบา ฉับพลันฝ่ามือของเขาก็ปรากฏบางสิ่งส่องสว่างขึ้นมา ของสิ่งนั้นนับว่าเล็กกระจิ๋วหลิวก็แปรเปลี่ยนเป็นใหญ่โตบนตักน้อย ๆ ของเฟยเลี่ยงหรู คงโหหยกขาวด้านบนหัวเป็นหงส์เด่นตระหง่านส่องกระทบเข้ามายังรูม่านตาของมังกรตัวน้อยที่หลบอยู่ใต้ผืนน้ำ
'น้องชายท่านนี้ ไม่สิ!… เขาเป็นพี่ชายหรือน้องชายข้ากันนะ …ทว่าใบหน้าเขาอ่อนเยาว์เช่นนี้จะพี่ก็ช่างปะไร ข้าจะให้เขาเป็นน้องของข้าก็แล้วกัน นั่นเขาไม่ใช่มนุษย์จริง ๆ สินะ สามารถเรียกของวิเศษออกมาได้ด้วย ช่างน่าเหลือเชื่อเสียจริง' มังกรนิลตัวน้อยพยายามนิ่งสงบอยู่ภายใต้ท้องธารา เขาลอบมองการกระทำของอีกฝ่ายด้วยความเงียบเชียบ
เสียงดนตรีจากคงโหเริ่มบรรเลงบทเพลงขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางลมที่กำลังพาดผ่านบรรยากาศ สายวาโยกระแสหนึ่ง พัดใบไม้สีเขียวขจีให้ขยับไหวเป็นจังหวะจะโคน ผิวน้ำในท้องสมุทรพลอยกระเพื่อมตามท่วงทำนองของผู้บรรเลง
เจ้าของใบหน้าเกลี้ยงเกลาดื่มด่ำกับบรรยากาศและทำนองที่ตนกำลังเล่น ขับกล่อมให้ผู้ที่เร้นกายอยู่ใต้ผิวน้ำเกิดอาการเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงดนตรีที่เขาบรรเลงดั่งต้องมนตร์สะกด
'นี่มันช่างไพเราะเกินไปแล้ว'
เมื่อสัตว์วิเศษตัวน้อยได้ฟังทำนองอันไพเราะเช่นนั้น ส่งผลให้เขาลืมตัวไปชั่วขณะ หางของเขาพลางโบกสะบัดเอากระแสน้ำซึ่งกำลังกระเพื่อมขึ้นลง แตกซ่านสาดกระเซ็นขึ้นบนบรรยากาศ
ทันใดนั้นเสียงทำนองที่กำลังบรรเลงอย่างไพเราะก็เงียบลงโดยฉับพลัน
"ผู้ใดกัน?"
เชิงอรรถ
1. ^ ดาราจักรทั้งเจ็ด คือ กลุ่มดาว 7 ดวงสิ่งนี้ทำให้ชาวจีนโบราณสามารถระบุตำแหน่งการเดินทางของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ได้ เช่นเดียวกับการกำหนดเวลาและฤดูกาล
2. ^ อาคเนย์ หมายถึงทิศตะวันออกเฉียงใต้
3. ^ ทิศประจิม หมายถึงทิศตะวันตก
4. ^ พยัคฆ์ขาวชื่อภาษาจีนว่า‘ไป๋หู่’ (白虎)สัตว์เทพที่ปกครองทิศตะวันออกตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วง และธาตุทอง
5. ^ “ดอกกุ้ยฮวา”หรือ หอมหมื่นลี้ ลักษณะเป็นไม้ยืนต้นมีขนาดใหญ่ คำว่ากุ้ยพ้องเสียงกับคำที่มีความหมายว่า ดี,วิเศษ,สูงศักดิ์,สูงส่ง ซึ่งนิยมมอบให้แก่กันเพื่อแทนความหมายให้ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
6. ^ ช่วยคนต้องช่วยให้ถึงที่สุด ส่งพระต้องส่งให้ถึงแดนตะวันตก หมายถึง คิดจะช่วยใครต้องช่วยให้ถึงที่สุด

