Chapter 15  ถอยกันคนละครึ่ง
Chapter 15
ถอยกันคนละครึ่ง
เวลาเที่ยงคืนกว่า เรือนหอของนารินและวีรัน
ขาแกร่งก้าวยาว ๆ มาที่ชั้นสอง ในเวลานี้สาวรับใช้ต่างหลับใหลกันหมดแล้วเพราะเป็นเวลายามราตรีที่เงียบสงัด แต่เมื่อก้าวเข้ามา ทางเดินตามคฤหาสน์ไฟสีส้มอ่อนยังคงถูกเปิดเอาไว้
หัวใจอันหนักหน่วงของชายหนุ่มยังคงสับสนและว้าวุ่นเมื่อนารินเงียบหายไป เขาก้าวเท้าเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องนอนของตัวเอง เสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมสามสี่เม็ดหลุดลุ่ยพร้อมกับนิ้วมือที่ถือเสื้อสูทตัวนอกเอาไว้
“นี่กู...เป็นอะไรวะเนี่ย” เขาสับสนกับตัวเอง คิดจะเข้าห้องแต่มือกลับไม่ยอมยื่นไปเปิดกลอนเสียที หางตามันเอาแต่ชำเลืองมองห้องนอนอีกด้านซึ่งอยู่คนละปีกของคฤหาสน์ ห้องนอนของนาริน...ที่ซึ่งเขาไม่เคยคิดเยื้องย่างกายเข้าไป
“นี่กูแคร์ยัยนั่นเหรอ หึ บ้า” วีรันแค่นหัวเราะกับความคิดบ้า ๆ ของตัวเอง นารินตามบอกรักเขามาตั้งแต่ตอนมัธยมปลาย จนนี่อายุยี่สิบกว่าจะสามสิบเข้าครึ่งคนแล้ว จะมารักกันอะไรตอนนี้ เขาไม่มีทางรักนาริน...ไม่เลย
ทั้งที่พร่ำบอกกับตัวเองอย่างนั้น แต่แทนที่จะเปิดประตูเข้าไปในห้องตัวเอง เท้ากลับไม่รักดีก้าวไปทางห้องนอนอีกด้านของคฤหาสน์เสียแทน เขาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของนาริน บริเวณรอบ ๆ มีโคมไฟติดผนังดวงเล็กสีส้มอ่อนเสริมสร้างบรรยากาศให้ภายในคฤหาสน์สว่างไสวตลอดเวลา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก ไม่ทันที่จะได้คิดอย่างอื่น มือของเขากลับยกขึ้นเคาะประตูห้องนอนของเธอซะอย่างนั้น
“นาริน อยู่ในนั้นหรือเปล่า”
ภายในห้องเงียบ ไร้เสียงตอบรับ...คาดว่าเธอคงจะนอนหลับไปแล้ว
“นาริน!!” เขาเรียกชื่อเธอเสียงดังขึ้นมาอีกหนึ่งระดับหวังให้หญิงสาวตอบ เขาไม่ได้เจอหน้าเธอมาตั้งแต่เมื่อวานเย็น
“รินต้องการพักผ่อน วีกลับไปที่ห้องตัวเองเถอะ” นารินตอบออกมาเสียงแผ่วเบาแต่ก็พอที่จะทำให้วีรันได้ยิน
เขาได้ยินเสียงของเธอตอบออกมา พอจะรู้ว่าตอนนี้เธอยังมีชีวิต ไม่ได้ล้มหายตายจาก แต่น้ำเสียงก็ดูปกติแล้วทำไมจึงหลบหน้าหลบตาเขา วีรันคิดไม่ตก แต่ก็เลือกที่จะไม่ถาม เมื่อได้ยินเสียงเธอตอบกลับมาเช่นนั้นเขายืนนิ่งอยู่ชั่วครู่
แต่ท้ายที่สุดก็เลือกที่จะเดินออกมาแล้วกลับเข้าไปยังห้องของตัวเองไม่คิดชวนคุยต่ออีก เขาไม่เคยต้องเป็นฝ่ายตามง้อนารินมีแต่นารินเป็นฝ่ายตามง้อเขา
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอโกรธกันเรื่องอะไร..แต่ที่แน่ ๆ คงไม่ใช่ป่วย นารินพยายามที่จะหลบหน้าและไม่คุยกับเขา จากที่ปกติจะคอยแชทหาว่าอยากทานอะไร กลับบ้านกี่โมง ในตอนนี้ไม่มีแล้ว
วีรันกระชากกระดุมเสื้อออกจนหลุดลุ่ย ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงขนาดคิงไซส์หนานุ่มที่พร้อมรับร่างแกร่งให้หลับสบายตลอดชั่วยามราตรี
“บ้าเอ้ย!” หัวเสียกับตัวเอง ทิ้งตัวลงกับเตียงแล้วแอ่นตัวไปด้านหลัง ทำไมไม่มีอะไรได้ดั่งใจสักอย่าง...สับสนหัวใจตัวเองเหลือเกินว่าช่วงนี้เขาเป็นอะไรกันแน่
หรือเขากำลัง...ตกหลุมรักนาริน?
ทางด้านของนาริน
หญิงสาวนอนอยู่บนเตียง กอดตัวเองไว้แน่น เขารับรู้ได้ว่าวีรันไม่เคยรักตัวเองเลย เอาแต่พูดถึงดาหลา เธอต้องการที่จะถอยออกมา...ถอยออกมาเป็นตัวของตัวเอง เลิกเดินตามวีรันได้แล้วเพราะเขาไม่เคยสนใจหรือรักเธอสักนิด
“ฮึก ๆ ทำไมตัดใจจากวี... มันยากอย่างนี้นะ”
สำหรับนารินแล้วมันยากมาก เธอจะต้องตัดใจจากเขา ทั้งที่หลงรักอยู่เนิ่นนาน แต่ถึงเวลาแล้วที่นารินควรตัดใจสักที
เธอคิดทบทวนอยู่หลายครั้งจนในที่สุดก็ได้คำตอบกับตัวเอง
“ไม่ต้องห่วงหรอกนะว่ารินจะผูกมัดวีเอาไว้เพราะเรื่องของทางบ้านเรา ริน...จะไม่แต่งงานกับวี” นารินพูดพึมพำกับตัวเอง เธอตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว คนตัวเล็กกอดตัวเองแน่นบนเตียงกว้างใหญ่ ไร้ซึ่งร่างแกร่งของว่าที่สามีอย่างที่ควรจะเป็น
หลายวันต่อมา
บรรยากาศของคู่สามีภรรยายังคงกดดัน และวันเสาร์ที่ตั้งใจจะไปเกาะชมลวรวรรณกับคิม วีรันก็เลื่อนออกแล้วตัดสินใจไม่ไปแม้ว่าดาหลาหญิงสาวที่เขารักจะยังไม่ตอบแชทกลับมาเลยก็ตาม โทรไปก็ไม่รับ เขายกเลิกทุกอย่างเพียงเพราะ...นาริน
บริษัทวิรันดำรงกุลเต็มไปด้วยพนักงานมากหน้าหลายตา วันนี้เองวีรันก็เข้ามาทำงานตามปกติ คิมซึ่งเป็นเลขานั่งอยู่ที่โต๊ะของเลขาภายในห้องทำงานของประธานบริษัทอย่างวีรัน เขารู้สึกโล่งใจที่อย่างน้อยเจ้านายก็ไม่ไปที่เกาะนั่น ถือว่าเป็นการไว้หน้าคุณชนินทร์เจ้าของเกาะและยังเป็นพี่ชายของนาริน
แม้จิตใจจะพยายามมุ่งมั่นกับงานตรงหน้าหากแต่คิดฟุ้งซ่านไปถึงเรื่องของนาริน ช่วงนี้เธอเปลี่ยนไป ไม่เห็นหน้าค่าตามาหลายวัน กลับไปถึงบ้านน้ำหนึ่งและใจดีก็แจ้งว่านายหญิงทานข้าวเย็นตั้งแต่ห้าโมงและขึ้นนอนแล้ว มันเป็นแบบนี้มาหลายวัน
“เป็นอะไรไปครับคุณวี ช่วงนี้เหม่อบ่อย มีเรื่องเครียด ๆ หรือเปล่า”
คิมที่กำลังดูคิวงานของเจ้านายในไอแพด เหลือบตามองก็เห็นวีรันที่นั่งพิงเหยียดตัวอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำราคาแพงหมุนไปมาพร้อมกับยกมือขึ้นเกาคาง ท่าทางเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“เปล่า ไม่มีอะไร” เขาเลือกที่จะปฏิเสธทั้งที่ในใจมันว้าวุ่นจนหาอะไรมาเปรียบไม่ได้
“แต่ท่าทางของคุณวีเหมือนมีอะไรอยู่ในใจ”
“บอกว่าเปล่า”
วีรันปฏิเสธไม่คิดจะอธิบายขยายความอะไรให้ลูกน้องฟัง ทำงานไปเขาก็เหลือบมองมือถือไป ทุกอย่างมันไม่ปกติอย่างที่ควรจะเป็น
[นาริน : ใกล้จะเที่ยงแล้วอย่าทำงานหนักมากนะคะ]
[นาริน : หิวข้าวหรือยัง ให้รินเข้าไปหาที่บริษัทไหม]
[นาริน : อยากได้ข้าวกล่องหรือเปล่า รินจะทำเข้าไปให้]
[นาริน : เที่ยงนี้ไปทานข้าวข้างนอกด้วยกันมั้ยคะ]
นี่คือข้อความตามปกติที่นารินมักจะทักมาพูดคุยกับเขา ถึงแม้ว่าเขาจะอ่านไม่ตอบหรือบางทีก็ไม่อ่านเลย มีน้อยครั้งมากที่วีรันจะตอบกลับข้อความของว่าที่ภรรยาสาว เธอเองก็รู้ดีแต่ขยันตามตื๊อเสียเหลือเกิน นารินเป็นฝ่ายไล่ตามเขามาตั้งแต่ที่เธอรู้ตัวว่าแอบหลงรักเขา
สร้างความน่ารำคาญใจให้กับวีรันเป็นอย่างยิ่ง แต่ทำไมตอนนี้...พอขาดนารินไป เธอเงียบหายไปแล้วหลบหน้า มันทำให้วีรันปวดใจจนไม่เป็นอันทำอะไรเลย
นั่งเซ็นต์เอกสารไปก็คิดถึงหน้าของว่าที่ภรรยาสาวไป มือกำแน่นพร้อมกับบีบปากกา ปลายปากกาจรดลงบนเอกสารหากแต่ใจไม่ได้อยู่ตรงนี้...มันคิดถึงแต่นาริน
บ้าชิบ ทำไมต้องมากวนใจด้วยวะ
วีรันทนไม่ไหวอีกต่อไป คว้ากุญแจรถแล้วเดินออกจากห้องทำงานทันที คิมที่ในวันนี้เข้ามานั่งภายในห้องทำงานเจ้านายด้วย โดยประจำที่โต๊ะทำงานเลขา คิมรีบเดินตามหลังวีรันออกมา
“จะไปไหนคุณวี ไม่ทำงานเหรอ วันนี้ยังมีงานต้องเคลียร์นะครับ”
คิมทำหน้าที่เป็นเลขาที่ดี คอยควบคุมการทำงานของเจ้านาย คุณผู้ชายอนาวินและคุณผู้หญิงพิยดาฝากเขาดูแลวีรัน
“จะกลับบ้าน”
“กลับบ้านเวลานี้? แปลก”
แม้สถานะในการทำงานอาจจะเป็นเจ้านายกับลูกน้อง แต่ในสภาวะปกติทั้งคู่ก็เปรียบเสมือนเพื่อนกัน
“มีธุระต้องกลับไปทำ”
“แล้วงานล่ะคุณวี”
“จัดการได้เลย ถ้ามีอะไรสำคัญก็โทรมา”
“ครับคุณวี” ท้ายที่สุดคิมก็ไม่อาจขัดผู้เป็นนาย คิดว่าคงมีธุระด่วนจึงต้องกลับบ้าน เพราะฉะนั้นคิมจึงไม่คิดเซ้าซี้ บางทีเจ้านายอาจจะอยากกลับไปกอดภรรยาก็ได้ คิมคิดในใจแล้วขำออกมาแผ่ว ๆ
ช่วงพักกลางวัน
ส้มหวานที่เดินประสานงานไปแผนกนั้นทีแผนกนี้ที โดยที่โต๊ะทำงานของเธอถูกตั้งอยู่หน้าห้องของท่านประธาน ส่วนโต๊ะของคุณเลขาคิมอยู่ภายในห้องเจ้านาย แต่คิมเองก็ไม่ค่อยได้อยู่โต๊ะนัก งานของเขาอาจจะต้องเดินเคลื่อนที่เสียมากกว่า โดยมีส้มหวานคอยเดินตามหลัง
“คุณวีไปไหนคะ?” เมื่อเข้ามาภายในห้องตั้งใจว่าจะไปทานข้าวกับผู้เป็นนาย ส้มหวานมองไปทางซ้ายมองไปทางขวาแต่ก็ไร้ซึ่งเงาของร่างแกร่ง สายตาคู่สวยมาหยุดอยู่ที่เลขาหน้าหล่อร่างสูงกำยำกว่า 185 เซนติเมตร ผิวขาวตาคม คิมช่างดูดีไม่ต่างจากวีรันเลย เพียงแต่สถานะเป็นแค่เลขาแตกต่างจากวีรันที่เป็นถึงประธานบริษัท
“คุณวีกลับบ้านไปแล้ว”
“กลับบ้าน? คุณจะบ้าเหรอคุณคิม เวลาทำงานแถมปกติวีรันจริงจังกับงานมากนะ จะกลับบ้านได้ยังไง งานลูกค้าก็ยังรออยู่”
ส้มหวานไม่อยากจะเชื่อที่คิมพูด เธอถลึงตาใส่คิมอย่างไม่จำเป็นต้องคีพลุคใด ๆ เพราะตรงนี้ไม่ได้มีวีรันอยู่ และทุนเดิมก็รู้สึกเหม็นขี้หน้าเลขาหนุ่มของวีรันมานาน
“เรื่องของเจ้านาย คุณจะไปยุ่งทำไม” คิมตอกหน้าส้มหวานไปอย่างนั้นทั้งที่ตัวเองก็เพิ่งจะถามเจ้านายไปว่าจะกลับไปทำอะไรที่บ้าน แต่เจตนาไม่เหมือนกัน... คิมรู้ว่าส้มหวานคิดไม่บริสุทธิ์
“เอ๊ะ แล้วจะมาขัดทำไมเนี่ย วีกับฉันเราเคยเป็นเพื่อนกันตอนเรียนมัธยม นายเป็นแค่เลขามีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้”
ส้มหวานจิกตามองอย่างดูถูกพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอก แม้สถานะเธอตอนนี้จะเป็นเพียงพนักงานที่ไม่ได้มีตำแหน่งดีเด่นอะไร แต่ในอดีตก็เป็นถึงลูกสาวมหาเศรษฐี
“กริยาวาจาสำรวมหน่อยเถอะส้มหวาน ผมเป็นเจ้านายคุณนะ”
คิมว่าเสียงเข้มพร้อมกับมองหญิงสาวตรงหน้าที่ยืนกอดอกหยิ่งผยองไม่มีท่าทียอมใคร
“ไม่คุยกับคุณแล้ว ฉันไปทานมื้อเที่ยงดีกว่าเสียเวลาจริง ๆ”
ส้มหวานไม่อยากจะเสียหน้าต่อ เธอหันขวับหวังจะเดินหนีออกจากห้องทำงานของประธานบริษัท แต่ก็โดนคิมยื่นมือมาจับเข้าที่ต้นแขนเล็กจนตัวเธอต้องเหวี่ยงหมุนกลับไป
“อ๊ะ! จ จะทำอะไร”
เสียงแหลมถามพร้อมกับถลึงตา คิมเลิกคิ้วขึ้นข้างนึง
“ไม่รู้หรอกว่าคุณเป็นคุณหนูผู้ลากมากดีมาจากไหน... แต่ตอนนี้จงจำไว้”
คิมเว้นเสียงและจ้องหน้าหญิงสาวอย่างเย้ยหยัน
“ตอนนี้คุณเป็นลูกน้องผม กรุณาทำตัวให้ดี... ให้สมกับเป็นพนักงานของวิรันดำรงกุล”
พูดพร้อมกับบีบเข้าที่ต้นแขนเล็กก่อนจะสะบัดปล่อยตัวเธอออก จากนั้นเขาเดินจากไปโดยไม่คิดหันมาพูดอะไรปล่อยให้ส้มหวานได้แต่มุบมิบด่าลับหลัง
“ไอ้คนบ้า บ้าอำนาจ เป็นแค่เลขาแท้ ๆ ทำตัวอย่างกับเป็นเจ้านาย จำไว้นะว่ายังไงคนอย่างนายก็ไม่มีทางเทียบวีรันได้ ไม่มีทาง!”
คุณหนูไฮโซตกอับที่พ่นคำด่าดูถูกทำเอาคิมเจ็บใจ แต่เลือกที่จะไม่ต่อความยาวสาวความยืด และไม่พูดกับส้มหวานอีก
