Chapter 6 ไม่มีตัวตน 
Chapter 6
ไม่มีตัวตน
ฟาร์มของวิรันดำรงกุล
เสียงเครื่องยนต์ดับลงตรงทางเข้าฟาร์มปู กลิ่นดินชื้นและน้ำกร่อยลอยมาแตะจมูกทันทีที่นารินก้าวลงจากรถ บ่อเลี้ยงหลายบ่อที่เรียงรายอยู่ด้านใน
ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะมากวนวีรัน แต่คุณหญิงพิยดาแม่ของเขากลับเชิญชวนเธอมาที่นี่เพื่อ 'แสดงตัวตน' ความเป็นว่าที่ภรรยา
“เดินตามแม่มานะลูกนาริน ระวังลื่น” เสียงคุณหญิงพิยดาเอ่ยเตือนอย่างเอ็นดู พลางก้าวนำเข้าไปในร่มไม้ที่ปลูกเป็นแนวกันแดด
พนักงานสองสามคนที่กำลังโกยปูขึ้นจากบ่อหยุดมือ หันมาทักด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดีครับคุณหญิง สวัสดีคุณ... เอ่อ ภรรยาคุณวี”
นารินยิ้มบาง ๆ แม้ในใจจะสะดุดกับคำเรียกนั้น แต่ก็พยายามวางตัวสุภาพ เป็นเพียงคู่หมั้นที่หมั้นหมายและย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน แต่บริบทสังคมทั่วไปคงเข้าใจว่าเธอกับวีรันคือสามีภรรยากันแล้ว
“สวัสดีค่ะ” นารินเอ่ยเสียงอ่อน ทักทายพนักงานที่ดูแลฟาร์มปู
ประกายน้ำสะท้อนแดดวาวระยับลงที่แผงฟาร์มปูน้ำกร่อย กลิ่นโคลนชื้นผสมกับกลิ่นเค็มจาง ๆ ของทะเลลอยอยู่ในอากาศ เสียงน้ำกระทบตาข่ายกับเสียงปูดิ้นดังเป็นจังหวะ
“เห็นไหมนาริน ที่นี่แหละฟาร์มปูที่วีรันดูแลเองกับมือ ทนุถนอมเกือบทุกขั้นตอน” น้ำเสียงอบอุ่นปนความภาคภูมิใจ คุณหญิงพิยดาหันไปมองนารินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ค่ะคุณแม่...ที่นี่กว้างใหญ่ วีคงเหนื่อยมากหากต้องดูแลทั้งหมด” นารินยิ้มอ่อน ไม่แปลกใจเลยทำไมเขาถึงเพลียกลับบ้านเกือบทุกวัน
“ตั้งแต่มีนารินเข้ามาในชีวิตของวี แม่ก็สบายใจขึ้นเยอะเลย แม่อยากให้นารินมาช่วยดูแลตรงนี้กับเขา…หนูมีความสามารถ แม่เชื่อ”
นารินยิ้มบาง ๆ แม้ใจหนึ่งจะยังไม่กล้าเผยความรู้สึกเต็มที่ แต่ก็อบอุ่นกับการยอมรับที่ไม่เคยคิดว่าจะได้
“หนูจะพยายามให้ดีที่สุดค่ะคุณแม่”
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นไม่ห่างนัก ก่อนที่เจ้าของฟาร์มอย่างวีรันจะเดินเข้ามาในวงสนทนา เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนพับ ขากางเกงเปื้อนดินโคลน แววตาคมเข้มตวัดมาที่หญิงสาวแล้วเลี่ยงไปอย่างไม่คิดปิดบังความรังเกียจ
“แม่…พานารินมาที่นี่ทำไมครับ” เสียงทุ้มกดต่ำ คล้ายจะอดกลั้นอารมณ์
แม่หันขวับ
“ก็ที่นี่เป็นของลูกทั้งนั้น นารินเขาก็เป็นเมียลูกแล้ว จะไม่ให้มาช่วยดูแลกิจการเลยเหรอ”
วีรันขบริมฝีปากแน่น มองไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่เงียบ ๆ ข้างแม่ ดวงตาของเธอมีแต่ความจริงใจ แต่มันกลับทำให้หัวใจเขาหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
“ผมไม่ต้องการให้นารินมายุ่งกับงานนี้”
“ทำไมล่ะวี?” น้ำเสียงของแม่เริ่มแฝงความไม่พอใจ
“ค คุณแม่...” นารินเรียกคุณหญิงพิยดาเสียงผะแผ่ว ไม่อยากให้ทั้งคู่มีเรื่องกันเพราะเธอ
“แม่กลับอยากให้นารินช่วยแบ่งเบา แต่งงานกันกิจการก็ต้องเป็นของเมียด้วย จะปิดหูปิดตาเมียคงไม่ได้หรอกนะวี”
วีรันแค่นหัวเราะในลำคอ สายตาคมดุดันจ้องที่นารินเต็มแรง
“ผมไม่อยากเจอนาริน ไม่ว่าจะในบ้านหรือที่ทำงาน”
ประโยคหนักอึ้งนั้นราวกับลมเย็นพัดเฉือนผ่านกลางอก นารินยืนนิ่ง มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว คุณหญิงพิยดารีบหันมามองเธอด้วยความสงสารปนตกใจ
“ลูกพูดอะไรออกมา!” เธอเอ่ยเสียงเข้ม
“....” เธอก้มหน้าเงียบ เฝ้าฟังถ้อยคำใจร้ายของคู่หมั้นที่ไม่แม้แต่จะเปิดใจรับเธอเข้าไปในชีวิต
“นารินอุตส่าห์ตั้งใจมาหา…”
แต่วีรันไม่แม้แต่จะฟัง เขาหันหลังเดินออกไปทันที บรรยากาศแสนกดดันทำให้นารินรู้ว่า แม้เธอจะได้สถานะว่าที่ภรรยา แต่เส้นทางที่จะได้ใจเขา…ยังอีกยาวไกลนัก
“เดินตามวีไปสิลูก ไปทำความเข้าใจกันนะ... แม่เชื่อว่าวีจะต้องเปิดใจให้นาริน”
“แต่ว่า...” คนตัวเล็กก้มหน้ามองพื้น เสียงนินทาของเหล่าลูกน้องที่อยู่ในฟาร์มปูจุกจิกกวนใจเธอเหลือเกิน แม้จะไม่ได้ยินถ้อยคำชัดเจน แต่จากอาการที่แสดงออกก็รู้ทันทีว่าคนอื่นรู้แล้วว่าการแต่งงานในครั้งนี้เพียงเพื่อผลประโยชน์ ไม่ได้เกิดจากความรัก
“ไปสิลูก..”
“ค่ะคุณแม่” ท้ายที่สุดก็ไม่อาจปฏิเสธแม่สามีได้ นารินยิ้มสู้แล้วเดินตามหลังวีรันไปทางอีกด้านหนึ่ง
เสียงรองเท้าเหยียบดินโคลนดังกรอบแกรบเบา ๆ คนตัวเล็กเดินตามร่างสูงที่เพิ่งเดินหนีออกมา กลิ่นโคลนคละคลุ้งอยู่ในอากาศ รอบข้างเงียบจนได้ยินเพียงเสียงน้ำกระทบขอบบ่อกับเสียงปูดิ้นในตาข่าย
วีรันหยุดยืนอยู่ตรงกระชังปู ก่อนจะก้มหน้าหอบหายใจแรง ๆ ราวกับกำลังกลั้นบางสิ่งในอก
“ตามมาเพื่อ?” เสียงทุ้มต่ำกดห้วน ไม่แม้แต่จะหันมามอง
ร่างเล็กยืนนิ่ง สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนตอบด้วยเสียงที่พยายามมั่นคงไม่สั่นคลอน
“รินแค่อยากมาช่วยวีทำงาน”
“เรื่องนั้นมันไม่จำเป็น” เขาตวัดเสียงเย็นชา กำมือแน่นจนเส้นเอ็นขึ้น
“วี...” นารินตัดพ้อ ทำตาละห้อยจ้องมองเขา
“ที่บอกเมื่อกี้…ฟังไม่รู้เรื่องรึไง ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธอ ไม่ว่าในบ้านหรือที่นี่”
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดกรีดลงกลางอก แต่นารินกัดริมฝีปาก ไม่ยอมให้เสียงสั่น
“วีไม่ต้องการริน…รินรู้ แต่เราก็หมั้นกันแล้วเพราะผู้ใหญ่ตกลงกันไว้แบบนั้น ยังไงก็ช่วยรักษาหน้ากันหน่อยได้ไหม?”
ร่างสูงหันขวับ ดวงตาแดงก่ำราวกับสะสมความโกรธมานาน
“กลัวอาย? แล้วหมั้นกันตั้งแต่แรกเพื่อ?”
เสียงนั้นดังก้องไปทั่วบริเวณบ่อปู พนักงานในแถบบริเวณนั้นรีบพากันถอยออก
“เธอรู้มั้ย…” เขาเสียงสั่น ดวงตาวาวโรจน์
“การต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก…มันเหมือนถูกขังทั้งเป็น”
นารินชะงักเงียบไป ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาคมนิ่งตอบเขา
“แล้ววีคิดว่ารินสบายเหรอ รินไม่ได้อยากเป็นภรรยาที่วีรังเกียจ รินไม่ได้อยากให้วีลำบากใจ แต่...”
แต่...รินรักวี นารินคิดในใจแต่ไม่พูด แค่นี้เขาก็เกลียดเธอมากพอแล้ว
คนตัวเล็กหยุดหายใจชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่อด้วยเสียงหนักแน่น
“วีเกลียดรินได้ แต่วีไม่มีสิทธิ์ขับไล่รินไปจากที่นี่ เพราะตอนนี้…รินก็เป็นคนของวิรันดำรงกุลเหมือนกัน”
ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นอีกครั้ง แต่กลับไร้คำพูด เขาเพียงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูด เงียบงันในความโกรธและความเจ็บปวดที่ปะทุอยู่ในอก
นารินมองเขานิ่ง แล้วค่อย ๆ หันหลังเดินกลับไป ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่ดูเปราะบาง แต่เต็มไปด้วยความดื้อดึงอย่างน่าหวั่นไหว...
“เกลียดความดื้อดึงนี้ของเธอจริงๆ ...” วีรันพึมพำกับตัวเอง
ตกเย็น
ท้ายที่สุดนารินก็กลับมาบ้านก่อนวีรัน คุณหญิงพาเธอมาส่งที่เรือนหอซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่หลายสิบไร่ ไม่ได้รับรู้เลยว่าสะใภ้คนโปรดต้องเจอลูกชายสบถถ้อยคำใจร้ายใส่มากแค่ไหน
“ไว้ถ้าว่าง ๆ แม่จะแวะมาหานะจ๊ะ ค่อย ๆ ใช้ชีวิตอยู่ไปเดี๋ยวก็จะชินเองนะ ให้เวลาวีเขาสักหน่อย” คุณหญิงพิยดากล่าว นารินยิ้มเจือจาง
ไม่รู้ว่าจะทนอยู่ที่นี่ได้นานเพียงใด คนตัวเล็กลงมาจากรถก่อนจะยกมือขึ้นไหว้บอกลาแม่สามีและเดินเข้าไปในเรือนหออย่างไร้ความหวัง...บางทีเธออาจควรถอดใจ ในเมื่อเขาไม่ได้รักก็ไม่ควรจะเว้าวอนขอความรัก
“เรามัน...ทำตัวเหมือนคนไม่มีค่าเลยเนอะ” นารินพึมพำพร้อมเดินคอตกเข้าบ้าน
“คุณนารินคะ! มีแขกมาขอพบค่ะ” น้ำหนึ่งสาวใช้รีบเดินเข้ามาพร้อมแจ้ง
“หืม... ใครกัน? ฉันไม่ได้นัดใครไว้นะ” นารินทำหน้างงเอียงคอเล็กน้อย
“เป็นผู้ชายค่ะ เป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมของคุณวีรันและคุณนาริน”
“งั้นเหรอ...” นารินพยักหน้าเล็กน้อยอย่างเข้าใจก่อนที่จะก้าวเดินเข้าไปในส่วนห้องรับแขกของคฤหาสน์หลังโต
ผู้ชายร่างสูง แผงอกกำยำในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็กสีดำดูสุภาพ ทรงผมแสกกลางสไตล์เกาหลีดูเนี้ยบ ใบหน้าหล่อคมแต่ผิวขาวเนียน
“ศรันย์! มาได้ยังไงเนี่ย
นารินยิ้มกว้างดีใจ รีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อนชายคนสนิทที่นั่งอยู่ตรงโซฟาใจกลางห้อง ศรัณย์ผายมืออ้าออกทั้งสองข้าง นารินรีบเดินเข้าไปสวมก่อนพร้อมกับคลี่ยิ้ม
ศรัณย์ชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ยกมือหนาเงื้อมขึ้นลูบผมเส้นสีดำประบ่าของนารินเพื่อนหญิงคนสนิท
“นั่งรถมาไง ถามได้ยัยดื้อ”
เขาตอบเธอไปอย่างนั้นทำเอานารินถึงกับหน้าเบ้ ก็ไม่ได้หวังคำตอบที่ดีจากเพื่อนชายสุดแสนกวนตีนคนนี้หนักหรอก แต่ตอนนี้โตขึ้นแล้วคิดว่าจะลดนิสัยความทะเล้นลงได้บ้าง
“แหม หมายถึงรู้ที่อยู่ของพวกเราได้ยังไงต่างหากล่ะ นี่ถ้าวีกลับมาคงดีใจนะที่ได้เจอศรัณย์”
“ก็ถามจากเพื่อน ๆ แหละ เพิ่งกลับมาจากอังกฤษพอกลับมาแล้วก็รีบมาหาเลยนี่ไง...โทษทีนะที่ไม่ได้ไปร่วมงานหมั้น”
ศรันย์ว่าอย่างนั้นแต่นารินกลับยิ้มแล้วส่ายหน้าเบา ๆ ทั้งคู่ผละออกจากอ้อมกอดแล้วมองหน้ากัน
ทั้งน้ำหนึ่งและใจดีสาวใช้ในคฤหาสน์ต่างมองกันตาเป็นมัน แต่ก็ถูกคุณป้าอุ่นหัวหน้าแม่บ้านซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของวิรันดำรงกุลไล่ออกไปไม่ให้ยุ่งกับเรื่องเจ้านาย สองสาวจึงสลายตัวไปทำงานตามหน้าที่ดังเดิม
“ไม่เป็นไรหรอก...มีเพื่อนหลายคนที่ไม่ได้ว่างมา ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เห็นเป็นไรเลย”
“เอาของขวัญมาให้ด้วยนะ แต่เอามาให้ย้อนหลังหวังว่าคงจะไม่ว่าอะไร”
ยื่นกล่องของขวัญให้กับนารินเป็นกล่องเล็กๆ คนตัวเล็กยิ้มแล้วรับมา
“ขอบคุณมากนะ แล้วทานข้าวมาหรือยัง จะอยู่รับมื้อเย็นด้วยกันไหม”
“ไม่เป็นไร คู่รักข้าวใหม่ปลามันก็ต้องทานข้าวเย็นด้วยกันสองต่อสองสิ จะให้ฉันมาเป็นก้างขวางคอเธอกับไอ้วีได้ยังไง”
ได้ยินแบบนั้นใบหน้าสวยก็ก้มลงเล็กน้อย ไม่อยากสบตาเพื่อน เธออาย ไม่อยากบอกว่าความสัมพันธ์หลังแต่งงานมันแย่แค่ไหน
“นั่นสินะ...ข้าวรักคู่ใหม่ปลามัน” นารินพยายามทำความเข้าใจคำพูดของเพื่อน มือเรียวเล็กกำกระโปรงตัวเองเอาไว้แน่น
ทั้งสองคนนั่งคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตเพราะไม่ได้เจอกันมาหลายปีตั้งแต่เรียนจบมัธยม พอเข้ามหาวิทยาลัยต่างคนก็ต่างแยกย้าย
แต่แล้วในขณะที่สองหนุ่มสาวย้ายมานั่งกันอยู่ในห้องอาหารคุยกันหัวเราะเสียงดังดูร่าเริงพร้อมกับสเต็กเนื้อชั้นดีที่วันนี้ป้าอุ่นลงมือเข้าครัวทำให้...เสียงประตูห้องอาหารก็เปิดดังขึ้น แอ๊ดด
“ไอ้รัณ...มึงมาทำอะไรที่นี่”
น้ำเสียงห้วนแฝงความไม่พอใจของชายร่างสูง หน้าตาหล่อเหลาราวกับพระเอกในซีรี่ส์...วีรัน ชายอันเป็นที่รักของนาริน
