Chapter 4 อยู่กันไปแบบนี้ 
Chapter 4
อยู่กันไปแบบนี้
หลายวันต่อมา
ตั้งแต่หมั้นหมายกันมาก็ไม่ได้เจอหน้ากันสักเท่าไหร่ นารินอยู่ที่บ้านซึ่งก็คือเรือนหอที่ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน
“ดีใจนะจ๊ะที่ได้หนูนารินเข้ามาเป็นสะใภ้ เป็นโชคดีของวิรันดำรงกุลจริงๆ”
คุณหญิงพิยดา แม่ของวีรันมาเยี่ยมเยียนสะใภ้ถึงเรือนหอ ที่จริงตั้งใจให้แต่งไปเลยแต่ยังไม่ได้ฤกษ์งามยามดีจึงให้หมั้นเอาไว้ก่อน แต่ให้ทั้งคู่เข้ามาใช้ชีวิตด้วยกันที่เรือนหอหลังนี้ แล้วจึงจัดพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสในคราวหลัง
“หนูเองก็ดีใจค่ะ...ที่ได้เข้ามาเป็นลูกสะใภ้ของคุณแม่”
นารินยิ้มเขิน เหล่าบรรดาสาวใช้ยกถาดน้ำชาและคุกกี้มาเสิร์ฟในช่วงสายของวัน
“วีรันก็จะไม่ค่อยอยู่บ้านเพราะต้องไปทำงาน งานที่ฟาร์มค่อนข้างหนักหวังว่านารินจะไม่เหงานะลูก”
“ไม่เหงาเลยค่ะ...ที่จริงก็อยากจะไปช่วยวีทำงาน แต่รายนั้นเขาบอกว่าไม่ต้อง...”
นารินทำหน้าสลดลงเล็กน้อยจนคุณหญิงพิยดายิ้มแปลกใจ เคลือบแคลงในความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายและลูกสะใภ้ แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป
“วีคงอยากให้หนูนารินอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องลำบาก ผู้ชายของวิรันดำรงกุลอย่างไรก็เลี้ยงเมียคนเดียวได้อยู่แล้วล่ะ เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสร้างครอบครัวและมีหลานตัวน้อยให้แม่อุ้มดีกว่านะ”
ได้ยินแบบนั้นใบหน้าหวานก็เจื่อนลงเล็กน้อยยกมือขึ้นทัดผมสีดำประบ่าไปไว้หลังหูอย่างแก้เก้อ จะบอกได้อย่างไรเล่า...
“ดูนั่นสิ คุณหญิงมาหาคุณนารินน่ะ”
ใจดี สาวใช้วัยเดียวกันกับนาริน หลังจากเสิร์ฟถาดคุกกี้กับน้ำชาเสร็จก็เดินเข้ามาหาเพื่อนที่อยู่ในครัวพร้อมกับพยักเพยิดไปทางห้องรับแขกสุดหรูที่ชั้นหนึ่งของคฤหาสน์
“แหม ท่านก็ต้องมาหาลูกสะใภ้แปลกตรงไหน” น้ำหนึ่ง สาวใช้วัยเดียวกันอีกคนที่ทำงานอยู่ในครัวเอ่ย
“ก็ไม่แปลกหรอก...แต่เห็นบอกว่าอยากจะอุ้มหลานเร็ว ๆ”
“จริงเหรอ คิก ๆ จะเป็นไปได้ยังไง...แค่ห้องยังแยกกันนอน”
สาวใช้ต่างนินทากันอย่างสนุกปากลับหลังเจ้านาย นารินเองก็ไม่ได้รับรู้อะไรด้วยเลย
“ดูท่าคุณวีจะไม่สนใจว่าที่เจ้าสาวคนนี้เลยนะ หมั้นหมายกันแล้วแท้ ๆ”
“นั่นสิ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น แยกห้องนอนกันทั้งที่อยู่เรือนหอเดียวกันเนี่ยนะ แบบนี้จะได้แต่งมั้ย?”
“ไม่รู้สิ...บางทีงานแต่งอาจจะล่มก็ได้นะ”
สาวใช้นินทาอย่างสนุกปาก อีกคนก็กำลังทำอาหารอยู่ในครัว ส่วนอีกคนก็เอาถาดคุกกี้เข้ามาเก็บ
บรรยากาศในห้องรับแขกยังคงเต็มไปด้วยความกดดันสำหรับนาริน
คืนนี้...เธอคงต้องลองหาทางให้เขาหันมาสนใจเธอบ้าง
ในช่วงกลางคืน ในห้องนั่งเล่นชั้นล่าง แสงไฟโทนอุ่นสว่างแต่กลับไม่ให้ความอบอุ่นแก่หัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งเลย
นารินนั่งอยู่ตรงโซฟายาวด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม…รอยยิ้มที่ตั้งใจแต่งให้ดูดีแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความคาดหวัง เธอจะต้องสนองความต้องการของครอบครัวของทั้งสองฝ่าย นารินเป็นเด็กดีและเชื่อฟังผู้ใหญ่มาโดยตลอด
หากแต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเชื่อฟัง...แต่เป็นใจของตัวเองที่ต้องการมัน ต้องการที่จะสร้างครอบครัวกับวีรันผู้ชายอันเป็นที่รัก
เธอใส่ชุดเดรสนอนผ้าซาตินสีพีชอ่อน ผมปล่อยประบ่านุ่มสลวย แต่งหน้าเบา ๆ อย่างตั้งใจให้ดูดีแม้เป็นคืนธรรมดา
ร่างเล็กลุกขึ้นเมื่อเห็นคู่หมั้นเดินเข้ามาในบ้าน
วีรันชายหนุ่มหน้าตาดีที่เพียบพร้อมทั้งฐานะ การศึกษา และมารยาท เขาคือคนที่เธอเลือก และทั้งสองครอบครัวเห็นพ้องกันว่าเหมาะสมกันทุกประการ
“กลับมาช้าจังเลย เหนื่อยไหมคะ?”
เสียงของนารินอ่อนโยน มือเอื้อมไปปลดเนกไทด์ของเขาอย่างแผ่วเบา วีรันเพียงยิ้มเจื่อน ๆ และก้าวถอยห่างเล็กน้อย
“ขอโทษทีนาริน ฉัน…อยากอาบน้ำก่อน”
นารินยิ้มบาง ๆ กัดริมฝีปากตัวเอง ความอึดอัดในอกมันเริ่มชัดเจนขึ้นทุกวัน
เวลาผ่านไปไม่นาน เธอพับผ้าขนหนู วางชุดนอนของเขาไว้บนเตียง ในใจยังคงเต้นแรงด้วยความคาดหวัง เธอเดินไปเปิดแอร์ ปรับไฟให้สลัวโรแมนติก หัวใจเต้นแรงเหมือนหญิงสาวที่ได้อยู่กับคนรักครั้งแรก
แม้จะไม่ได้นอนห้องเดียวกัน แต่นารินก็ตามมาปรนนิบัติเขาที่ห้อง...อีกเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะแต่งงานกัน แต่ทางบ้านให้ย้ายมาอยู่ด้วยกันได้เพราะเรื่องของเรื่องฤกษ์งามยามดี ยังไม่ได้ฤกษ์ที่จะแต่งงานตอนนี้ ผนวกกับอยากให้เด็กทั้งสองได้ใกล้ชิดและรักกันก่อนจะจัดงานแต่งงานและจดทะเบียนสมรสจริงๆ
ประตูห้องน้ำเปิดออก วีรันในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงลำลอง เดินออกมาช้า ๆ เขาดูนิ่งผิดปกติ
“นาริน…” เสียงของเขาหนักแน่นแต่แฝงความระแวงในใจ
“คะ?” เธอยิ้ม ยืดตัวเข้าไปหาด้วยความกล้าแบบผู้หญิงที่มั่นใจในความสัมพันธ์ว่านี้มันดีเลิศ เธอเป็นผู้หญิงที่ยืนเคียงข้างเขาได้อย่างไม่อายใคร
“วันนี้รินทำทุกอย่างให้วีเลยนะ” นารินฉีกยิ้มให้เขา
“อาหารเย็นก็เลือกของที่วีชอบ ผ้าห่มก็เปลี่ยนเป็นแบบที่วีใช้ประจำ หนานุ่มฟู”
“...” วีรันถึงกับนิ่งไป
“รินแค่อยากให้เราคุ้นเคยกันก่อนถึงวันแต่งงาน…”
เธอพูดพลางยื่นมือไปจับมือเขา แต่วีรันกลับ ค่อย ๆ ดึงมือออก
“โทษทีริน…แต่ฉันทำไม่ได้”
ห้องทั้งห้องเงียบราวกับโลกหยุดหมุน
“ฉันอยู่ที่นี่ได้…ในฐานะคู่หมั้น”
คำพูดของเขาทำเอานารินเงียบไป
“แต่ฉันคงนอนกับเธอไม่ได้ว่ะ”
นารินชะงัก ราวกับเสียงในหูดับลง
“วี…วีหมายความว่ายังไง?”
น้ำเสียงเธอเริ่มสั่น รอยยิ้มเริ่มจางหายไปทีละนิด
“ฉันไม่ได้รักเธอนาริน…แล้วก็ไม่เคยรัก”
ประโยคนั้นเหมือนเข็มพันเล่มแทงเข้ากลางอกเธอ
น้ำตาปริ่มขอบตา ความจริงที่เธอพยายามหลอกตัวเองมาตลอดกำลังถูกเปิดโปง
“แล้ววีรักใคร…ดาหลางั้นเหรอ?” เธอถามเสียงสั่นเครือ
“วียังรักเธออยู่ใช่ไหม?” ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไรเลย ดูจากสายตาของวีรันก็พอมองออกว่าคิดอะไรกับดาหลาเพื่อนสนิทของเธอ
วีรันเงียบ…แต่นั่นคือคำตอบ นารินทรุดตัวลงบนเตียงมือทั้งสองข้างกำผ้าปูแน่นจนสั่น
“นั่นเพื่อนสนิทรินนะ…วีไม่ควรคิดแบบนั้นกับดาหลา”
นารินเสียงเริ่มสั่น
“แล้ววีก็ไม่ควร…ไม่ควรเห็นรินเป็นแค่สะพานเชื่อมไปหาเธอ…”
“ฉันพยายามแล้วนาริน ฉันพยายามจะลืมดาหลา แต่ฉันทำไม่ได้”
วีรันเว้นเสียง ก่อนจะพูดต่ออย่างหนักใจ
“ต่อให้เราแต่งงานกัน ฉันก็ไม่มีวันรักเธอได้แบบที่เธอควรได้รับ”
เสียงสะอื้นดังขึ้นในห้องที่ควรเป็นห้องแห่งความรักแต่มันกลับเป็นห้องของ ความจริงอันเจ็บปวด
“แล้วเราจะอยู่กันไปแบบนี้เหรอ?” นารินถามเสียงสั่น
“ถ้าเธอถาม ฉันก็คงต้องตอบว่า...ใช่”
นารินหลับตาพริ้ม ปล่อยน้ำตาไหลรินอาบลงแก้ม
ความทุกข์ระทมนี้...อยากให้มันหายไปเหลือเกิน
เช้าวันต่อมา
วีรันออกไปทำงานที่ฟาร์ม เห็นว่าจะไปดูฟาร์มปูและเตรียมพื้นที่สำหรับเลี้ยงเพิ่ม ทั้งยังต้องตรวจเช็คบ่อ ส่วนนารินก็ต้องนั่งอยู่ที่ห้องรับแขกเพียงคนเดียวพร้อมกับน้ำผลไม้และข้าวต้มที่ถูกนำมาเสิร์ฟยังห้องอาหาร
“อาหารเช้ามาแล้วค่ะคุณนาริน” ใจดียกถาดมาให้เจ้านายสาว
“ขอบใจจ้ะ”
หลังเสิร์ฟเสร็จยกถาดแนบอกและก้มหัวเล็กน้อย สาวใช้ที่นี่มีอยู่ทั้งหมดสามคน เป็นคนเก่าแก่ของตระกูลวิรันดำรงกุล ป้าอุ่น หญิงวัยห้าสิบหกปี และ น้ำหนึ่ง ใจดี สาวใช้อายุยี่สิบหกปีซึ่งรับเข้ามาทำงาน อายุรุ่นราวคราวเดียวกับนาริน
“อยากรับอะไรเพิ่มเติมมั้ยคะคุณนาริน?”
ใจดีที่เป็นคนยกมาเสิร์ฟถามพร้อมรอยยิ้ม
“ไม่เป็นไรจ้ะ... เท่านี้ก็พอแล้ว”
ก้มหัวให้นิด ๆ ก่อนที่จะเดินถือถาดและเจอน้ำหนึ่งที่กำลังเตรียมเครื่องดูดฝุ่นสำหรับทำความสะอาดชั้นสอง
“เป็นยังไงบ้าง ยกอาหารไปให้คุณรินแล้วเหรอ?” น้ำหนึ่งหันไปถาม
“อื้ม เรียบร้อย”
“สงสารเหมือนกันเนาะ คุณวีไม่สนใจเลย ออกก็เช้ากลับก็ค่ำ”
“ทำไงได้ล่ะ คงไม่ได้รักกันล่ะมั้ง แกก็รู้นี่น้ำหนึ่งว่าพวกคนรวยชอบจับลูกมาแต่งงานกัน”
“โอ๊ยใจดี ถ้าเป็นฉันนะฝืนใจตายต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก”
“แหม แต่นี่ระดับคุณวี ผู้บริหารหนุ่มมาดหล่อหน้าตี๋อย่างกับพระเอกเกาหลีแห่งบริษัทวิรันดำรงกุลที่ส่งออกอาหารทะเลทั้งในและนอกประเทศ ใครไม่อยากแต่งด้วยก็บ้าแล้ว”
“ก็จริง...” สาวใช้ยืนคุยกันเรื่องเจ้านายจนป้าอุ่นผู้ควบคุมดูแลความเรียบร้อยภายในบ้านต้องเดินมาดุจนทำให้ต้องสลายตัวแยกย้ายกันไปทำงาน
เวลาต่อมา
ทางด้านของวีรัน เขามาทำงานที่ส่วนของฟาร์มปูในวันนี้ หน้าที่แต่ละส่วน แต่ละฟาร์ม ของบริษัทวิรันดำรงกุลมีอยู่มากต้องแบกเป็นแยกย่อยว่าวันไหนจะไปส่วนไหน สำหรับวันนี้ต้องเคลียร์เรื่องบ่อสำหรับเพาะเลี้ยงและจะรับพันธุ์ปูเข้ามาในวันนี้
“อันนี้เป็นเอกสารของทางบริษัทที่จะมอบพันธุ์ปูให้กับเราครับคุณวี”
คิม ผู้ช่วยของวีรันเดินมาพร้อมกับเอกสารในมือ วีรันพยักหน้าเล็กน้อยรับเอกสารมาพิจารณาดูพร้อมกับจรดปากกาเซ็นต์ ในตอนนี้เขายืนอยู่บริเวณหน้าบ่อปูที่ต้องตรวจเช็คสภาพน้ำพร้อมสำหรับการเพาะพันธุ์
“เป็นยังไงบ้างครับชีวิตหลังการหมั้น คุณนารินสนิทกับคุณวีมานาน เป็นคู่ที่เหมาะสมกันทุกอย่างเลยจริงๆ”
คิมยังอดเอ่ยปากชมไม่ได้ แต่ปากกาที่จรดเซ็นต์เอกสารอยู่ก็ชะงักกึกลงด้วยมือของวีรัน ความหนักหน่วงในใจถาโถมเข้ามา
เขาไม่ได้อยากใจร้ายกับนาริน เพราะอย่างไรก็เคยเป็นเพื่อนสนิทกัน
หากแต่ตั้งธงเอาไว้แล้วว่าจะไม่มีทางหลับนอนกับเพื่อนสาวคนนี้
“สถานะที่ให้นารินได้...ก็แค่เพื่อนสนิทเท่านั้น”
เขาพูดกับคิมตามตรง คิมเองก็เป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกัน แม้ตอนนี้จะอยู่ในบทบาทลูกน้อง แต่แค่มองตาก็เข้าใจกันได้ในทันที
“อย่าพูดอย่างนั้นไปเลยคุณวี นารินรักคุณมาก... ไม่มีใครรักคุณวีได้เท่ากับนารินอีกแล้ว”
ได้ยินแบบนั้นวีรันส่ายหน้าเล็กน้อย
“งั้นก็ปล่อยให้เธอรักอยู่ฝ่ายเดียว... เพราะฉันจะไม่มีวันรักนาริน”
