Chapter 3 งานหมั้น
Chapter 3
งานหมั้น
หลายเดือนต่อมา
แม้ว่าใจจะเคลือบแคลงว่าเหตุใดเพื่อนสนิทชายที่ถอนหมั้นไปตั้งแต่เธอเรียนมหาวิทยาลัยถึงกลับมา แต่นารินก็เลือกที่จะสานสัมพันธ์ต่อโดยไม่สนใจว่าอนาคตเธออาจจะเจ็บ
ท้องฟ้ายามเช้าแจ่มใสเหมาะแก่พิธีมงคล คฤหาสน์หรูของตระกูลชมลวรวรรณเต็มไปด้วยแขกเหรื่อผู้คน ขบวนรถหรูทยอยเคลื่อนเข้าสู่ประตูรั้วด้านหน้า
เสียงดนตรีไทยบรรเลงคลอเบา ๆ ขณะที่เหล่าแขกผู้มีเกียรติในชุดผ้าไหมและชุดสูทราคาแพงเดินเข้าสู่เรือนรับรองด้านใน บริเวณกลางสวนถูกตกแต่งด้วยซุ้มดอกไม้สีขาวทอง ล้อมรอบด้วยผ้าม่านโปร่งพริ้วไหวและแชนเดอเลียระย้าขนาดใหญ่
กลิ่นดอกมะลิและดอกพุดหอมละมุนลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
วันนี้คือวันหมั้นของนารินและวีรัน
บุตรสาวคนเล็กของบ้านชมลวรวรรณ กับ วีรัน ว่าที่เจ้าบ่าวหนุ่มหล่อผู้เพียบพร้อม
พิธีเช้าแบบไทยจัดเต็มตามธรรมเนียม ทุกอย่างดูสมฐานะและสมบูรณ์แบบ…ราวกับภาพฝันในนิยายที่มีพระเอกและนางเอก
“แม่คะ...หนูสวยหรือยัง?” นารินถามผู้เป็นแม่เก้อ ๆ กัง ๆ เคยยืนหลบอยู่ที่มุมมองของคฤหาสน์
“สวยสิลูก ลูกสาวแม่สวยที่สุด มั่นใจหน่อย... ลูกคือเจ้าสาวของลูกชายตระกูลวิรันดำรงกุลเลยนะ”
นารินทำได้เพียงยิ้มซีดเซียว ก็ว่าที่เจ้าบ่าวของเธอคือวีรัน อดีตหนุ่มฮ็อตประจำโรงเรียน เธอเป็นเพียงหญิงสาวตาธรรมดาไม่ได้มีอะไรโดดเด่น จะให้มั่นใจได้อย่างไรกัน
ในฟากหนึ่งของสวนที่ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้ เมื่อชนินทร์และดาหลาเดินเข้าสู่งานพร้อมกัน เธอควงแขนแกร่งนั้นเอาไว้แน่นราวกับเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ทุกสายตาก็หันขวับมามองที่ทั้งคู่
ดาหลาอยู่ในชุดผ้าไหมเรียบหรูสีชมพูอ่อน ดูสวย หวาน ราวกับนางในวรรณคดี เส้นผมเกล้าเรียบเป็นมวยต่ำแต่งด้วยปิ่นเงิน
ข้างกายเธอคือ ชนินทร์ ที่สวมสูทสีกรมท่าเนี๊ยบกริบ เดินมาอย่างมั่นใจ เปี่ยมด้วยมาดผู้บริหารของชมลวรวรรณ ทั้งเก่ง รวย เพอร์เฟ็กต์ หญิงใดมองก็ต่างหมายปอง ใครจะคิดว่าคนเพียบพร้อมเฉกเช่นเขาจะเลือกหญิงข้างกายคือดาราที่มีคลิปฉาวว่อนเมือง แม้จะมีการแถลงข่าวออกมาก็ยังไม่อาจลบล้างภาพจำนั้นไปได้เสียทั้งหมด
สิ่งนั้นเรียกสายตาจากคนทั้งงานได้ ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมานารินพัฒนาความสัมพันธ์กับวีรัน
ส่วนเพื่อนรักของเธอก็มีความสัมพันธ์กับพี่ชาย สถานะดาหลาเป็นเพียงสาวรับใช้ กับพี่ชายของเธอที่เป็นถึงผู้บริหารหนุ่ม แน่นอนว่าได้รับการคัดค้านอย่างล้นหลาม
แต่นารินนั้นรู้สึกอุ่นใจที่อย่างน้อยผู้ชายที่ดาหลาเลือกก็คือพี่ชายของเธอ...ไม่ใช่วีรัน ผู้ชายที่เธอรัก
เสียงซุบซิบเริ่มดังจากกลุ่มแขกในมุมต่าง ๆ แม้จะพูดเบา ๆ แต่ก็ชัดเจนในใจดาหลา
‘นั่นน่ะเหรอ ดาหลา…ดาราตกอับที่เป็นข่าว’
‘เคยเป็นเด็กในบ้านนี้ไม่ใช่เหรอ คุณนิราเคยอุปการะไว้’
‘แล้วกลายมาเป็นผู้หญิงของคุณชนินทร์เนี่ยนะ?’
‘น่าสมเพช…ไม่รู้จักข้าวแดงแกงร้อน กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา’
เสียงหัวเราะเบา ๆ จากกลุ่มสตรีสูงวัยดังต่อเนื่อง
บางคนแกล้งพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ราวกับตั้งใจให้ได้ยิน
‘ฉันล่ะเสียดายชนินทร์จริง ๆ ทั้งหล่อ รวย เพอร์เฟกต์ขนาดนั้น ทำไมไปหลงผู้หญิงต่ำ ๆ แบบนั้น’
นารินตอนนี้ถูกส่งตัวมาทำพิธีร่วมกับวีรันเพื่อให้งานหมั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่สีหน้าของวีรันดูอย่างไรก็รู้ว่าเขาไม่ได้เต็มใจกับการหมั้นในครั้งนี้
สายตาคมคายคู่หล่อเหลาจับจ้องเพียงสิ่งเดียว
ดาหลา
ด้านในงานพิธี
ภายในตัวคฤหาสน์มีแบล็คดรอปหรูหราตกแต่งด้วยฉากหลังสีครีมอ่อนพิมพ์ลายทองเมทัลลิกวิบวับ เพิ่มมิติด้วยผ้าม่านโปร่งสีขาวไล่ระดับ แชนเดอเลียร์คริสตัลเล็กระย้าเหนือศีรษะ ด้านหน้าวางโซฟาหลุยส์ทรงโค้ง หุ้มกำมะหยี่สีขาว ขอบไม้แกะสลักสีทองอ่อน ข้างโซฟามีแจกันดอกไม้สีขาว ครีม และทอง จัดอย่างปราณีต ปูพรมพื้นสีทองอ่อนเนื้อแน่น
พิธีหมั้นเริ่มต้นขึ้นอย่างงดงาม
นารินในชุดไทยสีทองอ่อนยิ้มหวานขณะนั่งเคียงข้างวีรัน ทั้งสองดูเหมาะสมกันในทุก ๆ ด้าน
หากแต่ใจสองหนุ่มสาวกลับไม่อยู่ตรงนี้เลย
เพียงเริ่มต้นหมั้นวันแรกนารินก็ทุกข์ใจที่วีรันเอาแต่สนใจผู้หญิงคนอื่น
เมื่อไหร่กันนะ... เมื่อไหร่วีจะหันมามองเราบ้าง
บรรยากาศอบอวลไปด้วยความปลื้มปรีติของแขกผู้ใหญ่ แต่แล้วกล้องจากสื่อท้องถิ่นและแขกหลาย ๆ คนหันไปเก็บภาพและสนใจ ชนินทร์กับดาหลาอีกครั้ง
เสียงซุบซิบก็ลุกลามต่อไม่หยุด
‘ลูกชายบ้านนี้พาเมียน้อยมางานลูกสาวตัวเองเลยเหรอ?’
‘แหม เมียน้อยเหรอคะ ก็เห็นว่ายังไม่แต่งงานนะ’
‘มีคู่หมั้นแล้วนะคุณชนินทร์น่ะ แบบนี้ยัยดารานั่นก็ไม่ต่างจากเมียน้อยหรอก’
แน่นอนว่าเจ้าบ่าวอย่างวีรันได้ยินเต็มสองหู เขาแทบอยากจะลุกจากเก้าอี้ที่กำลังรดน้ำสังข์ แต่นารินก็หันไปจับจ้องมองหน้าเขาแล้วจับแขนไว้พร้อมกับส่ายหน้าเบา ๆ เป็นสัญญาว่าไม่ให้ไป
ไม่ใช่ว่าไม่ห่วงเพื่อน...หากแต่หน้าตาของครอบครัวจะต้องไม่มีจุดให้ใครนินทาได้อีก แค่เรื่องระหว่างพี่ชายตัวเองกับสาวใช้ในคฤหาสน์มันก็หนักมากแล้ว หากมีคนรับรู้ว่าเจ้าบ่าวของเธอหลงรักดาหลาเข้าอีกคงจะงามหน้ากันไปทั้งตระกูล
หลังพิธีหมั้นยามเช้าผ่านไป
แขกเหรื่อทยอยกลับ เสียงหัวเราะเริ่มจางหายไปพร้อมกลิ่นดอกไม้ที่โรยรายอยู่ทั่วสวน
“ดาหลา...อย่าคิดมากนะ”
นารินยิ้มให้เพื่อนรัก ตอนนี้ดาหลามาช่วยเธอเก็บกล่องของขวัญในงานหมั้นเข้าสู่ห้องในคฤหาสน์เพื่อเตรียมให้คนรถขนย้ายเข้าเรือนหอ
“อื้ม...ไม่คิดอะไรหรอก คนเราอยากจะพูดอะไรก็พูดได้” ดาหลายิ้มให้เพื่อน เป็นสัญญาณว่าเธอนั้นโอเคดี
ผ่านไปสักระยะ ดาหลายืนอยู่เงียบ ๆ ริมผนังด้านใน พยายามกลมกลืนกับผนังลายวอลเปเปอร์สีครีม เธอเพิ่งช่วยเก็บกล่องของขวัญกับนารินเสร็จ
จังหวะนั้นเองที่แม่ของชนินทร์หรือ คุณหญิงนิรา ก้าวเข้ามาหาเธอ นิราสวมชุดผ้าไหมสีครีมตัดกับไข่มุกห้อยคอ เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ผมถูกยีขึ้นตีกระบังลม ใบหน้าที่แม้จะอายุมากแต่ยังเห็นแววความสวย แววตาคุณนิราดูคมเฉียบ หญิงสาวผู้มีอำนาจในบ้านหลังนี้อย่างที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากท้วง
“ดาหลาจ๊ะ” เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น
“คะคุณหญิง...” เธอหันตอบเสียงแผ่ว ตอนนี้ชนินทร์ติดภารกิจ คุณลุงที่เป็นหุ้นส่วนลากตัวไปคุยเพราะพบกันในงานหมั้นจึงคุยกันติดลมยาว
“มีเวลาสักครู่ไหม?”
“แม่คะ...ดาหลาช่วยหนูเก็บกล่องของขวัญอยู่”
นารินท้วง พยายามช่วยเพื่อน แต่ก็รู้ว่ายากมากที่จะขัดแม่ตัวเองได้ ตอนนี้วีรันก็ไปส่งแขกเหรื่อคนสนิทกลับบ้านอยู่
“นาริน...คนใช้มีหลายคน ดาหลาไม่ใช่คนใช้อีกแล้ว หรือลูกลืมจ๊ะ?” คำตอบของมารดาทำเอานารินหน้าเสีย
ดาหลาหันไปมองหน้าเพื่อนแล้วส่งสัญญาณว่าไม่เป็นอะไร เธอโอเค
ในที่สุดดาหลาก็ยอมเดินตามหลังคุณหญิงนิราผู้แสนจะมีบุญคุณท่วมท้นสำหรับเธอ
ส่วนนารินได้แต่จับจ้องมองอยู่ไกลๆ ไม่อาจช่วยเพื่อนได้มากกว่านี้อีกแล้ว แก้ตัวอะไรไปก็พาลจะมีปัญหากับครอบครัว
“จะไปกันหรือยัง?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น นารินที่อยู่ในชุดไทยเจ้าสาวหันไปจับจ้องมองคนที่เดินมาจากด้านหลังก็คือวีรัน ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งจะส่งแขกคนสำคัญกลับบ้านเสร็จ
“อื้ม ของขวัญที่ได้รับมาเดี๋ยวให้คนรถยกไปขึ้นรถ”
“อืม..” วีรันตอบรับเสียงเรียบ
รถลิมูซีนคันหรูรับคนทั้งคู่ไปยังเรือนหอซึ่งทางตะกูลวิรันดำรงกุลมอบที่ดินให้และสร้างเรือนหอขึ้นบนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ สวนกว้างสุดลูกหูลูกตาแสดงถึงความร่ำรวยของวิรันดำรงกุล
เสียงล้อรถบดกับกรวดละเอียดหน้าคฤหาสน์ดังแผ่ว ๆ
คฤหาสน์หลังสีขาวขนาดใหญ่ มีหลังคาสีน้ำเงิน ตั้งตระหง่านอยู่กลางสวนเขียวขจีบนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ ใกล้แนวเขาและแม่น้ำของทางภาคใต้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้นานาพรรณลอยมากับสายลม ตัดกับบรรยากาศเย็นชาในรถหรูที่เพิ่งจอดสนิท
เสียงเปิดประตูรถดังเบา ๆ ก่อนที่นารินจะก้าวลงมา
รองเท้าส้นสูงของเจ้าสาวสัมผัสพื้น สายตาเธอกวาดมองเรือนหอหลังใหม่ บ้านหลังใหญ่ที่ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่
แต่กลับไม่อบอุ่นเลยสักนิด…
เขาก้าวลงจากรถอีกฝั่งอย่างเฉยชา ใบหน้าเรียบนิ่งไม่มีอารมณ์ร่วม สายตาไม่แม้แต่จะมองเธอ
“ห้องเธออยู่ฝั่งขวา ชั้นสอง” เขาเอ่ยอย่างเย็นชาและห่างเหิน
“ไม่ต้องยุ่งกับฉันถ้าไม่มีเรื่องจำเป็น”
นารินชะงัก สะกดกลืนก้อนบางอย่างในลำคอลงไปเงียบ ๆ
“อื้ม…เข้าใจแล้วล่ะ” เธอตอบแผ่วเบา
เขาก้าวเดินนำขึ้นไปชั้นสองโดยไม่รอ เธอเดินตามเงียบ ๆ พลางทอดตามองดอกไม้งามที่ปลูกเรียงรายตามทางเดิน ไม่แน่ใจว่าเป็นเธอเองหรือดอกไม้กันแน่ที่กำลัง ถูกวางไว้เฉย ๆ เพียงเพื่อให้ดูดีประดับบารมี
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในคฤหาสน์ ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ เฟอร์นิเจอร์หรูหรา แต่ทุกความสมบูรณ์นั้น ยิ่งทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยว…
เขาหยุดเดิน หันมาทางเธอเพียงเล็กน้อย แววตาเรียบเฉย ไม่แม้แต่จะหลบซ่อนความรำคาญ
“อย่าคิดว่าการหมั้นครั้งนี้จะมัดตัวฉันไว้ได้ แค่ทำตามหน้าที่ที่ตกลงกันไว้”
เขาเงียบไปขณะนึงก่อนจะพูดต่อ
“อย่ายุ่งกับชีวิตฉัน แล้วเราจะอยู่กันได้โดยไม่มีปัญหา”
จากนั้นเขาก็หันกลับ เดินขึ้นชั้นบน ทิ้งเธอไว้กับห้องโถงกว้างที่แสนโดดเดี่ยว
เธอพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา…
“นี่มันเป็น…ชีวิตคู่ของฉันจริง ๆ เหรอ?”
