Chapter 10 หวังว่า...
Chapter 10
หวังว่า...
จากลูกสาวตระกูลเศรษฐีร่ำรวยอย่างส้มหวาน ในตอนนี้ธุรกิจของพ่อเธอล้มละลายลง แม้เธอจะมีดีกรีปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยดังประดับบารมีแต่ก็ไม่อาจทำให้ร่ำรวยอย่างเก่าได้
“เฮ้อ...เสื้อผ้าก็มีแต่คอลเลคชั่นเก่า ๆ ป๊านะป๊าทำไมต้องมาบริหารธุรกิจให้เจ๊งแบบนี้ด้วย
ส้มหวานที่ตอนนี้นั่งส่องกระจกอยู่ที่ห้องนอนชั้นสองของทาวน์เฮาส์เล็ก ๆ ในตัวเมืองทางภาคใต้ เธอเลือกที่จะสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวซึ่งเนื้อผ้าบางเบาพร้อมกับกระโปรงทรงเอสั้นเหนือเข่าสีแดงและรองเท้าส้นสูงเข้าเซ็ทกับกระโปรง ผมยาวสลวยไปถึงกลางหลังสีดำขลับถูกลอนให้เด้งสไตล์เกาหลี
ใบหน้าที่แม้จะสวยเซ็กซี่อยู่แล้ว แต่ยิ่งแต่งแต้มเครื่องสำอางเข้าไปก็ยิ่งทำให้ดูดีมากยิ่งขึ้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“แม่เข้าไปได้ไหมลูก?”
เสียงผู้เป็นแม่เคาะประตูดังก๊อก ส้มหวานที่นั่งส่องกระจกอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งเก่า ๆ หันไปตอบ
“ค่ะแม่”
“เป็นยังไงบ้าง... ปรับตัวได้หรือยัง”
“บ้านทาวน์โฮมสภาพเก่า ๆ แบบนี้ แม่ว่าหนูควรปรับตัวได้เร็วเหรอคะ?”
ส้มหวานเติบโตมาจากคฤหาสน์หลังโต แต่ในตอนนี้กลับต้องมาอยู่ในบ้านทาวน์โฮมซอมซ่อ สมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อเคยซื้อไว้ปล่อยเช่า สมบัติของตระกูลก็ขายล้างหนี้ไปเกือบหมดเหลือเพียงบ้านซอมซ่อหลังนี้
“ทำยังไงได้ล่ะลูก... ให้เวลาพ่อเขาหน่อยนะ ตอนนี้พ่อเองก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ”
“โอ้ย ให้หนูรอพ่อหนูออกไปทำมาหากินเองดีกว่าค่ะ... ตอนนี้ก็ได้งานที่ใหม่แล้วด้วย”
ลาออกจากงานที่กรุงเทพมหานครเพราะค่าใช้จ่ายที่ไม่เพียงพอ กลับมาตั้งหลักที่บ้านเสียก่อน
ที่อ้างกับเพื่อนว่าไปอยู่อังกฤษแท้จริงแล้วไม่ใช่เลย.. ส้มหวานไปทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่ที่กรุงเทพมหานครต่างหาก แล้วก็ไม่กล้าเข้างานสังคมไปเจอหน้าใครทั้งนั้นด้วย
“แล้วงานที่ใหม่ที่ว่านี่ทำที่ไหนล่ะลูก แต่งตัวซะสวยเชียว” หญิงวัยกลางคนเอ่ยถามลูกสาว เธอเองก็รู้สึกแย่ที่ต้องมาเห็นลูกสาวตกอยู่ในสภาพลำบาก
“ก็....บริษัทวิรันดำรงกุลค่ะ”
“หืม นั่นเป็นบริษัทส่งออกเกี่ยวกับอาหารนี่ ตระกูลนั้นร่ำรวยมากเลยนะ...ถ้าจำไม่ผิดลูกชายเขาเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกับลูกด้วยนี่ แม่เคยเห็น”
“ใช่ค่ะ...”
ส้มหวานมองหน้าแม่พร้อมกับยิ้มมุมปาก
นี่จะเป็นโอกาสของเธอที่จะได้พลิกฐานะกลับขึ้นมาใหม่ จากลูกสาวบุคคลล้มละลาย อาจจะกลายเป็นสะใภ้มหาเศรษฐีก็ได้
ส้มหวานยิ้มเยาะในใจก่อนจะคิดกับตัวเองโดยไม่พูดออกไปให้แม่ได้ยิน
โทษนะนาริน แต่เธอกับวีรันก็ยังไม่ได้แต่งงานกันนี่... เพราะฉะนั้นฉันก็มีสิทธิ์
เวลาต่อมา
บริษัทวิรันดำรงกุล
ตึกหลายชั้นของโซนออฟฟิศ ทั้งยังมีโรงงานตั้งอยู่รอบด้าน บริษัทวิรันดำรงกุลตั้งอยู่ใจกลางเมืองของจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคใต้
“คุณวีครับ วันนี้พนักงานใหม่ของเราจะเข้ามาทำงานวันแรกเพื่อเป็นผู้ช่วยของผม และช่วยงานคุณวีด้วยเช่นกัน สามารถเรียกใช้เธอได้ตามสมควร แล้วตอนนี้ผมก็มอบหมายงานบางอย่างให้เธอแล้ว”
ในขณะที่วีรันกำลังนั่งทำงานอยู่ภายในห้องทำงาน เลขาคนสนิทที่สุดอย่างคิมก็เดินเข้ามาแจ้งข่าว
“อืม...พาเธอขึ้นมาพบสิ”
เขาพยักหน้าตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
แอ๊ดดด เสียงประตูห้องทำงานถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสวยสูงระหงสุดเซ็กซี่ หน้าอกหน้าใจภายใต้เสื้อเชิ้ตแขนยาวแทบจะทะลักออกมาโชว์แก่สายตา
“เธอ...”
เมื่อหญิงสาวยืนอยู่ตรงหน้าวีรันก็ชะงักไป พินิจพิจารณาใบหน้าสวย...ช่างคุ้นตา
ริมฝีปากที่ถูกทาลิปสติกสีแดงดูเซ็กซี่ เธอคลี่ยิ้ม
“สวัสดีค่ะคุณวีรัน ฉันส้มหวานจะมาทำงานเป็นผู้ช่วยเลขาของคุณค่ะ”
“ส้มหวาน ไม่เจอกันนานเลย... ได้ยินชื่อก็คุ้นอยู่แต่ไม่คิดว่าเป็นเธอ”
ใครกันล่ะจะไม่รู้จักส้มหวาน ดีกรีรองดาวโรงเรียนซึ่งประกวดตีคู่มากับดาหลาหญิงอันเป็นที่รักของเขา ที่สำคัญส้มหวานยังเป็นเพื่อนสนิทของนารินในสมัยตอนมัธยมปลายอีก
“ตั้งแต่เรียนจบก็ไม่เคยเจอกันเลย...ไม่คิดเลยนะว่านายจะกลายมาเป็นผู้บริหารสุดฮอต”
ส้มหวานยิ้มกริ่ม สัดส่วนเซ็กซี่ที่สวมชุดรัดรูปมาในวันนี้ดูก็รู้ว่าจงใจมาทำอะไร... หากแต่วีรันไม่รับรู้ในข้อนี้เลยเพราะเขาไม่ได้สนใจเธอแม้แต่น้อย
“ขอบคุณ แต่เธอก็ชมเกินไป”
“ไม่หรอกค่ะ ขอบคุณคุณวีนะคะที่รับฉันเข้ามาทำงาน”
“อืม...คิมชี้แจงรายละเอียดเรื่องงานแล้วใช่ไหมว่าต้องทำอะไรบ้าง”
“ค่ะ ตอนนี้ฉันทราบดีแล้ว”
ตำแหน่งที่ส้มหวานเข้ามาก็คือผู้ช่วยเลขาอย่างคุณคิมอีกทีนึง
แววตาแสนเย้ายวนจับจ้องมองวีรันราวกับจะกลืนกิน ชุดทำงานแสนเซ็กซี่และรัดรูปพร้อมกลิ่นน้ำหอมจากดอกพีโอเนียทำเอาคนทั้งบริษัทนินทากันให้แซ่ด
“นั่นส้มหวาน ลูกสาวจากตระกูลมีตังไม่ใช่หรือไง ทำไมมาทำงานบริษัทในตำแหน่งเล็ก ๆ แบบนั้นล่ะ”
“ก็เห็นว่าธุรกิจล้มละลาย แต่เดี๋ยวนะ...ตำแหน่งไม่ได้เล็กสักหน่อย เป็นถึงผู้ช่วยคุณคิม ถึงเนื้อถึงตัวคุณวีรันสุดๆ”
“อ๋องั้นเหรอ แบบนี้ก็เป็นลูกผู้ดีตกอับน่ะสิ คงหวังจะอ่อยคุณวีประธานหนุ่มสุดฮ็อตของเรา”
“แหม ตกอับอะไรกัน หน้าตาสะสวย นารีมีรูปเป็นทรัพย์ ไม่เห็นเหรอคุณวีโดนออดอ้อนออเซาะแค่ไหน อีกนิดคงเขยิบขึ้นไปนั่งตัก”
“แต่คุณวีมีภรรยาคือคุณนาริน ลูกสาวจากตระกูลชมลวรวรรณแล้วนะ”
“แล้วคิดเหรอว่าจะมีใครสนใจข้อนั้น”
“นั่นสิ... ใคร ๆ ก็อยากได้คุณวีรันทั้งนั้นแหละ ไม่สนใจหรอกว่ามีลูกมีเมียหรือเปล่า”
เสียงนินทาวิพากษ์วิจารณ์ต่างกระจายกันซอแซ่ดไปทั่วทั้งบริษัท เป็นเรื่องที่รู้โดยทั่วกันว่าคุณวีรันทั้งหล่อและเพอร์เฟ็กต์มากแค่ไหน
ทางด้านของนาริน
หญิงสาวผมสั้นประบ่าสีดำพร้อมกับหน้าม้าซีทรูบางเบาอยู่ในชุดเดรสคอวีแขนสี่เหลี่ยมเนื้อผ้าสีเบจดูเหมาะแก่การเป็นแม่บ้านและเป็นแม่ที่แสนอบอุ่นของครอบครัว มือเล็กขมักเขม้นในการผสมแป้งทำวาฟเฟิล
“ให้ช่วยมั้ยคะคุณนาริน” น้ำหนึ่งสาวใช้วัยรุ่นเดินเข้ามาหาหวังจะช่วยเจ้านายสาวทำขนม
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ขอบคุณนะน้ำหนึ่ง” นารินหันไปยิ้มขณะกำลังใช้ตะกร้อมือคนส่วนผสมของเหลวในชามผสม นารินในตอนนี้ดูมีเสน่ห์เหลือเกิน... ไม่ใช่คนที่สะสวยโดดเด่น หากแต่เป็นคนที่มีความใส่ใจดีเลิศ ตั้งแต่หมั้นหมายกันมานารินทำตัวเป็นว่าที่ภรรยาที่แสนดีมาโดยตลอด
“โถ่คุณนารินคะ... ให้ฉันช่วยเถอะ ทำคนเดียวมันเหนื่อยออกนะคะ”
น้ำหนึ่งยังคงพยายามยัดเยียดจะช่วยเจ้านายให้ได้ ช่วงแรกแม้จะนินทาเจ้านายกันอย่างสนุกปาก หากแต่พออยู่กันไปเรื่อย ๆ ทั้งน้ำหนึ่งและใจดี สองสาวใช้วัยรุ่นก็เห็นถึงความดีของเจ้านายสาว
นารินไม่เคยออกอาการเหยียด หรือจิกหัวใช้พวกเธอเลยสักครั้ง ถือว่าเป็นเจ้านายสาวในอุดมคติที่สาวรับใช้อยากได้มากที่สุด
“อืมมม ถ้าอย่างนั้นช่วยเอาบลูเบอร์รี่ออกมาจากตู้เย็นให้หน่อยนะ”
นารินที่มือยังคนตะกร้ออยู่รัว ๆ หันไปทางน้ำหนึ่งพร้อมพยักเพยิดไปทางตู้เย็น
น้ำหนึ่งเดินไปที่ตู้เย็นแล้วหยิบกล่องบลูเบอร์รี่ผลโตออกมาส่งให้กับเจ้านายสาว นารินวางกล่องลงบนเคาน์เตอร์ครัวขนาดกว้างตรงกลางซึ่งเป็นส่วนไอส์แลนด์สำหรับทำอาหาร
“ขอบใจนะจ๊ะ”
“คุณนารินนี่ทำอาหารเก่งจังเลยนะคะ ทั้งคาวทั้งหวานไม่เคยบกพร่องเลย ทำอาหารให้สามีกินเหนื่อยจะตาย”
น้ำหนึ่งชวนคุย รอยยิ้มสวยปรากฎขึ้นบนใบหน้าของนาริน หญิงสาวที่มีหน้าตาน่ารักและดูเป็นผู้ดีแทบทุกกระเบียดนิ้ว
“ไม่หรอกน้ำหนึ่ง ถ้าทำให้คนที่เรารักทานยังไงก็ไม่เหนื่อยหรอก”
การที่เธอวิ่งตามหลังวีรันมาตั้งหลายปียังจะเหนื่อยเสียกว่า นารินคิดในใจแต่ไม่พูด เธอทำเพียงยิ้มบางเบาแล้วมองส่วนผสมในถ้วยพร้อมกับใช้ตะกร้อมือคนต่อไป
“คุณนารินนี่ดูรักคุณวีมากเลยนะคะ”
น้ำหนึ่งเอ่ยแผ่ว จ้องมองใบหน้าสวยของเจ้านายสาวอย่างรู้สึกสงสารจับใจ หากคุณวีรันหันมามองคุณนารินสักเพียงเล็กน้อยก็คงจะดี
นารินชะงักมือลง รู้ดีว่าที่สาวรับใช้บอกกำลังจะสื่ออะไร แม้ว่าเธอจะทำดีเพียงใดแต่วีรันไม่เคยแลมองเลย
“เดี๋ยววันนี้ฉันจะทำเผื่อพวกเธอกับป้าอุ่นด้วยนะ เตรียมรอทานวาฟเฟิลบลูเบอร์รี่ได้เลย”
“ว้าว ขอบคุณนะคะคุณนาริน คุณผู้หญิงที่แสนดีของวิรันดำรงกุล”
น้ำหนึ่งในตอนนี้รู้สึกซาบซึ้งในความดีและความมีน้ำใจของนายหญิง เหล่าสาวใช้ต่างยอมรับแล้วว่านารินจากตระกูลชมลวรวรรณเนี่ยแหละเหมาะแก่การเป็นนายหญิงของวิรันดำรงกุลที่สุด
นารินยิ้มเขิน
“แต่ถ้าอยากจะช่วย...ก็ช่วยเตรียมเครื่องทำวาฟเฟิลให้หน่อยได้ไหมจ๊ะ”
“ได้เลยค่ะคุณริน”
สองสาวช่วยกันทำวาฟเฟิลบลูเบอร์รี่จนเสร็จเป็นที่เรียบร้อย
หลังจากทำวาฟเฟิลที่ราดด้วยซอสบลูเบอรี่เสร็จ น้ำหนึ่งก็ยกมาที่ห้องทานอาหารอันแสนโออ่า ภายในห้องโถงสูงของคฤหาสน์ซึ่งเป็นเรือนหอของคู่รักหนุ่มสาวข้าวใหม่ปลามัน ดูทางไหนก็ควรจะชื่นมื่นด้วยรัก...แต่กลับไม่มีภาพนั้นให้สาวรับใช้ได้ชม
“กลิ่นหอมฉุยออกไปยันหน้าสวนเลยค่ะคุณนาริน คุณลุงคนสวนยังบอกว่ากลิ่นหอมมาก”
ใจดีหลังจากทำงานที่ชั้นสองเสร็จก็ลงมาด้านล่างพร้อมพูดคุยกับเจ้านายสาว เป็นจังหวะที่ป้าอุ่นก็เดินเข้ามาพอดี
“คุณนารินนี่เก่งจังเลยนะคะ มาจากตระกูลร่ำรวยมากแท้ ๆ แต่กลับทำอาหารเก่งราวกับว่าทำทานเองทุกวัน”
“ป้าอุ่นก็ชมเกินไปค่ะ... ก็ฝึกอยู่เรื่อย ๆ แต่ไม่ได้เก่งอะไรหรอก”
นารินยิ้มขวยเขิน
“คุณนารินจะทานเลยไหมคะ เดี๋ยวหนูจะเตรียมจานกับช้อนให้”
ใจดีเอ่ยถามพร้อมตั้งท่าเตรียมจะเดินเข้าไปในครัว
“ไม่เป็นไรเลยจ้ะ เดี๋ยวฉันรอวีรันก่อนดีกว่า พวกเธอเอาไปทานได้เลยนะทำเผื่อไว้ให้แล้วจ้ะ แล้วก็เอาไปแบ่งคุณลุงคนสวนด้วยนะ ทานตอนร้อน ๆ น่าจะอร่อย”
“ค่ะคุณนาริน” ใจดีและน้ำหนึ่งประสานเสียงกันแล้วยิ้มอย่างร่าเริงก่อนจะพากันไปแบ่งวาฟเฟิลที่ถูกทำเอาไว้ ป้าอุ่นเองก็ไปทานขนมหวานกับสองสาวในห้องครัว
ส่วนนารินนั้น...นั่งอยู่ที่เก้าอี้โดยตั้งไว้ด้านหน้าพร้อมกับเตรียมซอสแยมบลูเบอร์รี่สำหรับราด นี่ก็เป็นเวลาหกโมงกว่าแล้ว...อีกสักพักไม่นานว่าที่สามีก็คงจะกลับมา
แต่จนแล้วจนรอด...เข็มนาฬิกาโบราณตัวใหญ่ชี้เข้าที่เลขเก้าบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่ม แต่ยังไร้เงาร่างกำยำของวีรัน วิรันดำรงกุล ชายหนุ่มผู้หล่อเหลา
“หายไปไหนกันนะ...ทำไมยังไม่กลับมาอีก”
นารินร้อนใจกลัวว่าวีรันจะประสบอุบัติเหตุหรือมีเหตุการณ์เร่งด่วน เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาก่อนจะตัดสินใจกดโทรเบอร์หาเขาในทันที
ปกตินารินจะไม่ติดต่อกับวีรันเป็นการส่วนตัวบ่อยนัก เพราะรู้ว่าเขามักจะรำคาญและไม่ชอบหน้าเธอสักเท่าไหร่ ทั้งที่เคยเป็นเพื่อนสนิทกันตอนสมัยมัธยมต้นแท้ ๆ
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด
โทรศัพท์ถูกตัดสายทิ้ง หลับตาพริ้มยกโทรศัพท์ที่แนบหูลงมาวางไว้บนตัก รู้ดีว่าไม่มีค่าพอที่จะทำให้เขาสนใจ
“ก็รู้นะว่ารำคาญ แต่รับสายสักหน่อยไม่ได้เลยหรือไง...คนทางบ้านเป็นห่วงไม่รู้เรื่องเลยรึไงกันนะ”
เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง... เป็นห่วงเขาแทบตาย สุดท้ายเขาตัดสายโทรศัพท์ทิ้ง ไม่มีทางรู้เลยว่า ในตอนนี้ว่าที่สามีกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน และอยู่กับใคร...
ความหวาดกลัวและหึงหวงปรากฏในใจของนาริน
แม้จะไม่มีดาหลา แม้ว่าเพื่อนสนิทแสนสวยของเธอจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าวีรันจะรักเธอ.... ไม่มีอะไรการันตีได้เลย
บางที อาจจะมีผู้หญิงคนอื่นเข้ามาในชีวิตของวีรันก็ได้... ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นารินไม่อาจประเมินได้เลยว่าคนคนนั้นจะมีอิทธิพลกับวีรันถึงเพียงไหน
“หวังว่าจะไม่ใช่อย่างที่คิดนะ” นารินหลับตาพริ้มพยายามปลอบใจตัวเอง...
