บทที่ 4 สตรีผู้นี้ข้าขอ
"หมายถึงข้าไม่ใช่คนเดิมแล้ว ทั้งนิสัยและทุกอย่างที่เคยเป็นก่อนหน้านี้มันไม่มีอีกแล้วคุณท่าน!"
"หมายความว่าเจ้ากำลังต่อต้านอำนาจของข้าใช่หรือไม่" เสียงเข้มยิ่งกว่าเดิม
"ช่างเถอะ! เอาตามที่ท่านเข้าใจก็แล้วกัน ข้าขี้เกียจอธิบาย" ฉันหมดอารมณ์จะพูดกับคนหล่อแต่สมองทึบเช่นเขาจริงๆ โดยไม่รู้เลยว่าได้สร้างปัญหาครั้งใหญ่ขึ้น
"ดี! ในเมื่อเจ้าก็ต่อต้านข้าผู้ที่จะกลายเป็นสามีเจ้าในภายภาคหน้า" แขนกำยำคว้าเอวบางไว้ในอ้อมกอดอย่างไม่ทันระวังตัว
"ปล่อย ปล่อยฉัน" พึงรู้แล้วว่าถึงฉันจะพยายามขัดขืนเพียงใดก็ไม่อาจแรงชายชาติทหารเช่นเขาได้
"ข้าจะทำให้ยอมศิโรราบเหมือนเช่นก่อนให้ได้" น้ำเสียงนิ่งสงบดั่งสายน้ำเย็นแต่แฝงด้วยความเอาจริงของเขาทำให้ฉันหวาดหวั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่จะโน้มหน้าลงมาปลายจมูกโด่งดมซอกคออันเรียบเนียนของนางอย่างสัตว์ป่าที่หื่นกระหายนับปี
'ให้ตายสิ! ในนิยายไม่มีแบบนี้นี่ ซ่างจื่อเยวี่ยแทบจะไม่แตะต้องเหมยฮวาเลยสักครั้ง ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้' ฉันคิดในใจเมื่อนึกถึงตัวอักษรที่เคยอ่านแม้เรื่องราวจะดำเนินไปคล้ายๆ กัน แต่ไม่มีบทความอย่างนี้เลยสักหน้า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
เพี๊ยะ!!
ฉันตบใบหน้าหล่อนั่นสุดแรงที่มีราวกับว่าตนเองเป็นนางเอกละครไทยไปเสียได้ เพียงเพราะมือมันไวไปเองอย่างอัตโนมัติจนร่างสูงถอยหลังไปตามแรงตบของฉัน ทว่าอย่างน้อยก็หยุดการกระทำอันป่าเถื่อนของเขาไว้ได้จะไปกลัวอะไรกัน
ซ่างจื่อเยวี่ยยืนอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะสบตาฉัน แววตาคู่นั้นไม่ได้ขุ่นเคืองใจแต่อย่างใดแต่กลับผิดหวังในตัวฉันมากกว่าเสียอีกมันสร้างความประหลาดใจให้ฉันไม่น้อย ร่างสูงที่สง่าไม่พูดจาหรือโต้ตอบแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับเดินจากไปอย่างง่ายดายโดยไม่พินหลังกลับมามอง
"แววตาผิดหวังนั่นมันอะไรกัน ยึ้ย...ขนลุกชะมัด" นางเอ่ยกับตนเองเบาๆ อย่างไร้เดียงสา ก่อนเดินกลับไปยังที่พักของตนเองโดยไม่ทันสังเกตว่ามีแววตาคู่หนึ่งแอบมองนางจากมุมมุมหนึ่ง ริมฝีปากคนผู้นั้นเผยยิ้มกว้างออกมาอย่างพอใจ
ค่ำคืนอันเงียบสงบได้มาเยือนอีกครั้งท่ามกลางแสงจันทร์กลมโตที่เด่นสง่าบนฟ้ากว้าง ถึงแม้ว่าลมหนาวจะพัดเย็นยะเยือกเพียงใดแต่ทว่าบุรุษร่างสูงที่ยืนสง่าผ่าเผยโดยใบหน้าเรียวนั้นเงยมองดวงจันทร์อย่างไม่วางตา เพราะด้านในหัวใจกลับรู้สึกรุ่มร้อนไปทั่วทุกอณูของรูขุมขน เมื่อนึกถึงใบหน้าสตรีนางหนึ่งที่ไม่ว่าเขาจะพยายามลบเลือนออกไปจากห้วงความคิดมากเท่าไหร่ กลับยิ่งเห็นหน้านางผู้นี้ชัดเจนยิ่งขึ้นทุกวินาที ทุกชั่วยาม ซึ่งไม่เคยเป็นเช่นนี้กลับผู้ใดมาก่อน จนเกิดความโลภภายในจิตใจยากนักที่เขาจะหาคำใดมาอธิบายได้เลย
"พี่ใหญ่คงไม่ได้หลงรักสตรีแคว้นเหยียนเข้าให้แล้วใช่หรือไม่?" เสียงทุ้มเรียกสติเขากลับคืนมาอีกครั้ง
"ซ่างเย่หมิง เจ้ากลับมาไยถึงไม่บอกข้าล่วงหน้า ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเจ้า" แม้ว่าคำพูดนั่นจะดูเหมือนดีใจที่น้องชายคนเดียวกลับจวนแต่แววตาคู่นั้นกลับดูกังวลใจไม่น้อย
"ไม่กล้า ไม่กล้า ข้าไม่กล้ารบกวนท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉิน ข้าแค่คิดถึง..." ดวงตาเรียวคู่นั้นพินมองไปยังทิศใต้ของจวนซึ่งเป็นที่พักของว่าที่ภรรยาซ่างจื่อเยวี่ย ก่อนที่ร่างสูงจะเขยิบกายมาอยู่เบื้องหน้าตนอย่างรู้ทันจนไม่อาจมองเห็นทิศทางที่ว่านั่นแล้ว
"ดูท่าว่าพี่ใหญ่คงยังไม่รู้ใจตัวเองว่าต้องการสิ่งใด ข้อเสนอที่ข้าเคยยื่นให้ยังคงเดิม" เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย
"ขอบใจเจ้า แต่เมื่อก่อนข้าเคยพูดเช่นไร บัดนี้ก็ยังคงเดิม ไปดื่มสุรากันเถอะเพื่อต้อนรับการกลับมาของเจ้า" ซ่างจื่อเยวี่ยสะบัดกายเดินนำหน้าเขาไปโดยดวงตานั้นแฝงไปด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
'สตรีผู้นี้ข้าขอ'เย่หมิงพูดกลับตนเองด้วยแววตาและท่าทางดูจริงจังไม่น้อย เขาเฝ้ามองนางตั้งแต่แรกเจอก็มิเคยเห็นนางมีความสุขสักครั้ง นั้นเพราะซ่างจื่อเยวี่ยทำตัวห่างเหินแลดูเย็นชาเหลือเกิน
บัดนี้เขามิยอมอ่อนข้อให้เขาอีกแล้ว หากนางต้องการเขาขึ้นมาแทนซ่างจื่อเยวี่ยเมื่อใด เมื่อนั้นตนจะยอมถวายชีวาเพื่อนาง
